21 ก.ค. 2022 เวลา 13:30 • ไลฟ์สไตล์
พลเมืองสำรองที่สำคัญ
เขียนโดย Window M
ภาพประกอบโดย Mamewmy จาก Freepik
นักวิชาการไทยเห็นสถิติต่างๆที่บ่งชี้ว่า สังคมไทยวันนี้เข้าสู่สังคมสูงวัยซึ่งมีจำนวนคนวัยชราสูงขึ้นมากว่า 70% ของ จำนวนประชากรแล้ว วัยเด็ก วัยทำงาน มีจำนวนน้อยลงหรือเกิดน้อยลง หากตัวเลขของวัยเด็กมีน้อยลง จะส่งผลต่อ วัยทำงาน ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ส่งผลต่อหน่วยเงินภาษี คนทำงานน้อยลงตามไปด้วย ปัญหานี้กำลังเกิดในหลายประเทศของทุกทวีป บัดนี้ ปัญหาข้างหน้าที่ไทยต้องเจอหากไม่เร่งแก้ไขคือ ขาดแรงงานเพื่อพัฒนาบ้านเมือง
ขณะที่รัฐบาลต้องจัดหางบเงินเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลคนชราที่ไม่อาจทำงานหรือจ่ายภาษีได้อีก รัฐบาลจะขาดรายได้เพียงพอดูแลประชากรวัยชราและพัฒนาประเทศ เพราะขาดแรงงานและเงินภาษี หลายปีมานี้ไทยเผชิญปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยลงเนื่องจากคนไทยบางกลุ่มประเมินว่าไม่อาจเลี้ยงดูลูกหลานให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ การศึกษาดี ได้ เมื่อตนยังหารายได้ไม่พอเลี้ยงตัวเอง จึงเลือกจะไม่มีลูกหลานเพราะไม่อยากให้คนรุ่นใหม่ต้องลำบากเหมือนตน
บางส่วนก็คิดว่าสังคมไทยวันนี้น่ากลัว ไม่เหมาะสมจะให้เด็กใหม่เติบโตมาลำบากขึ้นกว่ารุ่นปัจจุบัน ก็เลือกไม่มีสมาชิกเพิ่ม รัฐบาลตระหนักรู้ถึงปัญหาในอนาคตถ้าเด็กใหม่มีน้อยลงเรื่อยๆ จะส่งผลต่อ แรงงาน พัฒนาสังคมวันหน้าไม่ได้ จึงออกมาตรการส่งเสริมให้มีเด็กเกิดใหม่ด้วยการให้เงินอุดหนุนครอบครัวที่มีเด็กเกิดใหม่เป็นรายเดือนจนกว่าเด็กจะมีอายุ 6 ปี แต่จำนวนเงินน้อยเกินกว่าจะดึงดูดให้เพิ่มประชากรใหม่ได้
ครอบครัวบางส่วนจึงไม่สนใจมาตรการนี้ พวกเขาให้ความเห็นน่าคิดว่า การให้กำเนิดเด็กใหม่ง่ายด้วยสัญชาตญาณมนุษย์ชายหญิง แต่อนาคตที่ดีของลูกคือ หน้าที่สำคัญของผู้เป็นพ่อแม่ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีสมกับภารกิจที่ว่า ลูกหลานควรได้รับการศึกษาที่ดี การเลี้ยงดูที่ดี มีสุขภาพดี มีการงานสมกับการศึกษาหรือที่เรียกว่า มีอนาคตดีให้หวังได้
รัฐบาลหรือภาคราชการจึงมีภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อสังคมไทยในอนาคตจะไม่ต้องเผชิญกับปัญหาขาดคนวัยทำงาน คือ มาตรการเพิ่มประชากรคุณภาพเพื่อสังคมอนาคต การเพิ่มประชากรวัยทำงานมิใช่เพิ่มจำนวนคนเท่านั้น แต่สังคมไทยต้องการประชากรที่มีคุณภาพดีเพื่อพัฒนาประเทศไทยวันหน้าด้วย มาตรการรัฐไม่อาจกระตุ้นให้ครอบครัวไทยมั่นใจว่าสังคมไทยวันนี้และวันหน้าเหมาะสมกับลูกหลานได้ ทำให้ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ไม่เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่เหมาะสม
ภาครัฐอาจหลงลืมว่ายังมี เด็กกลุ่มหนึ่งในความดูแลของรัฐ ที่พัฒนาเป็นพลเมืองสำรองที่จะเติบโตเป็น วัยทำงาน ให้สังคมในอนาคตได้ ที่ควรเรียกว่า ลูกหลานของประเทศไทย
ประเทศไทยจะพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองได้ด้วย ประชากรที่มีคุณภาพดี เป็นหลัก ดังนั้น มาตรการเพิ่มประชากรนั้นมิใช่เพิ่มจำนวนคน แต่ต้องสนใจคุณภาพของคนมากด้วย นโยบายประชากรของภาครัฐจึงต้องเน้นให้โอกาสทางการศึกษาและการทำงานแก่คนรุ่นใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนมุมมอง แนวคิด ของครอบครัวว่าลูกหลานจะมีอนาคตที่ดีเมื่อเกิดและเติบโตในการดูแลของครอบครัวและด้วยนโยบายที่ดีของภาครัฐ ทำให้ตัวเลขเด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีคุณภาพได้
