8 ส.ค. 2022 เวลา 00:26 • ปรัชญา
ทูตสวรรค์ผู้เป็นเพื่อน
ณ หมู่บ้านแห่งนึ่งในเขตชนบท บริเวณท้ายหมู่บ้าน แห่งนี้ จะมีบ้านไม้หลังเก่า ที่เป็นบ้าน 2 ชั้นหลังนึ่ง บ้านหลังนี้จะมีป้ากับหลาน ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน 2 คน คนเป็นป้าชื่อเรน่า ส่วนคนเป็นหลานชื่อไมเคิล
พ่อกับแม่ของไมเคิล เสียชีวิตเพราะประสบอุบัติเหตุ ตอนไมเคิลยังเป็นเด็ก เลยทำให้ไมเคิล กลายเป็นเด็กที่เก็บตัวและไม่พูดคุยกับใคร แม้แต่เพื่อนร่วมชั้นของไมเคิล ก็พากันล้อเลียนไมเคิลอยู่บ่อยๆว่า เป็นตัวประหลาดของห้อง ที่ไม่เข้าพวก ไมเคิลเลยเป็นเด็ก ที่ไม่มีเพื่อนเลย มีบางทีเวลาที่ไมเคิลอยู่ใกล้ๆเพื่อน ไม่ว่าจะนั่งหรือจะยืน เพื่อนที่อยู่ข้างๆ ก็จะพากันเดินหนีไมเคิลกันไปจนหมด ดังนั้น เวลาไปโรงเรียน ไมเคิลไม่เคยมีความสุขเลย
ตอนที่พ่อกับแม่ของไมเคิลยังมีชีวิต ก็มักจะพาไมเคิลอ่านคัมภีร์ไบเบิล ก่อนนอนทุกคืนและจะพาไปเข้าโบสถ์ ที่หน้าหมู่บ้านทุกวันอาทิตย์ ไมเคิลเลยเป็นคนนึ่ง ที่ศรัทธาในพระเจ้ามาตั้งแต่เด็ก
พอไมเคิลโตขึ้นมา เรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล ที่เคยอ่านตั้งแต่เด็ก ก็ทำให้ไมเคิลเกิดความหลงใหลและสนใจ ในเรื่องราวของเหล่าทูตสวรรค์ ไมเคิลมักจะใช้เวลาว่างๆ ในการศึกษาเรื่องราวเหนือธรรมชาติเหล่านี้ จากตำราเล่มต่างๆ ในห้องสมุดของโรงเรียน และมักจะนำเอาตำราพวกนั้น กลับมาอ่านที่บ้าน หลังจากที่โรงเรียนเลิกด้วย ภายในห้องนอนของไมเคิล จะมีภาพวาดทูตสวรรค์ ที่ไมเคิลวาดขึ้นจากจินตนาการ เปะติดอยู่ตามฝาผนังห้อง เต็มไปหมด
ในช่วงที่ไมเคิล ใกล้จะเรียนจบ ก็ถูกเพื่อนร่วมห้องใช้คำพูดล้อเลียน ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ไมเคิลเกิดเป็นความกดดัน แต่ไมเคิลก็ไม่เคยแสดงความโกรธ ออกมาให้เห็น แม้ไมเคิลจะรู้สึกโมโหและหงุดหงิด อยู่ภายในใจลึกๆ ทุกครั้งที่โดนเพื่อนล้อเลียน ไมเคิลจะยึดเอาหลักคำสอนของพระเจ้า ย้ำเตือนตัวเองเสมอว่าพระเจ้าสอนให้เรามีความอดทน
ความเครียดและความกดดัน ที่เด็กคนนึงแบกรับเอาไว้มาก ทำให้ในวันนึ่ง ช่วงเลิกเรียน พอไมเคิลกลับถึงบ้าน ไมเคิลก็เดินเข้าไปในห้องนอนและหยิบเอาภาพวาดทูตสวรรค์ ที่วางอยู่บนโต๊ะ ที่ไมเคิลวาดเอาไว้ ก่อนไปโรงเรียน
ไมเคิลออกมาจากห้องและเดินไปนั่งเล่น ภายในสวนหลังบ้าน พร้อมกับภาพวาดทูตสวรรค์ ที่ถืออยู่ในมือ ในขณะนั้นไมเคิล ก็ร้องไห้ออกมาทั้งน้ำตา เพราะรู้สึกเสียใจกับคำดูหมิ่นของเพื่อนในห้อง ที่บ่อนทำลายจิตใจ ตอนนี้ความรู้สึกของไมเคิล มีทั้งความโกรธและหงุดหงิด
พอจิตใจของไมเคิลเริ่มสงบลง ไมเคิลก็ค่อยๆหลับตาลงช้าๆและนึกถึงพระเจ้า ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาการุณ ไมเคิลเล่าระบายความทุกข์ ภายในจิตใจ ให้พระเจ้าฟัง ไมเคิลเล่าไปพร้อมกับร้องไห้ไปด้วย จนไมเคิลเริ่มรู้สึกสบายใจขึ้นมาระดับหนึ่ง
