22 ก.ค. 2022 เวลา 02:38 • การ์ตูน
EP : 786
GETTER ROBOT GO
คำเตือนข้อมูลการเกริ่นในช่วงต้นนี้นั้น ผมหาข้อมูลและสรุปเองนะครับ ข้อมูลอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จริงๆ ก็ได้ ถ้าผิดพลาดในการด่วนสรุปไป ต้องขอโทษทุกท่านล่วงหน้าด้วยนะครับ
.
.
 
หลังจากที่ อ. โก และ อ. เค็น ผลิตผลงาน Getter robot ออกมาและจบไปในปี 1975 ทั้งคู่ก็ไปเขียนผลงานของตัวเองแยกกันไปแต่ก็ยังทำงานร่วมกันอยู่ภายใต้ บริษัท ไดนามิกส์โปร เช่นเดิม จนมาถึงช่วงปี 1991 ที่มีไอเดียในการเขียนภาคต่อของซีรีย์ GETTER ROBOT อีกครั้ง
โดยครั้งนี้ได้มอบหมายให้ อ. เค็น ซึ่งได้ทำงานนี้มาโดยตลอดรับผิดชอบงานภาคใหม่นี้ไปเต็มๆ จากเดิมเป็นมือวาดและให้ อ. โก คิดเนื้อเรื่องในภาคก่อนๆ (สัดส่วนอะไรใครอย่างไรผมไม่ได้รู้ลึกแบบนั้นนะครับ แต่คาดว่าภาคก่อนหน้านี้ ทั้งสองน่าจะร่วมกันวาดด้วยนะครับ เพราะลายเส้นทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นครับ) ทำให้ อ. เค็น เข้ามาจับโปรเจคนี้อีกครั้ง หลังจากที่ได้เสนอผลงานเดี่ยวๆ ของตัวเองมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับผมคนอ่านแล้ว ผมไม่มีปัญหาอะไรในการนำเสนอของ อ. เค็น นะครับ ออกจะชอบด้วยซ้ำที่ได้อ่านงานของ อ. เพราะด้วยงานวาดของ อ. เป็นหนึ่งในผู้วาดที่มีฝีมือโดดเด่นมาตั้งแต่ในอดีต แต่การที่ต้องมาคิดเนื้อเรื่องต่อเนื่องมากขึ้นด้วยตัวเอง ผมว่าไม่ใช่เรื่องง่ายของการมาสานต่อผลงานเก่าของตัวเองนะครับ เพราะเป็นงานที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น
ในขณะที่มีแฟนๆ คาดหวังกับผลงานครั้งใหม่มากกว่าแต่ก่อน และที่สำคัญ การนำเสนอเนื้อหาภาคต่อเป็นอะไรที่อันตรายมาก ยิ่งภาคก่อนๆ ประสบความสำเร็จมามากเท่าไหร่ ความคาดหวังภาคต่อยิ่งมากเท่านั้น ในขณะที่ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงเกือบ 20 ปีหลังจากภาคก่อนๆนั้น มันก็เป็นปัจจัยที่น่ากังวลของการเขียนภาคต่ออย่างนี้ไม่ใช่น้อยครับ
“โก” เด็กหนุ่มผู้มากความสามารถทางร่างกาย ได้เข้าร่วมแข็งขันกีฬาระดับ ม.ปลาย แต่ก็ไม่ได้ทำผลงานออกมาโดดเด่นเท่าไหร่นัก แม้จะติด 1 ใน 4 ของทุกรายการที่ตัวเองแข่งขันก็ตาม จนทำให้ อ. ที่ปรึกษาต้องปวดหัว เพราะเขาดูออกว่าจริงๆแล้วความสามารถของ โก นั้นสามารถที่จะคว้าชัยชนะได้ทุกการแข่งขัน
แถมน่าจะสร้างสถิติใหม่ๆ ให้กับประเทศด้วยซ้ำ แต่เพราะตัวโกเองไม่ได้มีความต้องการที่จะทำให้ได้ผลระดับนั้น นั่นก็ทำให้ผลที่ได้ออกมา เป็นอย่างนี้ สำหรับ อ. อย่างเขาแล้วจึงเป็นอะไรที่น่าผิดหวังที่ไม่อาจสร้างแรงบันดาลใจให้กับโกในการอยากคว้าชัยชนะในครั้งนี้ได้