อีกทางหนึ่งรัฐต้องเพิ่มประชากรวัยเด็ก วัยทำงาน ในความดูแลของภาครัฐด้วย เด็กกลุ่มนี้หากได้รับการดูแล สอนสั่ง และให้โอกาสทางการศึกษาอย่างดี สังคมไทยจะได้ คนวัยทำงาน เพิ่มขึ้นด้วย
ปัญหาการทอดทิ้งเด็กทุกวัยเพราะความไม่พร้อมของแม่วัยใสหรือปัญหาครอบครัวที่ไม่อาจเลี้ยงเด็กให้เติบโตได้ เราเคยเห็นข่าวทารกในถังขยะหรือทิ้งไว้ตามทุ่งร้างเมื่อแม่ไม่พร้อมจะเลี้ยงเด็กได้ การละทิ้งอาจเป็นการฆ่าเด็กโดยตั้งใจหรือไม่ก็ได้ ภาครัฐจึงแก้ปัญหาแม่ไม่พร้อมและช่วยเหลือในการรับเลี้ยงดูแลเด็กด้วยการสร้างสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่วัยทารกไปถึงวัยรุ่น
รัฐจัดงบประมาณสนับสนุนเลี้ยงเด็กกำพร้าให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่พอจะดูแลตัวเองได้ด้วยค่าเลี้ยงดู ค่าจ้างพี่เลี้ยง ส่งเข้าเรียนหนังสือระดับขั้นพื้นฐานที่รัฐบังคับว่าทุกคนต้องเรียน หากใครอยากเรียนระดับที่สูงขึ้นไปก็จัดหาทุนการศึกษาให้คนที่สนใจได้
ด้วยงบประมาณที่จำกัดและเงื่อนไขจุกจิกทำให้การดูแล เอาใจใส่ ในสถานเลี้ยงดูของรัฐไม่เพียงพอแก่จำนวนเด็ก พี่เลี้ยงที่ใช้ดูแลทารกหรือเด็กเล็กก็มีจำกัด ทำให้เด็กขาดการดูแลที่ใกล้ชิดเพียงพอและขาดความรักเหมือนที่เด็กพึงได้จากครอบครัวทั่วไปอันส่งผลต่อจิตใจที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่คุณภาพดีให้สังคมไทย
ปัญหาไทยที่กำลังเผชิญเบื้องหน้าคือ สังคมวัยชราและขาดวัยทำงานอย่างพอเพียง เนื่องจากอัตราการเกิดของเด็กไทยมีน้อยลง คนรุ่นใหม่กลัวภาระในการเลี้ยงดูลูกหลานเกรงจะทำให้เขาหรือเธอเติบโตอย่างสมบุรณ์ไม่ได้ จึงไม่อยากมีลูกหลานสืบทอดต่อไป อันส่งผลต่ออัตราเด็กหรือผู้ใหญ่วัยทำงานอย่างเพียงพอในอนาคต เราต้องไม่ลืมว่าสังคมไทยจะอยู่ได้ด้วยเงินภาษีเพื่อนำไปใช้พัฒนาบ้านเมืองให้รุ่งเรืองและดูแลชีวิตของรุ่นวัยชรา
ถ้าอัตราส่วนระหว่างเด็กใหม่กับวัยทำงานซึ่งเป็นวัยสร้างงานและรายได้ให้ประเทศไม่เหมาะสมกับวัยชราซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลต้องดูแลจนถึงวาระสุดท้าย จะทำให้สังคมไทยวันหน้ามีปัญหาหนักและคนชราจะลำบากที่สุดเมื่อเกิดความไม่สมดุลย์นี้
รัฐบาลวันนี้จึงพยายามกระตุ้นด้วยระบบภาษีให้เงินสนับสนุนจำนวนหนึ่งแก่ครอบครัวที่มีเด็กเกิดใหม่ไม่เกินครอบครัวละ 3 คน ด้วยหวังว่าเด็กวันนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เพียบพร้อมในอนาคตเพื่อดูแลสังคมไทยต่อไป แต่แรงกระตุ้นนี้ยังไม่มีผลพอจะหนุนให้เพิ่มสมาชิกใหม่คุณภาพดีในครอบครัวคนไทยได้จนกลายเป็นเรื่องน่าห่วงใยของรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องเพราะประชาชนมองไม่เห็นอนาคตสำหรับลูกหลานของเขา จึงลังเลจะร่วมมือกับนโยบายเพิ่มประชากรคุณภาพของรัฐบาล
การไม่ดูแลคุณภาพประชากรหรือเน้นเฉพาะปริมาณคน จะทำให้ประเทศไทยขาดประชากรคุณภาพดีอย่างมากอันไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาบ้านเมืองต่อไป หากครอบครัวดี อบรมลูกหลานดี คนวัยทำงานจึงมีคุณภาพดีพอจะดูแลประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้