พอลืมตาขึ้นมา ไมเคิลมองขึ้นไปยังต้นองุ่น ที่ปลูกอยู่ในสวน ก็เห็นนกพิราบคู่หนึ่ง คือนกพิราบสีดำกับนกพิราบสีขาว ซึ่งนกพิราบสีดำ มันกำลังใช้ปีกข้างซ้าย ค่อยๆลูบเข้าทีหลังของนกพิราบสีขาว ที่กำลังผิดหวังกับเรื่องอะไรบางอย่าง ความเป็นเพื่อนที่รักกันของนกคู่นั้น ทำให้ไมเคิลรู้สึกน้อยใจกับตัวเอง ไมเคิลนึกถึงเพื่อนร่วมห้อง ที่คอยมุ่งร้ายตนอยู่ตลอดเวลาและมองว่าความทุกข์ใจของตน คือความสนุก
ไมเคิลถอนหายใจออกมา เหมือนคนสิ้นหวังและมองไปที่นกพิราบ คู่นั้นอีกครั้ง ความเป็นเพื่อนของนกคู่นั้น ทำให้ไมเคิลอยากมีเพื่อนดีๆสักคน เพื่อนที่สามารถยอมรับตัวตนของเราได้ เพื่อนอยู่เคียงข้างเราเสมอ เพื่อนที่ให้กำลังใจเรา ในยามโศกเศร้า เพื่อนที่แม้จะรู้ว่าเรามีข้อบกพร่องยังไง แต่เขาก็ยังคงไม่ทอดทิ้งเรา นี่คือคุณสมบัติของเพื่อน ที่ไมเคิลต้องการ
ไมเคิลจ้องมองภาพวาดทูตสวรรค์ อย่างไม่ละสายตา พร้อมกับนึกถึงบุรุษชุดขาว ที่มีปีกนก ซึ่งเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ที่มีจิตใจเมตตาอารีย์ กิริยาท่าทางและการพูด ก็สุภาพและอ่อนน้อมถ่อมตน ภาพวาดทูตสวรรค์ ที่ไมเคิลกำลังถือไว้ ทำให้ไมเคิลสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอันอบอุ่น ไมเคิลยังนึกถึงภาพของทูตสวรรค์ ที่นั่งอยู่ข้างๆ ที่กำลังปลอบโยนและให้กำลังใจ ในขณะที่ตน ตกอยู่ในความท้อแท้และสิ้นหวัง
ภาพที่เกิดจากจินตนาการ ทำให้ไมเคิลอยากมีเพื่อนเป็นทูตสวรรค์ ไมเคิลจึงตั้งจิตภาวนา ต่อพระเจ้า ไมเคิลขอให้พระเจ้า ส่งทูตสวรรค์ผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์ ให้ลงมาอยู่กับตนตลอดไป
พอไมเคิลอธิฐาน ขอถึงสิ่งที่ต้องการแล้ว ด้วยอาการที่อ่อนเพลีย เลยทำให้ไมเคิล ได้เผลอนอนหลับไป พอนอนไปสักพัก ไมเคิลก็ได้ยินเสียงของใครบางคน ที่ดังขึ้นมาข้างๆหู "ตื่นเถิดไมเคิล บัดนี้คำภาวนาวิงวอนของเจ้า เกิดสัมฤทธิผลเป็นจริงแล้ว" มันคือน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่กลับทำให้จิตใจที่เศร้าหมองของเด็กชาย สัมผัสได้ถึงความเอิบอิ่ม
ไมเคิลค่อยๆลืมตื่นขึ้นมา ตามเสียงเรียกปริศนา ดวงตาสีฟ้าอ่อนของเด็กชาย มองเห็นร่างของชายคนนึง ที่แต่งกายด้วยชุดคลุมสีขาว ทั่วร่างของชายคนนั้น ส่องสว่างด้วยแสงสีขาว ที่เปล่งประกายระยิบระยับ
พอไมเคิลเห็นชายในชุดขาวคนนั้น ก็รู้ทันทีว่าเป็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า ทูตสวรรค์รูปงามที่ได้เห็น ทำให้ไมเคิลถึงกับตกตะลึง เพราะไมเคิลไม่เคยคิดเลยว่าทูตสวรรค์ ที่มักจะเคยอ่านเจอ อยู่ในคัมภีร์ไบเบิล จะมีตัวตนอยู่จริง
ทูตสวรรค์จำแลงกาย เป็นชายหนุ่มรูปงาม ไมเคิลเรียกชื่อชายหนุ่มคนนั้นว่าราเอล ตามชื่อของพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว ราเอลรู้เรื่องทุกอย่าง ที่เคยเกิดขึ้นกับไมเคิล เรื่องราวร้ายๆพวกนั้น ทำให้ทูตสวรรค์อย่างราเอล เกิดรู้สึกสงสารไมเคิลขึ้นมา ราเอลเลยรู้สึกรักและเอ็นดูไมเคิล เหมือนน้องชายแท้ๆคนนึง
ในช่วงวันหยุด ที่ไมเคิลไม่ได้ไปโรงเรียน ราเอลมักจะพาไมเคิล โบยบินไปยังสถานที่ต่างๆ ที่ไมเคิลไม่เคยไป ในแต่ละสถานที่ที่ทั้งคู่ไปเยือน ราเอลมักจะเล่าถึงที่มาที่ไปของสถานที่เหล่านั้น ให้ไมเคิลฟัง  ทำให้คนที่มีโลกส่วนตัวสูงอย่างไมเคิล มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ ในเรื่องของสถานที่มากมาย จากคนที่ไม่ค่อยจะรู้อะไรเลย
ในชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่โรงเรียน ทุกครั้งที่ครูประจำวิชา ถามไมเคิล เกี่ยวกับความเป็นมาของสถานที่แต่ละเเห่งในประเทศ ไมเคิลก็สามารถอธิบายข้อมูลต่างๆ ได้อย่างละเอียด จากที่ไมเคิลไม่เคยตอบคำถามของครู ได้เลยสักครั้ง
ทุกครั้งที่มีการสอบเก็บคะเเนน ไมเคิลก็สามารถทำคะแนนสอบ ได้สูงเป็นอันดับต้นๆของเพื่อนในห้อง จากที่เคยสอบตกมาตลอด ทั้งครูและเพื่อนร่วมห้องแต่ละคน ก็ต่างสงสัยกันว่าทำไมพักหลังๆมา ไมเคิลถึงได้มีความรู้และเรียนดีขึ้นมากกว่าเดิม แถมยังสามารถทำคะแนนสอบ ได้แบบนำโด่ง จากเด็กคนนึง ที่เป็นตัวประหลาด ในสายตาคนอื่น
พอนานวันเข้า ไมเคิลก็เริ่มสนใจในเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ มากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเลิกเรียนเเละในวันหยุด ราเอลจะทำหน้าที่เป็นครู ที่ช่วยสอนและคอยบ่มเพาะความรู้ ในเรื่องของประวัติศาสตร์ให้กับไมเคิล ไมเคิลรู้สึกสนุกและมีความสุขมาก ที่ได้สัมผัสเรื่องราวทางเหล่านั้น จนเห็นว่าตนได้มาถูกทาง ไมเคิลจึงวาดฝันเอาไว้ว่าตนจะเป็นนักประวัติศาสตร์ ถ้าได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ตนจะเลือกเรียนในคณะโบราณคดี
ก่อนนอนทุกคืน ไมเคิลจะสวดภาวนา เพื่อเป็นการขอบคุณราเอล ที่ทำให้เด็กชนบทคนนึง มองเห็นความฝันและค้นพบเป้าหมายตัวเอง จากเดิมที่ไมเคิล ไม่รู้เลยว่าตนอยากจะเป็นอะไรและถ้าได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัย จะเลือกเรียนในคณะอะไร
แต่มีอยู่วันนึง ซึ่งเป็นช่วงบ่ายของวันเสาร์ ไมเคิล ต้องการผ่อนคลายความเหนื่อยล้า จากการเรียน มาตลอดทั้ง 5 วัน ไมเคิลเลยเกิดอยากไปเที่ยวที่สวนสัตว์ ไมเคิลบอกกับราเอล ให้พาตนไปที่สวนสัตว์ที่อยู่ใกล้ๆบ้าน ราเอลก็พาไมเคิลไปที่สวนสัตว์ตามที่ต้องการ
ทั้งคู่เดินชมบรรดาสิงสาราสัตว์ ไปตามปกติ จนทั้งคู่เดินมาถึงกรงของสิงโต ซึ่งกรงที่ขังพวกสิงโตเอาไว้ มันเป็นกรงไม้ ที่ค่อนข้างทรุดโทรม ขณะที่ทั้งคู่ กำลังยืนคุยกัน พวกสิงโตในกรงขัง ก็พยายามใช้ฟันกัดและใช้อุ้งเท้า เขย่ากรงไม้อย่างแรง ด้วยความที่พวกมัน เป็นสิงโตในวัยหนุ่ม เรี่ยวแรงที่ทรงพลัง ทำให้กรงไม้ที่เคยขังพวกมันเอาไว้ เกิดหักหลุดออกจากกัน
