เหตุใดจึงมีธนาคารกลาง? : จุดกำเนิดและวิวัฒนาการ (1)
2
ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนในร้านหนังสือหรือเพจบนโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จะภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ก็มักจะเห็นหนังสือหรือบทความที่เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการของเงินและระบบการชำระเงินอยู่มาก แน่นอนว่าต้องเกี่ยวข้องกับธนาคารกลาง ซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือพิมพ์เงินตราของแต่ละประเทศอยู่บ้างไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตาม หนังสือหรือบทความเหล่านี้มักจะไม่ได้แตะหรืออธิบายเกี่ยวกับธนาคารกลางในเชิงประวัติศาสตร์โดยเฉพาะเจาะจงมากนัก
ขอบคุณภาพจาก myaccount-cloud.com
ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ได้เข้าใจที่มาในปัจจุบันว่า เหตุใดระบบการเงินจึงวิวัฒน์จนมีธนาคารกลาง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพในวันนี้
1
ในฐานะที่ผู้เขียนได้เคยร่วมวิจัยเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลางร่วมกับ ดร.พูมใจ นาคสกุล และ ดร.กฤตชญา จั่นเจริญ จึงขอชวนท่านผู้อ่านเหลียวหลังอดีตให้ได้เข้าใจปัจจุบันกันครับ
วิวัฒนาการของธนาคารกลางในบริบทโลกสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ยุคสมัยสำคัญด้วยกัน ทั้งนี้ เป็นการมองและสังเคราะห์ในภาพรวม ธนาคารกลางบางแห่งอาจเกิดขึ้นไม่สอดคล้องกับยุคสมัยดังกล่าวได้ โดยผู้เขียนมีความจำเป็นต้องแบ่งบทความออกเป็นหลายตอน ตอนแรกนี้จะอยู่ในช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงกลางศตวรรษที่ 19 ดังนี้ครับ
1. ยุคสมัยก่อนที่จะมาเป็นธนาคารกลาง
ย้อนกลับไปช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ประมาณก่อนปี 1750) ก่อนที่จะมีธนาคารกลางแห่งแรกในโลกนั้น มีธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว โดยแต่ละแห่งออก “บัตรธนาคาร” ของตนเอง (Bank notes หรืออาจเรียกว่า “ธนบัตร” ของแต่ละธนาคารก็ได้) เพื่อแลกเปลี่ยนกับทองคำที่ประชาชนนำมาฝากไว้ เพื่อความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอยโดยไม่ต้องหอบทองคำไปไหนมาไหน
อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ในสมัยนั้นถูกปล้นได้ง่าย ยิ่งอยู่ในชนบทห่างไกลยิ่งไม่ปลอดภัย การเก็บรักษาทองคำอันเป็นทองคงคลัง (Gold reserves) ดังกล่าว จึงถูกย้ายไปฝากไว้กับธนาคารในเมืองหลวง หรือธนาคารที่มีขนาดใหญ่และปลอดภัยกว่า และแลกกับบัตรธนาคารของธนาคารดังกล่าวไปแทน
ซึ่งในที่สุด จึงเกิดธนาคารที่เป็น "แหล่งกลาง" หรือศูนย์กลางแต่ละท้องถิ่นเพื่อรวบรวมทองคำนั้นไว้ (Repository of Gold reserves) เพราะต้นทุนการจัดเก็บต่ำกว่าและมีความปลอดภัยสูงกว่า ทั้งนี้ ความเป็นแหล่งกลางในการรวบรวมทองคำดังกล่าว นำมาสู่ความเป็นผู้ผูกขาดตามธรรมชาติ (Natural Monopoly) ในการออกบัตรธนาคารของธนาคารที่เป็นศูนย์กลางในแต่ละท้องถิ่นนั้น ๆ เพราะบัตรธนาคารของธนาคารใหญ่ๆ ที่เป็นศูนย์กลางนั้น มีความน่าเชื่อถือกว่าบัตรธนาคารของธนาคารเล็ก ๆ และเป็นที่ยอมรับเพื่อการจับจ่ายใช้สอยได้หลายมณฑลกว่า
ในที่สุด จำนวนธนาคารที่ออกบัตรธนาคารจึงเหลือเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของบทบาทการเป็นผู้ผูกขาดตามกฎหมาย (Legal Monopoly) ในการพิมพ์ธนบัตรเพื่อใช้ในการชำระหนี้ตามกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว (เป็นบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลางในยุคที่ 3 อันจะกล่าวต่อไปในบทความตอนหน้า) จนเมื่อมีธนาคารกลางแห่งแรกเกิดขึ้นในโลกคือ ธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank) ในปี 1668
หลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ธนาคารกลางส่วนใหญ่กำเนิดขึ้นโดยมีบทบาทเป็นเพียง “ตัวกลาง” ในการระดมเงินทุนให้กับภาครัฐ (Fiscal Agent) เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อใช้จ่ายในการทำสงครามในสมัยนั้นเป็นหลัก แต่ตัวรัฐเองไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอในการกู้เงินจำนวนมหาศาล
1
จึงเป็นที่มาของต้นกำเนิดของธนาคารกลางส่วนใหญ่ เนื่องจากรัฐเห็นว่าจำเป็นต้องมี “สถาบัน” แห่งหนึ่งที่เป็นตัวกลางที่มิใช่ภาครัฐเอง เพื่อให้ผู้ให้กู้ซึ่งก็คือประชาชน มั่นใจได้ว่ารัฐจะนำเงินมาใช้คืนให้อย่างแน่นอน
1
2. ยุคสมัยริเริ่มบทบาทความเป็นธนาคารกลาง
