Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สยามเทศะ โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
•
ติดตาม
8 ส.ค. 2022 เวลา 00:00 • ประวัติศาสตร์
เจดีย์ทวารวดีที่เขาเจ้าลาย ชะอำ
แนวเทือกเขาด้านประชันกับชายหาดชะอำที่รู้จักกันในนาม ‘เขาเจ้าลาย’ มาหลายศตวรรษ ในปัจจุบันเรียกว่า ‘เขานางพันธุรัต’ มีร่องรอยการทำปูนเพื่อทำโรงงานซีเมนต์มาก่อน
บันทึกไว้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งผ่านเทือกเขาเจ้าลาย ทรงทอดพระเนตรเห็นร่องรอยการพังทลายของแท่งหินที่เรียกกันว่า โกศนางพันธุรัตน์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นข่าวมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว และมีพระราชดำรัสถามถึงรายละเอียดการระเบิดหินและอยากให้รักษาเทือกเขานี้ไว้
ทรงพระราชทานพระราชดำริแก่แม่ทัพภาคที่ ๑ ในขณะนั้นให้อนุรักษ์สภาพภูมิประเทศบริเวณเขาเจ้าลาย เนื่องจากมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และให้ฟื้นฟูสภาพพื้นที่บริเวณที่มีการทรุดตัวของภูเขา โดยการปลูกต้นไม้เพื่อป้องกันการพังทลายในอนาคต รวมทั้งหาหนทางป้องกันมิให้ส่วนอื่นๆ ของเขาเจ้าลายใหญ่เกิดการพังทลายลงมาอีก
แผนการฟื้นฟูเขาเจ้าลายบริเวณที่เกิดการถล่มตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ด้วยวิธีลำเลียงดินที่บรรจุใส่ถุงปูนซีเมนต์จำนวน ๔,๕๐๐ ถุง และเมล็ดพันธุ์ไม้ เช่น กระถินยักษ์ สีเสียด ขี้เหล็ก จำนวน ๒๓๕ กิโลกรัม เมล็ดพืชคลุมดิน เช่น ถั่วไมยรา และถั่วฮามาด้า ๑๐๐ กิโลกรัม ที่ผสมดินแล้ว โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากแม่ทัพภาคที่ ๑ ลำเลียงไปทิ้งในพื้นที่เป้าหมาย
ส่วนการฟื้นฟูบริเวณโกศนางพันธุรัต ซึ่งมีการถล่มลงมาเป็นสีแดง ทรงมีพระราชดำริให้ปล่อยทิ้งไว้โดยอาศัยเวลา เมื่อเจอฝน สีก็จะกลมกลืนเหมือนธรรมชาติ
กรมป่าไม้ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่เตรียมจัดตั้งเป็นวนอุทยานโดยด่วน เพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในอันที่จะอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพพื้นที่บริเวณเขานางพันธุรัตน์ หรือเขาเจ้าลายไว้เป็นมรดกของชาติพัฒนารักษาเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติและเป็นแหล่งท่องเที่ยว
โดยใช้เรื่องราวจากสังข์ทอง นิทานจากปัญญาสชาดกที่เกี่ยวเนื่องกับชื่อ โกศนางพันธุรัต มาใช้เป็นชื่อวนอุทยานเขานางพันธุรัตน์โดยสร้างเรื่องราวในพื้นที่กว่า ๑,๖๐๐ ไร่นี้ให้สัมพันธ์กับตำนานในวรรณคดีเรื่องสังข์ทอง
หากแต่เรื่องราวดั้งเดิมตำนานหรือนิทานที่ เขาเจ้าลาย นี้สัมพันธ์โดยตรงกับเรื่องเล่าของชาวชุมชนริมชายฝั่งทะเลและนักเดินเรือเรื่อง ตาม่องไล่ และชื่อเจ้าลายนั้นคือชายหนุ่มผู้พยายามขอลูกสาวตาม่องไล่และยายรำพึง คือ นางยมโดย แข่งกับเจ้ากรุงจีน เมื่อยกขันหมากมาประชันพร้อมกัน ก็เกิดการสูญเสียล้มตายจนกลายเป็นชื่อเทือกเขารูปร่างแปลกตาต่างๆ ในแถบรอบอ่าวไทย ซึ่งปรากฎในเรื่องเล่าของคนเมืองเพชรทั้งในบันทึกสมุดราชบุรี คำกลอนนิราศ