พวกสิงโตได้วิ่งออกมาจากกรงและกระโดดพุ่งเข้ามาหาราเอลกับไมเคิล เพื่อหมายจะกินทั้งคู่เป็นอาหาร ราเอลทูตสวรรค์ในคราบมนุษย์ ที่มีพลังเหนือธรรมชาติ จึงสามารถจัดการกับสิงโต ที่ดุร้ายกลุ่มนั้น ได้อย่างสบายมือ ราเอลได้ปกป้องไมเคิล โดยต่อสู้กับสัตว์ดุร้าย อย่างกล้าหาญ จนสิงโตพวกนั้น ต่างพากันหนีหาย เข้าไปในป่า
ไมเคิลเห็นถึงความเสียสละและความกล้าหาญของลาเอล ที่ปกป้องและคุ้มครองตน ให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้าย ทำให้จิตใจของไมเคิล เกิดความซาบซึ้งอย่างถึงที่สุด เพราะตลอดชีวิตของไมเคิล ก็มักจะถูกรุมเร้า ด้วยคำพูด ที่คอยเผาทำลายจิตใจตลอดเวลา
ในขณะที่ราเอลยอมเสี่ยงชีวิต เพื่อปกป้องตน ให้ปลอดภัยจากอันตราย
ในปีต่อมา ไมเคิลก็เรียนจบจากโรงเรียนแห่งนั้นและมีเวลาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับราเอล อย่างเต็มที่ สภาพจิตใจของไมเคิล จากที่เคยป่นปี้ ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จากคนที่ไม่ชอบเข้าสังคม ก็เริ่มปรับตัวเข้าหาและพูดคุยกับคนรอบข้างมากขึ้นและกลายเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี จนทำให้ไมเคิล มีเพื่อนฝูงมากมาย
เมื่อถึงเวลาที่ไมเคิล ต้องเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ไมเคิลก็เข้าเรียนในคณะโบราณคดี ตามความฝัน ที่เคยปรารถนาไว้ ช่วงที่อยู่ในรั่วของมหาวิทยาลัย ไมเคิลก็พบเจอแต่เพื่อน ที่มีจิตใจกว้างขวาง เป็นคนดีและมีน้ำใจ ทั้งไมเคิลก็ไม่เคยโดนเพื่อนคนไหน มาพูดจาล้อเลียน เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา ดังนั้นแล้ว สภาพร่างกายและจิตใจของไมเคิล จึงรายล้อมไปด้วยความสุข
ไมเคิลได้กล่าวขอบคุณพระเจ้า ที่ส่งลาเอลให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต สำหรับลาเอลแล้ว ไมเคิลถือว่าชายคนนี้คือของขวัญล้ำค่า ที่พระเจ้าส่งมาให้ ชายผู้ที่นำพาชีวิตสุดระทมของเด็กชนบทคนนึง ให้พบกับทางสว่างและมีความหมาย ชายที่ทำให้เด็กที่เป็นตัวประหลาด ในสายตาของพวกเพื่อนๆ เกิดสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต ตั้งแต่นั้นมา ราเอลก็ทำหน้าที่เป็นทั้งครู ที่คอยสอนวิชาความรู้ทางประวัติศาสตร์ ให้กับไมเคิลและคอยปกป้องคุ้มครองไมเคิล จากภยันอันตรายทั้งปวง แล้วทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกัน อย่างมีความสุข
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเรื่องราวเรื่องนี้.
“แม้จะมีคนมากมายที่ทำไม่ดีกับเรา
แต่ก็ยังมีใครคนใดคนนึ่ง ที่รักและดีกับเราเสมอ”
ติดตาม.
โฆษณา