แต่ทุกการแข่งขันทุกการกระทำของ โก นั้นมีสายตาคนกลุ่มนึงจ้องมองและเก็บข้อมูลอยู่ ซึ่งการแสดงตัวออกมาให้โกรู้ หลังการแข่งขันจบนั้น ไม่ได้ทำให้ โก สนใจคนกลุ่มนี้มาก นอกจากคนกลุ่มนี้แสดงความรุนแรงกับตัวเขาเท่านั้นเอง
การแข่งขันจบลงตัว โก ก็กลับบ้านตามปกติชีวิตของเขา แต่แล้วในขณะที่เขาอยู่ในห้อง อยู่ๆ ก็มีคนแปลกหน้าพังประตูเข้ามาในห้องเขาและพยายามทำร้ายร่างกายเขา ซึ่งโก ก็ขัดขืนและต่อสู้พร้อมคาดเดาต่างๆ ว่าไอ้หมอนี้มันเป็นใคร เป็นอริศัตรูที่เขาเคยไปทำร้ายเหรอ เพราะเขาก็ถือว่าเป็นขาโหดทรงอิทธิพลในถิ่นต่างๆ และก่อคดีมามากมายไม่แพ้ใคร
การที่จะมีใครซักคนบุกมาแก้แค้นเขานั้น ไม่ใช่อะไรที่น่าตกใจสำหรับเขาเลย เพียงแต่เขาจะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ว่าคนนี้นั้นเกี่ยวข้องอะไรกับเขา และในตอนนั้นเองที่เขาได้ตระหนักว่า มันไม่น่าใช่เรื่องเกี่ยวกับการแก้แค้นเขาซะแล้ว เพราะคนที่เข้ามาเริ่มแสดงพลังบางอย่างที่มนุษย์ไม่น่าจะมีได้ เพราะนี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ ... และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่โก จะต้องเข้าไปเกี่ยวกับการต่อสู้ที่มีญี่ปุ่นและโลกเป็นเดิมพัน การต่อสู้ที่จะเป็นตำนานตลอดไปใน “GETTER ROBOT GO”
ก่อนที่ผมจะหยิบภาคนี้มาอ่าน ผมค่อนข้างเป็นกังวลมากๆนะครับว่าเรื่องนี้จะนำเสนอออกมาเป็นแบบไหน เพราะผมต้องยอมรับตรงๆว่า จากการอ่าน ภาคก่อนๆของเรื่องนี้นั้น แม้มันจะสนุกในยุคสมัยนั้น และเป็นไอเดียที่น่าสนใจ แต่ในยุคสมัย 90 ตอนปลายที่เรื่องนี้ถูกหยิบมาเขียนนั้น ตลาดมังงะได้เปลี่ยนไปเยอแล้ว และที่สำคัญ ผมกลัวว่ามันจะน่าเบื่อเพราะจับทางในการนำเสนอเรื่องนี้จากภาคก่อนๆ ได้ครับ
“GETTER ROBOT GO” เล่าถึงเหตุการณ์หลังจากจบในภาคที่ศัตรูร้ายคือทัพของยักษ์ ในภาคก่อนๆ ครับ โดยเริ่มต้นเรื่อง เรื่องยังคงใช้การนำเสนอแบบเดิม ด้วยการหยิบปัญหาใหญ่ตั้งแต่ภาคแรกแต่ก็แก้ไขได้ทุกภาค อย่างการที่ต้องหาคนมาขับหุ่นเก็ตเตอร์
เพราะด้วยพลังของหุ่นยนต์ การจะหาคนขับที่สามารถประสานทั้งความเร็วและรู้ใจกันได้เป็นเรื่องยากมาก เพราะด้วยคาเรทเตอร์ของหุ่นที่มีมาตั้งแต่ภาคแรกอย่างเป็นหุ่นที่ประกอบกันจาก 3 เครื่องและสามารถเปลี่ยนเป็น 3 แบบในการต่อสู้ ทำให้การประสานกันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากๆ ประสานไม่ดี อาจตายกันตั้งแต่ก่อนได้สู้กับศัตรู และด้วยเวลาที่ผ่านไปนานมากแล้ว ทำให้ต้องหาคนรุ่นใหม่ๆมาขับเจ้าหุ่นผู้เป็นตัวแทนของญี่ปุ่นอย่าง เก็ตเตอร์ตัวนี้ครับ