หรือนวนิยายชุด “เฒ่า” ของมนัส จรรยงค์ที่สะท้อนเรื่องราวของคนเมืองเพชรในช่วงราว พ.ศ. ๒๔๕๐-๒๕๐๘ ก็มักจะเอ่ยถึงเรื่องตำนานตาม่องไล่ เขาเจ้าลาย หรือการค้าไม้รวกที่ต้องส่งข้ามอ่าวไปให้ลูกค้าที่ฝั่งชลบุรี แต่ส่วนเรื่องโกศนางพันธุรัตน์นั้นไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นเมื่อใด แต่จากการศึกษาตำนานและผู้คนท้องถิ่นจากที่ต่างๆ ส่วนใหญ่จะพบว่า เรื่องราวในเรื่องสังข์ทองนี้เป็นชาดกที่มักจะเล่าและกล่าวถึงในการอธิบายสภาพภูมิประเทศต่างๆ ในกลุ่มคนลาวที่อพยพเข้ามาใหม่
การพบโบราณสถานที่สะท้อนถึงการมีอยู่ของชุมชนสมัยทวารวดีที่มีความสัมพันธ์กับเมืองคูบัวกระจายตัวตามลำน้ำเพชรบุรี พบมากในเขตอำเภอบ้านลาดที่มีซากพระสถูปเจดีย์ที่พบตามพื้นที่ต่างๆ และบริเวณที่เป็นถ้ำหินปูนอันถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นถ้ำวิหาร เช่น ที่พบในเขตเขารงค์ พบทั้งถ้ำที่มีพระสงฆ์และนักพรตไปปฏิบัติวิปัสนาและถ้ำวิหารที่สืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น
ชุมชนโบราณที่บ้านลาดนี้ มีแม่น้ำผ่ากลางเช่นเดียวกับที่เมืองเพชร โดยมีชุมชนทั้งสองฝั่งและมีกลุ่มเขาลูกโดดอันเป็นเขาหินปูนโอบรอบอยู่ทางเหนือและตะวันตก ได้แก่ เขาบันไดอิฐ เขาวังทางด้านตะวันตก และเขาหลวงทางเหนือ
เขาวัง นับเป็นประธานทางภูมิทัศน์ของเมืองเพชรบุรี ที่มีการสร้างศาสนสถานสำคัญที่มีอยู่มาก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยาเช่นพระนอนและวัดมหาธาตุที่อยู่บริเวณตีนเขา และได้รับการบูรณะและปรับให้เป็นพระราชวังประทับร้อนของรัชกาลที่ ๔
ส่วนเขาบันไดอิฐ เป็นวัดที่มีพัฒนาการมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นแหล่งที่มีพระอุโบสถที่มีลวดลายปูนปั้นของสกุลช่างเพชรบุรีที่งดงามที่สุด ในขณะที่เขาหลวงทางตอนเหนือมีถ้ำที่เป็นสำนักสงฆ์และถ้ำวิหารขนาดใหญ่ที่มีพระสถูปโบราณ พระนอน และรอยพระพุทธบาทที่มีอายุก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยา
ชุมชนทวารวดีบริเวณจังหวัดเพชรบุรีเหล่านี้ไม่ได้มีการรวมตัวจนกลายเป็นเมืองแต่อย่างใด เพราะหลายแห่งเป็นเพียงแหล่งผลิตประติมากรรมรูปเคารพ และสิ่งของต่างๆ ที่ทำจากหิน เช่น เสมาธรรมจักร กวางหมอบ พระพุทธรูป แท่นหิน ที่บด เนื่องจากมีแหล่งทรัพยากรที่เหมาะสม และน่าจะผลิตส่งต่อให้เมืองทวารวดีอื่นๆ โดยเฉพาะที่เมืองคูบัว และบางที่ก็มีเพียงศาสนสถานขนาดเล็กๆ