ประมาณช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม กลางศตวรรษที่ 18 ถึงกลางศตวรรษที่ 19 ด้วยความเป็นแหล่งกลางในการเก็บรักษาทองคำอันมีปริมาณมหาศาลในระบบเศรษฐกิจหนึ่ง ๆ และการได้รับสิทธิจากภาครัฐในการเป็นตัวแทนระดมทุนจากประชาชนดังกล่าวข้างต้น ธนาคารกลางจึงพัฒนาบทบาทมาเป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้าย (Lender of Last Resort)* หรือ บทบาทการเป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย (Bank for Banks) โดยปริยาย
1
กล่าวคือ เมื่อเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องและไม่สามารถกู้ยืมกันเองได้ ธนาคารพาณิชย์ก็หันหน้ามาพึ่งพิงธนาคารกลาง หรือก็คือ ธนาคาร “ปลายน้ำ” ในชนบท เข้ามาขอความช่วยเหลือธนาคาร “ตาน้ำ” ที่อยู่ต้นสายธารการเงินนั่นเอง (แม้ธนาคารปลายน้ำสามารถพึ่งพิงธนาคาร “กลางน้ำ” หรือธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้ แต่ก็ใช่ว่าธนาคารเหล่านี้จะมีสภาพคล่องมากไปกว่าธนาคารปลายน้ำ ดังนั้น แม้ว่าจะอยู่ช่วงใดของสายธารก็สามารถไปขอยืมสภาพคล่องจากธนาคารตาน้ำหรือธนาคารกลางได้โดยตรง)
ซึ่งเป็นที่มาสำคัญของหลักการ “การรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน” (Financial Stability) ของธนาคารกลาง หรือการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการเงินในปัจจุบันนั่นเอง
* ด้วยบทบาทการเป็นผู้ให้กู้ยืมแหล่งสุดท้ายดังกล่าว นำมาซึ่งกติกาที่ธนาคารกลางวางไว้ตาม Bageshot’s Rule ซึ่งเป็นหลักการที่นิยมกันของธนาคารกลางส่วนใหญ่ คือ “Lend freely at a high rate, on good collateral.” โดยแบ่งเป็น 2 ประการคือ
1
ประการแรก ธนาคารกลางจะให้สภาพคล่องแก่สถาบันการเงินโดยไม่จำกัด (Lend freely) เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสาธารณชนว่า ระบบธนาคารจะมีเงินเพียงพอตามที่ผู้ฝากเรียกคืนในช่วงวิกฤต
1
ประการที่สอง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางกำหนดเป็นกรณีพิเศษสำหรับสินเชื่อฉุกเฉินต้องแพงกว่าสินเชื่อระหว่างธนาคารด้วยกันเองตามปกติวิสัย (at a high rate) เพื่อป้องกันไม่ให้มาขอพร่ำเพรื่อและเป็นการเร่งให้ธนาคารพาณิชย์กลับไปหาตลาดการเงินโดยเร็วที่สุดเมื่อตลาดการเงินกลับเป็นปกติ
1
ทั้งนี้ ธนาคารกลางจะให้ความช่วยเหลือกับธนาคารพาณิชย์ที่มีปัญหาสภาพคล่องเท่านั้น โดยให้กู้กับธนาคารพาณิชย์ที่มีหลักทรัพย์ที่เชื่อถือได้ค้ำประกัน (on good collateral) เพื่อป้องกันการเกิด Moral hazard (การรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของสถาบันการเงิน เพราะมีความมั่นใจว่าธนาคารกลางจะช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา)
ในบทความตอนต่อไป เราจะเข้าสู่ยุคสมัยที่ 3 คือ การเป็นธนาคารกลางเต็มรูปแบบ ตามด้วยสมัยที่ 4 คือ ธนาคารกลางในยุคปัจจุบัน พร้อมฉายภาพให้เห็นอนาคตในระบบการเงินที่บางคนเริ่มตั้งคำถามว่า ธนาคารกลางยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่กันครับ!
ผู้เขียน :
สุพริศร์ สุวรรณิก
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์
1
* บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคลซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด *
5.6K รับชม
    Nirakka
    สนับสนุน40 เพชร
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      ประชาชนยูเครนต้องรีบอพยพไปอยู่ภายในสถานีรถไฟใต้ดินอีกครั้ง หลังกองทัพรัสเซียสั่งระดมยิงขีปนาวุธชุดใหญ่ เข้าใส่กรุงเคียฟและอีกหลายพื้นที่ของยูเครน ..
      วิศวรรม BGC ราชบุรีกล๊าส คว้ารางวัลจากงาน IQPC 2022 ที่ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ศักยภาพพนักงานกลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส (BG Group) ปรากฏสู่นานาชาติเมื่อ แผนกวิศวกรรม BGC ราชบุรีกล๊าส หรือ บริษัท ราชบุรีกล๊าส อินดัสทรี จำกัด ในเครือ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน)
      ตอนนี้เสียชีวิตจากโควิด วันละกี่เคส? ในช่วยสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา คนรอบตัวติดเพิ่มขึ่นอย่างชัดเจน แต่โดยมากก็อาการไม่หนัก
      Shopee แจ้งปิดให้บริการ “ชำระผ่านบัญชีธนาคาร” ถาวร ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ หลังประสบปัญหา มีผู้ใช้งานที่ผูกบัญชีธนาคารไว้กับแพลตฟอร์ม Shopee โดนสูบเงินออกจากบัญชีจำนวนมาก โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ทำธุรกรรมเอง และไม่ได้รับข้อความการแจ้งเตือนใด ๆ
      ดูทั้งหมด