ด้วยเหตุผลนี้ พระสันตะปาปาจึงต้องตัดสินใจเดินทางขึ้นเหนือข้ามเทือกเขาแอลป์ เพื่อไปขอเป็นพันธมิตรกับชนเผ่าชาว Frank ซึ่งในเวลานั้นผู้นำของชนเผ่าคือกษัตริย์ที่มีพระนามว่า Pepin the Short แห่งราชวงศ์ Carolingian
1
คุยมาถึงตรงนี้ ก็เลยขอถือโอกาสแนะนำให้รู้จักกับ Pepin the Short และราชวงศ์ Carolingian สำหรับคนที่ไม่รู้จัก สักเล็กน้อยไปเลยนะครับ ถือว่าเป็นการปูพื้นไว้สำหรับวันหลังเมื่อเราได้คุยถึงราชวงศ์นี้กันอีกครั้งจะได้เห็นความเชื่อมโยงของเรื่อง เพราะกษัตริย์สามเจเนอเรชั่นในราชวงศ์นี้ ถือว่ามีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของยุโรปค่อนข้างมาก
5
เริ่มจากเจเนอเรชั่นรุ่นปู่คือ Charles Martel หรือ Charles the Hammer ในภาษาอังกฤษ ซึ่งยังไม่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์อย่างเป็นทางการ แต่มีอำนาจที่เหนือกษัตริย์ และมีช่วงเวลาที่ปกครองเหมือนเป็นกษัตริย์แม้จะยังใช้ตำแหน่งว่า ดยุคและเจ้าชายของชาวแฟรงค์ สิ่งที่พระองค์ทำและถือว่าสำคัญต่อประวัติศาสตร์ยุโรปเป็นอย่างมากคือ
เจเนอเรชั่นถัดมาคือ Pepin the Short ซึ่งในยุคสมัยของพระองค์ ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่พระสันตะปาปาหันมาสนิทกับราชวงศ์ของยุโรปตะวันตกมากขึ้น ในแง่ของความดังพระองค์จะไม่ดังเท่า Charles Martel ผู้เป็นพ่อ และ Charlemagne ผู้เป็นลูก แต่ถือได้ว่าพระองค์ เป็นตัวกลางที่สานต่องานของพ่อและวางรากฐานงานที่ลูกจะนำไปทำต่อจนทำให้ราชวงศ์ Carolingian เป็นมหาอำนาจของยุโรปยุคกลาง
1
เจเนอเรชั่นที่สามคือ Charlemagne หรือ Charles the Great ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ในเวลาต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ หรือ Holy Roman Empire สำหรับเรื่องราวของพระองค์นั้นมีมากมาย ซึ่งวันหลังเราจะหาโอกาสมาคุยกันครับ สำหรับวันนี้ขอปูพื้นในส่วนนี้ไว้คร่าวๆ ก่อน
1
กลับมาที่ พระสันตะปาปาเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปพบ Pepin the Short ....
และเมื่อข้อแลกเปลี่ยนเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย การเป็นพันธมิตรกันก็เกิดขึ้นได้ แล้ว Pepin the Short ก็ยกทัพมาช่วยพระสันตะปาปาต่อสู้กับชาว Lombard จนสามารถเอาชนะและยึดดินแดนคืนได้มากมาย
ที่น่าสนใจคือ ดินแดนที่ยึดคืนได้นี้ เดิมเป็นของอาณาจักร Byzantine ซึ่งถ้าจะคืนให้เจ้าของเดิมก็ควรคืนให้จักรพรรดิของ Byzantine แต่สิ่งที่ Pepin the Short ทำเมื่อได้ดินแดนเหล่านี้มาคือ .... ยกให้กับพระสันตะปาปา
เหตุการณ์นี้ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า Donation of Peppin หรือการบริจาคที่ดินใหักับพระสันตะปาปา ซึ่งเหตุการณ์นี้ ทำให้พระสันตะปาปามีสถานะเป็นผู้ปกครองดินแดนเหมือนเป็นกษัตริย์อย่างเป็นทางการ และดินแดนที่พระองค์ปกครองก็รู้จักกันในชื่อว่า Papal States