เพราะฉะนั้นในตอนแรกจึงนำเสนอตัวละครที่จะเดินเรื่องนี้อย่าง โก เด็กหนุ่มที่มีคาเรทเตอร์ไม่ต่างกับตัวเอกในภาคก่อนๆ ซึ่งเปิดเรื่องมาอย่างนี้ผมออกจะแป๊วนะครับ เพราะทางมันมาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนที่เรื่องจะเริ่มแนะนำตัวละครเก่าที่ยังมีบทบาทอยู่ในตอนนี้อย่าง “จิน” ที่ใครเคยอ่านภาคก่อนๆคงจำเขาได้ดี โดยภาคนี้เขาขยับขึ้นมาเป็นผู้มีตำแหน่งใหญ่โตในองค์กรที่ดูแลหุ่นยนต์เก็ตเตอร์ครับ
โดยในภาคนี้มีการนำเสนอตัวร้ายตัวใหม่อย่าง ศ.รันโด้ มาพร้อมกับหุ่นจักรกลอันทรงพลังครับ .... เอาเข้าจริงๆ หากมองจากที่ผมเล่ามาจะรู้สึกเลยว่าเนื้อหาในภาคนี้ เหมือนและคล้ายกับภาคก่อนๆ นะครับ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าใช่แหล่ะครับ แต่มันคือการเริ่มต้นครับ เพราะพอผ่านตรงจุดนี้ไป แม้หลายๆอย่างมันจะคุ้นเคยเมื่อเปรียบเทียบกับภาคก่อนๆ แต่มันจะเริ่มมีความต่างเข้ามาผสมกันมากขึ้นเรื่อยๆครับ
สิ่งที่ภาคนี้แตกต่างจากภาคก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด ก็คือเรื่องสเกลของสงครามครับ จากภาคก่อน เราจะเห็นว่า การทำสงครามปกป้องนั้น จะเกิดขึ้นระหว่างจักรวรรดิต่างๆ กับ ญี่ปุ่นเท่านั้นครับ นอกประเทศจากนี้จะไม่ได้ยุ่งเกี่ยว เหมือนกับว่า ศัตรูเลือกฝ่าด่านที่เด่นสุดอย่างญี่ปุ่นก่อน ยึดญี่ปุ่นได้ค่อยว่ากัน แต่เรื่องนี้ตัวร้ายอย่าง ศ.รันโด้ นั้นเลือกทำศึกรอบด้านมากขึ้น
โดยอิงกับฐานทัพที่เป็นจุดกำเนิดของตัวเขาและเรื่องนี้อย่าง ขั้นโลกเหนือครับ นั่นทำให้ครั้งนี้เราได้เห็นชาติอื่นๆ นอกจากญี่ปุ่นมีบทบาทครับ ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา หรือยุโรปบางประเทศ ได้เห็นกองทัพ หรือแม้แต่หุ่นยนต์ต่างๆ ที่นอกเหนือจาก เก็ตเตอร์ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราะมันเพิ่มความหลากหลายและความน่าสนใจเป็นอย่างมาก มันก็เหมือนเป็นสงครามหุ่นยนต์ที่มีแต่ละประเทศเข้ามามีส่วนร่วมครับ ส่งผลให้มันมีความตื่นเต้น และสเกลสงครามของมันระดับโลกจริงๆ
ต่อมาคือเรื่องการใส่ความดราม่าต่างๆเข้ามาในภาคนี้มากขึ้นและหลากหลายขึ้น เพราะจากภาคก่อนๆ เราจะเห็นว่าความดราม่ามันจะเกิดขึ้นมาโดยเกี่ยวข้องกับคนในสถาบันวิจัยที่มีหุ่นเก็ตเตอร์อยู่เป็นหลักเท่านั้น แต่ในภาคนี้เมื่อสเกลของมันใหญ่ระดับโลก
และมีคนหลายคนหลายชาติเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เรื่องราวต่างๆ ไม่ได้เกิดแค่กับคนขับหรือคนที่เกี่ยวข้องกับหุ่นเก็ตเตอร์เท่านั้น มีการใส่ให้เห็นภาพการสูญเสียระดับประเทศมากขึ้น รวมถึงมีการใส่ความเหยียดระหว่างผิวในเรื่องนี้เข้ามาด้วยครับ ด้วยความเป็นชาติที่ไม่ถูกกันแต่ต้องมาเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจุดนี้เพิ่มรายละเอียดเข้ามาทำให้เรื่องมันดูมีน้ำหนักมากขึ้นไม่จำกัดอยู่แค่เพียงกลุ่มคนเล็กๆที่มีเรื่องกันเท่านั้น
ไม่ใช่แค่ฝั่งชาวโลกที่เรื่องใส่ความดราม่าให้ทะเลาะกันระหว่างจับมือร่วมมือกันต่อสู้เท่านั้น เรื่องนี้ยังใส่การหักหลัง การต่อสู้กันในกลุ่มผู้ร้ายของ ศ.รันโด้ด้วย และที่สำคัญไปถึงขั้นการเปลี่ยนขั้วอำนาจในการมายืนเป็นศัตรูกับเหล่าชาติต่างๆ ด้วยครับ ตรงนี้ผมถือว่าเขาใส่มาได้รอบด้านดีนะ
ส่วนในฝั่งของเก็ตเตอร์แม้ในเรื่องจะมีตัวละครที่เป็นหุ่นยนต์และคนจากชาติอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นและได้แบ่งบทหรือมีบทบาทเคียงคู่หรือมากกว่าเก็ตเตอร์ในบางตอน แต่เรื่องก็ยังนำเสนอหุ่นเก็ตเตอร์ออกมาได้แตกต่างและน่าสนใจมากๆในภาคนี้นะครับ โดยจะมี 3 ประเด็นที่ผมเห็นว่ามันชัดเจนและน่าสนใจมากๆของฝั่งเก็ตเตอร์ในมุมมองของผมครับ อันประกอบไปด้วย
ประเด็นเกี่ยวกับสถานีวิจัยซาโอะโตเมะ ที่เป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวของเก็ตเตอร์ครับ ซึ่งหากใครอ่านเรื่องเก็ตเตอร์มาตลอดจะรู้ว่า ต้นกำเนิดของหุ่นมันเกิดขึ้นจาก สถานีวิจัยนี้ ที่ได้รู้จักลำแสงเก็ตเตอร์ที่เป็นพื้นฐานของพลังงานในการเอามาใช้ต่อสู้ และเป็นที่กำเนิดหุ่นยนต์เก็ตเตอร์ และนำผู้คนมารวมกับเพื่อต่อสู้โดยมีโลก(ญี่ปุ่น) เป็นเดิมพัน
อันนี้ทุกคนคงรู้จักอยู่แล้วใช่ไหมครับ แต่พอเข้าภาคนี้ สถานีวิจัยนี้ไม่ได้ถูกนำมาพูดถึงในตอนแรก เหมือนกับว่าตัดหายไปเลย แต่การที่เรื่องยังมีตัวละครอย่าง “จิน” ซึ่งเป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งในภาคก่อนๆ เปิดเรื่องมาให้เห็น ก็ทำให้ผมรู้ว่าเรื่องนี้ยังคงต่อเนื่องจากภาคก่อนๆ ไม่ใช่เป็นจักรวาลใหม่หรือทิ้งระยะหว่างกันหลายสิบหลายร้อยปี จนไม่เหลืออะไรให้อ้างอิงภาคก่อนๆ ได้
แต่ทำไมภาคนี้ถึงไม่มีการพูดถึงสถานีวิจัยที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเลย แต่ภาคนี้กลับใช้ฐานที่อิงกับรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างชัดเจน แล้วสถาบันนั้นหายไปไหน ?