มีเพียงแห่งเดียวที่กล่าวได้ว่าเป็นชุมชนหมู่บ้านขนาดใหญ่ในระดับ สถานีการค้า ซึ่งมีความสำคัญต่อการเดินเรือเลียบชายฝั่งและการเดินทางข้ามคาบสมุทร อันเป็นพยานอย่างแน่ชัดว่า ความรู้เกี่ยวกับการเดินเรือเลียบชายฝั่งหรือการเดินทางข้ามคาบสมุทรมีอยู่เป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยทวารวดีแล้ว ความเก่าแก่ของศูนย์กลางทางสังคมวัฒนธรรมในแถบโตนดหลวงมาจนถึงชะอำนี้ เห็นได้จากการมีพระสถูปเจดีย์สมัยทวารวดีขนาดใหญ่อยู่หน้าเขาปรางค์อันเป็นเขาลูกหนึ่งในกลุ่มเขาพันธุรัตน์ซึ่งในอดีตเรียกว่า เขาเจ้าลาย
ปัจจุบันศาสนสถานแห่งนี้อยู่ในบริเวณวัดทุ่งเศรษฐี เมื่อมีการขุดค้นทางโบราณคดีแล้วได้หลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นพระสถูปที่มีอิทธิพลศาสนาพุทธมหายาน เช่นเดียวกันกับบรรดาศาสนสถานที่เมืองคูบัวและมีความสัมพันธ์กับเมืองคูบัวที่พัฒนาขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ เป็นต้นมา
หลังการขุดแต่งทางโบราณคดีแล้วพบว่ามีฐานขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง ๒๕ เมตร ยาว ๒๕ เมตร ส่วนสูงที่เหลือคือ ๕ เมตร ก่ออิฐขนาดใหญ่แบบอิฐทวารวดีสอดินฉาบปูนเหลือเพียงส่วนฐาน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีบันไดขึ้นสู่ฐานประทักษิณที่ตรงกึ่งกลางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ผนังด้านข้างของฐานประทักษิณประดับด้วยเสาอิงห่างกันเป็นระยะ
พื้นด้านบนปูด้วยแผ่นอิฐ ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสรองรับฐานขององค์สถูป ส่วนบนของสถูปมีสภาพชำรุดพังทลายลงมาเกือบทั้งหมดจนไม่สามารถสันนิษฐานรูปทรงเดิมได้ ผังเจดีย์นี้มีความคล้ายคลึงกับโบราณสถานหมายเลย ๘ และ ๓๑ ที่เมืองโบราณคูบัว ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕
จากการพบปูนปั้นตกอยู่จำนวนมาก กล่าวกันว่าเมื่อมีการขุดหาของเก่านั้น ปูนปั้นมีจำนวนมากขนาดต้องใช้รถบรรทุกขนจำนวนหลายคัน
แต่จากการขุดแต่งโบราณสถานพบปูนปั้นส่วนใหญ่ติดอยู่กับฐานสถูป แต่อยู่ในสภาพชำรุดแตกหักเป็นชิ้นๆ เช่น พระพุทธรูป เน้นที่พระพักตร์รูปไข่ พระอังสากว้าง พระวรกายยืดยาว บั้นพระเอวเล็ก ชิ้นส่วนพระหัตถ์ที่พบสันนิษฐานว่าแสดงปางประทานอภัยและแสดงธรรมเทศนา พบทั้งแบบยืนตรง และตริภังค์ พระพักตร์และพระชงฆ์มีร่องรอยการทาด้วยสีแดงเพื่อตกแต่ง ซึ่งรูปแบบและเอกลักษณ์นั้นคล้ายคลึงกับปูนปั้นพระโพธิสัตว์และพระพุทธรูปที่พบจากคูบัวและถ้ำเขาน้อยที่บ้านลาด
นอกจากนี้ยังพบปูนปั้นรูปพระโพธิสัตว์ เทวดา หรือบุคคลชั้นสูง รูปคนแคระ เศียรยักษ์ สิงห์ ซึ่งคล้ายกับปูนปั้นพบที่คูบัว ที่เจดีย์จุลประโทนในเมืองนครปฐมโบราณ และเมืองศรีเทพที่เขาคลังใน แต่เท่าที่มีการขุดแต่งเป็นทางการพบปูนปั้นศีรษะบุคคลสวมหมวกแขก เช่นที่พบจากจุลประโทนและสวมหมวกทรงสามเหลี่ยมที่พบจากเมืองคูบัว