นโยบายเพิ่มกำลังพลวัยทำงานเพื่ออนาคตของสังคมไทยเป็นเรื่องที่ดี เมื่อความสมัครใจของประชาชนเกิดไม่ได้เพราะพวกเขามองไม่เห็นอนาคตและไม่เชื่อว่าจะมีอนาคตที่ดีให้ลูกหลานได้ ภาครัฐควรหันมาใส่ใจกับพลเมืองในความดูแลอยู่แล้ว นั่นคือ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของราชการ พวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีคุณภาพดีได้ ถ้ารัฐใส่ใจดูแล สอนสั่ง พวกเขาเทียบเท่าครอบครัวทั่วไปโดยใช้บุคลากรมีคุณภาพและคุณธรรมที่ดี
การเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพต้องใช้เงินและความรักเพื่อหล่อหลอมเด็กคนหนึ่งให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานที่มีคุณภาพได้ ถ้างบประมาณจากภาครัฐไม่เพียงพอ ก็ต้องเปิดกว้างให้คนไทยใจบุญและผู้อยากร่วมสร้างอนาคตให้สังคมไทยช่วยเหลือ สนับสนุน โครงการให้มากขึ้น โดยสถานเลี้ยงดูต้องบริหารเปิดกว้าง ให้ข้อมูลแก่คนภายนอกให้มากขึ้น ชัดเจนขึ้น เมื่อเกิดความโปร่งใส นโยบายชัดเจน ชี้แจงปัญหาและความต้องการให้ชัดเจนได้ ความช่วยเหลือจากคนภายนอกจะเพิ่มขึ้น อันส่งผลให้นโยบายของรัฐประสบผลสำเร็จไวขึ้น
สำคัญที่สุดคือ กลุ่มคนวัยทำงานจะเพิ่มขึ้นแบบมีคุณภาพจาก สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของรัฐและของเอกชนได้ อคติว่าเด็กกำพร้าของรัฐคือภาระของสังคม จะกลายเป็น ความหวังของสังคมไทยในอนาคต
รัฐบาลต้องปรับทัศนคติจากภาระเป็นความหวังก่อน จึงแก้ปัญหาสำหรับสังคมในอนาคตของไทยได้
การเพิ่มวัยทำงานให้สังคมคนชราในอนาคตเพื่อสู่สมดุลย์ได้ ต้องเริ่มด้วยการ ตั้งงบประมาณให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพิ่มขึ้น เลือกสรรผู้บริหารสถานที่ให้เหมาะสมทั้งความรู้ จิตสำนึก ความรักเมตตา ความสุจริต เพื่อใช้เงินและบริหารองค์กรอย่างเหมาะสมและทำงานด้วยหัวใจและสติปัญญา คัดเลือกทีมงานในการดูแลเด็กให้เหมาะกับวัย ปรับนโยบายดูแลสถานที่และสมาชิกให้เสมือนครอบครัวทั่วไป
การแบ่งหน้าที่ของสถานที่ดูแลเด็กกับรัฐบาลให้ชัดเจนโดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ สร้างบุคลากรให้สังคมไทยอย่างมีคุณภาพ โดยรัฐบาลต้องมองเด็กในสถานเลี้ยงเด็กเป็น ลูกหลานของประเทศ จัดสรรเงินงบประมาณแก่สถานเลี้ยงเด็กให้เหมาะสมกับวัยต่างๆ สถานเลี้ยงเด็กก็ให้การดูแลเด็กทุกวัยอย่างเหมาะสม ให้การศึกษาเต็มที่สมวัยอย่างไร้เงื่อนไขในฐานะลูกหลานของรัฐ และทำด้วยหัวใจของพ่อแม่ที่พึงมีให้ลูกหลาน
เมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่มีคุณภาพก็จะมีการงานดี เงินเดือนดี จ่ายภาษีให้รัฐได้ สร้างครอบครัวรุ่นต่อไปได้ ความสมดุลย์ทางสังคมเรื่องเด็กใหม่กับวัยชราจะเกิดขึ้นได้ในที่สุด
ภาครัฐและประชาชนต้องร่วมกันใส่ใจ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของรัฐ เพื่อสร้าง คนวัยทำงานรุ่นต่อไป ให้สังคมไทย อย่ามองแบบอคติว่า เด็กกำพร้าคือ ภาระทางสังคม แต่ควรมองว่า พวกเขาคือ ลูกหลานของรัฐ คืออนาคตของประเทศ ที่ทุกคนต้องดูแลเด็กกลุ่มนี้ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานคุณภาพดีด้วยหัวใจของพ่อแม่ระหว่างภาครัฐและประชาชนเพื่ออนาคตของสังคมไทยวันข้างหน้า
ประเทศ คือ บ้าน รัฐบาลและประชาชน คือ พ่อแม่ เด็กในสถานเลี้ยงดู คือ สมาชิกครอบครัว สามสิ่งนี้ คือ ครอบครัวของประเทศไทย
*******************************************
ขอบคุณสำหรับภาพประกอบจาก
FreePik
โฆษณา