ซึ่งกว่าเรื่องจะบอกเหตุผลและนำเราไปหากับต้นกำเนิดของเรื่องอย่างสถานีวิจัยแห่งนี้ก็เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปถึงเล่มที่ 4 จากทั้งหมด 5 เล่มแล้ว ผมถึงรู้ว่าเรื่องราวก่อนหน้านี้มันเป็นมาอย่างไร และพอเป็นแบบนั้น ทำให้เห็นว่าเนื้อหามันเซ็ทให้การนำเราไปสู่เรื่องราวที่หายไปของสถานีวิจัยแห่งนี้นั้นเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องนี้ครับ เพราะหลักจากนี้แล้ว จะมีหลายตอนมากที่อ้างอิงกับสถานีวิจัยจวบจนไปสู่ช่วงบทสุดท้ายของภาคนี้ครับ อันนี้ผมชอบกับการนำเสนออะไรแบบนี้นะครับ
แม้มันจะคลาสิคไปและเดาง่าย แต่เพราะเอามาอยู่หลังช่วงกลางเรื่อง โดยตั้งแต่ต้นเรื่องไม่มีหลุดเรื่องนี้มาเลยเป็นอะไรที่น่าสนุกมากๆ ในความรู้สึกของผม และเหตุผลต่างๆที่จะต้องนำที่นี่มาอ้างอิงและเล่นต่อไปก็ถือว่าสร้างออกมาได้ดีมากๆ แม้หลายๆอย่างมันจะดูเวอร์และดูข้ามเขตของความเป็นหุ่นยนต์ไป แต่ก็ถือว่านี่เป็นการปรับระดับของพลังเจ้าหุ่นพิเศษของเรานี้ให้มีเหตุผลรองรับ ซึ่งภาพรวมผมว่าโอเคนะ
ประเด็นเรื่องคนขับหุ่นเก็ตเตอร์และหุ่นต่างๆ อันนี้ผมถือว่าเป็นจุดที่แตกต่างกันด้วยยุคสมัยนะครับ เพราะหากเราดูจากต้นกำเนิดของหุ่นตัวนี้ ในยุคนั้น ผู้ขับคือเหล่าชายผู้กล้าหาญที่มีประวัติอันโชกโชน อันนี้ไม่แปลก และต้นภาคนี้ก็ยังใช้ตัวละครระห่ำ สุดโต่งอย่างนี้อยู่ เพียงแต่ภาคนี้เริ่มมีการนำเสนอคนขับหุ่นยนต์ที่เป็นผู้หญิง และเด็ก เข้ามา อันนี้ในยุคปัจจุบันอาจจะบอกว่า “ก็ปกติ” นี่ ใช่ครับ แต่ในยุค 90 นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะได้เห็นเป็นปกตินะครับ แม้จะเริ่มมีตัวละครเอก เด่นๆ เป็นผู้หญิงในหลายๆเรื่องก็ตาม
แต่ถ้ามองในแง่ซีรีย์ของเก็ตเตอร์แล้ว ผมมองว่านี่คือความแตกต่างของช่วงเวลาที่เขียนแต่ละภาคครับ ถือเป็นจุดเล็กๆ แต่บ่งบอกแนวความคิดได้อีกอย่างนะ อันนี้จะรวมถึงการที่นำคนขับที่เราไม่คิดว่าจะนำมาใช้ในภาคนี้ แต่ก็นำมาใช้และเพิ่มคนขับได้มาให้เห็นนั้น เป็นแผนที่ผมไม่คาดว่าจะได้เห็นในภาคนี้เช่นกัน ซึ่งไม่ใช่แนวทางในการนำเสนอจากภาคก่อนๆของเรื่องนี้เลยนะ
ประเด็นเกี่ยวกับ GETTER ครับ ต้องบอกว่า ผมอาจจะคุ้นเคยกับการที่ได้เห็นแต่ละภาคมีหุ่นยนต์ออกมาเต็มที่สองเวอร์ชั่น โดยอาจจะเป็นรุ่นปกติก่อนทีแรก แล้วเมื่อเจอศัตรูเก่งๆ ก็จะอัพเกรดพลังตัวเองมากขึ้น ซี่งในภาคก่อนหน้านี้ เก็ตเตอร์ก็ใช้มุกนี้ครับ แต่นี่เป็นภาคที่นำเสนอหลากหลายกว่านั้นครับ เพราะนำเสนอหุ่นที่ไม่ใช่ตัวที่ขับไปตลอดทั้งเรื่อง
โดยเรื่องนี้จะเห็นว่า ตัวเรื่องไม่ดื้อที่จะดันตัวเก็ตเตอร์ตัวตั้งแต่ต้นเรื่องไปตลอดทั้งเรื่องครับ เพราะหลังจากศัตรูโจมตีรุนแรงและดำเนินการขั้นเด็กขาดมากขึ้น รวมถึงแต่ละชาติที่มาร่วมนั้นแม้จะเปิดตัวหุ่นออกมารบกันมากขึ้นก็ไม่อาจต่อสู้พวกนี้ได้ และเมื่อเรื่องเล่าให้เห็นมาตลอดแล้วซึ่งอิงกับความขัดแย้งในการรวมกันต่อสู้ว่า เก็ตเตอร์ พังแล้วพังอีก ซ่อมแล้วซ่อมอีกจนตัวเองไม่สามารถฝ่ากำแพงความจริงที่เราเห็นได้ว่า “ไม่ไหวแล้ว” เรื่องก็พร้อมนำเสนอหุ่นตัวใหม่โดยอิงกับเหตุผลต้นกำเนิดของเรื่องนี้
และเจ้าหุ่นตัวนี้ก็ทำให้ต้องใช้ผู้ขับเซ็ทใหม่ เพราะพลังของมันเกินขีดวัดที่ในเรื่องเคยนำเสนอมา เพราะแบบนั้น เรื่องถึงทำให้ผมสนุกกับความคิดที่ว่า เส้นพลังของหุ่นเก็ตเตอร์นั้น มันสูงขนาดท้ายเรื่องได้อย่างไร เพราะทุกอย่างเขาเซ็ทมาใหม่ ไม่ใช่ขุมพลังใหม่ที่จับมาใส่หุ่นตัวเดิมครับ พอเรื่องไม่ดื้อในการนำเสนอ และนำเสนอออกมาเป็นแบบนี้ ในมุมมองผม ผมว่ามันโอเคมากๆนะครับ สามารถสนับสนุนในช่วงท้ายเรื่องที่พลังมันไปไกลกว่าช่วงต้นมากๆครับ
ผมชอบการนำเสนอหุ่นเก็ตเตอร์ และพลังในช่วงท้ายที่มีความแตกต่างจากช่วงแรกนะครับ ซึ่งดูแล้วผมว่ามันได้อิทธิพลมาจากผลงานก่อนหน้านี้ของตัว อ. เค็น เองที่ได้ออกไปเขียนและวาดด้วยตัวคนเดียวครับ หากใครได้อ่านงานอื่นๆ ของ อ. จะรู้สึกได้เลยว่า อ. นำมาผสมผสานออกมาเป็นพลังในช่วงท้ายเพราะเรื่องไปคุยถึงเรื่องพลังและวิวัฒนาการของจักรวาล ซึ่งหลายๆเรื่องที่ อ. วาดในช่วงที่ผ่านมานั้นใช้หลักการนี้มาเขียนอยู่บ่อยๆ
จนผมแอบคิดเมื่ออ่านจบภาคนี้ว่า จะมีการนำเก็ตเตอร์ไปรวมกับบางจักรวาลของงาน อ. เขาหรือเปล่า ซึ่งดูแล้วก็น่าสนุกดีนะครับ เพราะมันมีจุดเชื่อมต่อที่เอามาเล่นกันได้ครับ โดยส่วนตัวที่ผมเป็นคนตามอ่านงานของ อ. แล้ว มันก็น่าสนุกดีนะครับ
อีกจุดนึงที่เห็นได้อย่างชัดเจนกับภาคก่อนๆ ก็คือเรื่องลายเส้นครับ ตัองบอกว่า ณ เวลาที่เขียนภาคนี้นั้น ลายเส้นของ อ. เค็น มาถึงจุดที่พีคสุดๆแล้ว เพราะฉะนั้นผมชอบมากๆ กับการได้เสพผลงานการวาดของ อ. เค็นในภาคนี้ ต้องบอกว่าออกมาดีสุด เต็มไปด้วยเอกลักษณ์และรายละเอียดที่หาได้จากงานของ อ. เท่านั้น ความดิบความโหดยังมีให้เห็นแม้ไม่ตลอดทั้งเรื่อง แต่การดีไซน์สงครามในเรื่องและหุ่นผมว่ามาเต็มๆ เพราะแบบนั้นทำให้ผมที่ชอบงานวาดของ อ. มาตลอดรู้สึกเต็มอิ่มกับภาคนี้มากๆครับ สายภาพไม่มีผิดหวังกับเรื่องนี้แน่นอนครับ
“GETTER ROBOT GO” ออกมาทั้งหมด 5 เล่มจบนะครับ กับทางค่าย สยามอินเตอร์คอมมิค เช่นเดิมครับ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าเดียวที่ถือ LC ผลงานแนวนี้ของ อ.เค็น เขา งานผลิตในเรื่องนี้ของค่าย ต้องบอกว่าออกมาดีใช้ได้นะครับแต่แค่ขอติเรื่องเอฟเฟ็กตัวอักษรที่ยังใหญ่บังเนื้อหาที่อยากเห็นในเล่มครับ
อันนี้อยากให้เปลี่ยนมาตลอดนะ ไม่ได้ทำให้สนุกขึ้นเลย ทำให้อ่านไม่สนุกมากกว่าด้วยซ้ำครับ อีกเรื่องขอบอกไว้หน่อยว่า มันก็มีพิมพ์ไพเรทของหมึกจีนออกมานะครับเรื่องนี้ น่าจะ2เล่มเดียวจบ เล่มหนาๆ เนื้อหาน่าจะครบครับเผื่อใครหามาอ่านแทนเวอร์ชั่น LC ที่หาครบได้ยากกว่าครับ รวมถึงมีเวอร์ชั่น LC ของวิบูลย์กิจแบบ 7 เล่มจบด้วยครับ ใครได้เวอร์ชั่นไหนมาน่าจะอ่านได้ครบเหมือนกันนะครับ
สำหรับผมคงต้องบอกว่า ภาคนี้สนุกเหนือความคาดหมายของผมครับ เรียกว่าเป็นการประสานเนื้อหาสไตล์เดิมที่เป็นเอกลักษณ์ของ เก็ตเตอร์ กับสิ่งใหม่ๆที่ อ. นำมาใส่เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี แม้สิ่งใหม่ๆที่ว่าจะมีกลิ่นอายความเก่าจากงานก่อนๆของ อ. เค็น ก็ตาม แต่การจับมาแม็ตและใช้งานในเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีมากๆครับ ขยายเรื่องราวต่างๆออกมาได้ลงตัวให้เห็นภาพของสงครามที่มีโลกเป็นเดิมพันจริงๆ ไม่ใช่สงครามที่มีโลกอย่างญี่ปุ่นเป็นหลักเท่านั้น
งานภาพวาดออกมาได้เด็ดดวงมากๆ ถือว่าพีคสุดๆ สร้างสรรค์ภาพในจินตนาการที่มีหุ่นยนต์ยักษ์อย่างเก็ตเตอร์ได้เป็นอย่างดี ยิ่งมีทั้งยานรบและหุ่นยนต์ของประเทศอื่นมาร่วมแสดงด้วยแล้ว ถือว่ามีความหลากหลายและความตระการตาสำหรับคนชอบหุ่นยนต์อย่างผมมากๆครับ
เมื่อรวมกับเนื้อหาที่มีความเข้มข้นแม้จะนำเสนอตรงๆ แต่ก็มีไทม์ไลน์การนำเสนอที่ชัดเจน ผลเลยออกมาสำหรับผมว่ามันสนุกมากๆ จริงๆครับ ถือเป็นอีกเรื่องที่เป็นภาคต่อที่ออกมาแล้วสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆออกมาได้ดี โดยยังคงความเป็นตัวของตัวเองได้ดีมากๆ สำหรับผมภาคนี้คือที่สุด เป็นอีกภาคที่ต้องอ่าน อย่างไม่ต้องคิดมากเลยครับ แนะนำสุดๆครับ
ภาพ 10/10
เรื่อง 9.5/10
ความประทับใจ 9.6/10
#Manga #รีวิวการ์ตูน #จบ #5เล่มจบ #SiamInterComics #การ์ตูนแนวหุ่นยนต์ #การ์ตูนแนววิทยาศาสตร์ #MangaAnimeReviews #การ์ตูนแนวต่อสู้ #9คะแนน #GetterRobotGo #หนังสือการ์ตูน #Rate15 #สยามอินเตอร์คอมมิค #เธอๆอ่านเรื่องนี้หรือยัง
โฆษณา