นอกจากนี้ยังพบรูปศีรษะบุคคลที่มีลักษณะหน้าตาและทรงผมคล้ายชาวจีน ส่วนลำตัวของรูปบุคคลมีลักษณะแตกต่างไปจากพระวรกายของเทวดาหรือบุคคลชั้นสูง เนื่องจากว่าไม่มีการใช้เครื่องประดับในการตกแต่ง ประติมากรรมรูปบุคคลบางชิ้นจะแสดงท่าทาง เช่น พนมมือ จีบนิ้วคล้ายท่าร่ายรำ บ้างก็จะถือสิ่งของซึ่งส่วนใหญ่ชำรุดสันนิษฐานว่าเป็นด้ามอาวุธหรือก้านดอกบัว รูปบุคคลแต่ละชิ้นเป็นการปั้นโดยใช้จินตนาการของช่างปั้นที่แตกต่างกันไปมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่มีการใช้แม่พิมพ์เช่นที่พบจากเมืองโบราณนครปฐม
การพบชิ้นส่วนซุ้มเรือนแก้วหรือกุฑุปูนปั้น มักจะพบว่ามีประติมากรรมพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์ และรูปบุคคลประดิษฐานหรือประดับอยู่ภายใน สำหรับโบราณวัตถุที่พบ เช่น พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ทรงยืนตริภังค์ ทรงครองจีวรห่มคลุม พระหัตถ์ซ้ายทรงถือชายจีวร สภาพชำรุดพระเศียร พระกร และพระบาทหัก ตลับรูปแตงเคลือบขาว และกระปุกดินเผาทรงกลมเคลือบเขียวอมฟ้าภายในบรรจุอัฐิเป็นเครื่องถ้วยจีนจากเตาหนานอัน มณฑลฝูเจี้ยน สมัยราชวงศ์ซุ้งเหนือ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗
1
นอกจากนี้ ยังกล่าวกันว่าพบศาสนสถานบริเวณยอดเขาเทือกเดียวกับเขาเจ้าลาย และภายในถ้ำของภูเขาที่อยู่ใกล้เคียง ส่วนพื้นที่การอยู่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับเจดีย์ใหญ่นั้น มีเนินดินที่เป็นร่องรอยของการอยู่อาศัยไม่ต่ำกว่า ๘-๑๐ ไร่ แต่ส่วนใหญ่ถูกไถทำลายไปจนเกือบหมด
น่าสังเกตว่า ศาสนสถานขนาดใหญ่มักจะก่อสร้างอยู่ในปริมณฑลของเมืองที่เป็นศูนย์กลาง แต่การมีเจดีย์รูปแบบมาตรฐานเดียวกับเจดีย์ที่สร้างกันอยู่ในบริเวณเมืองคูบัวและมีขนาดใหญ่เทียบได้กับเจดีย์สำคัญของเมือง
รวมทั้งมีการอยู่อาศัยอย่างถาวรตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ไปจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ จนอาจกล่าวได้ว่า แม้ชุมชนนี้จะไม่มีการสร้างคูน้ำคันดินและมีองค์ประกอบของการเป็นเมืองขนาดใหญ่ แต่สถานที่นี้มีความสำคัญต่อเมืองคูบัวในฐานะเป็นสถานีการค้าอันเป็นจุดสังเกตของการเดินเรือเลียบชายฝั่ง ซึ่งรูปแบบที่แน่นอนมาแต่ครั้งโบราณ และอยู่ในจุดพักของการเดินทางบกข้ามคาบสมุทรจากเมืองคูบัวผ่านเทือกเขาตะนาวศรีสู่เมืองท่าทางฝั่งอ่าวเบงกอล
ชุมชนสมัยทวารวดีที่เชิงเขาเจ้าลายจึงเพิ่มมิติของเครือข่ายสนับสนุนต่อการเป็นเมืองท่าสำคัญของเมืองคูบัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ติดตามบทความ วิดีโอ และรายการต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
Official Web :
https://siamdesa.org
https://www.facebook.com/สยามเทศะ-โดยมูลนิธิเล็ก-ประไพ-วิริยะพันธุ์-323215901674254
https://www.youtube.com/user/lekprapai/featured
https://www.instagram.com/siamdesa_lekprapai/?hl=th
https://lek-prapai.org/home
https://www.blockdit.com/pages/60934dc31b39400c4b221773
4 บันทึก
4
4
4
4
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย