เทพเจ้า ฑูตสวรรค์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายของมนุษย์แท้จริงคืออะไร?
เกริ่นนำก่อน ผมไม่ใช่ผู้นับถือศาสนา ไม่ใช่นักเทววิทยา ไม่ใช่นักคิดหรือปราชญ์ คุรุ หรือผู้นำสารใดใด
ดังนั้นหากได้อ่านบทความใดก็ตามที่ผมเขียน มันเป็นแค่เพียงการนำเสนอจากอีกมุมมองหนึ่งของปุถุชนธรรมดาเท่านั้นเอง
อาจเพราะสังคมของนักจิตวิญญาณในโลก บ่อยครั้งมันก็นำเราไปสู่อัตตาที่ใหญ่กว่า
ละลืมเจตนารมณ์ของการศึกษา สัจธรรมเพื่อสลายมายาและหลอมรวมกับความอ่อนโยนสง่างามภายในจิตวิญญาณของตนและของมนุษย์ทุกๆคนนั้นไป
อนึ่ง ผมมองว่าศาสนาเป็นลำดับขั้นของวิวัฒนาการทางจิตปัญญามนุษย์
ซึ่งทำให้เราสามารถสังเกตเห็นถึงที่มาของความเชื่ออันหลากหลายที่เป็นผู้มอบความไม่สิ้นสุดของประสบการณ์ในมิติทางจิตวิญญาณอันลึกซึ้งแก่สายพันธุ์ของพวกเรา
แล้วเหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีในศาสนาทั้งหลายคืออะไร เราลองมาพิเคราะห์ดูจากบทความนี้
🔘 ปฐมเหตุ
มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่มีภูมิปัญญาในจักรวาลนี้
รวมทั้งยังมีจักรวาลทางกายภาพที่ใหญ่กว่าจักรวาลของเราขึ้นไปอีกในจำนวนไม่สิ้นสุด จริงตามที่บางทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้
แต่บทความนี้จะพูดถึง "สิ่งมีชีวิตในจักรวาลทางพลังงาน" ที่เล็กละเอียดลงจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นซึ่งมีอยู่นับอนันต์
มันเป็นสิ่งที่นักวิทย์เรียกมิติควอนตั้ม นักจิตวิญญาณเรียกมิติทับซ้อน และนักศาสนาเรียกว่าสวรรค์
📍เมื่อมีพื้นที่ย่อมเพราะสำหรับการใช้ประโยชน์
ในกระบวนการวิวัฒน์ทางจิตวิญญาณนั้น การเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกายสัมผัสเป็นวิธีเดียวที่มันจะสามารถสร้างโอกาสให้ตนเองมีประสบการณ์ที่ครบถ้วนถึงทุกการรับรู้ในเชิงเปรียบเทียบของทวิภาวะ ทั้งร้อน-เย็น, สุข-ทุกข์, ดีใจ-เศร้าสร้อย, รุ่มรัก-ขลาดกลัว ฯลฯ
ทั้งหมดเพื่อการหวนคืนสู่การระลึกรู้สูงสุดที่มีในตัวมันเองอีกครั้ง
📍เช่นนี้หากมี"เรา"ดำรงอยู่ใน ณ พื้นที่ใด เราจะสร้าง"กายชีวิตของตน"ขึ้นมาด้วยเสมอ
เราจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มี 3 คุณลักษณะ คือ กาย ใจ และวิญญาณอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะเป็นใครในมิติไหนก็ตาม
แน่นอนเราคงคุ้นเคยกับคำว่า "กายทิพย์" ซึ่งคือกายพลังงานที่มีความละเอียดคลื่นสูงกว่า
"กายทิพย์" หรือ "กายละเอียด" ก็เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการเดียวกันกับ "กายเนื้อ" ของมนุษย์
นั่นคือวิญญาณจะลดระดับการสั่นสะเทือนของความคิดตนเองลงจนกลายเป็นรูปอนุภาค
แล้วอะไรคือมูลเหตุจูงใจในการเลือกของวิญญาณว่ามันจะควรเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใดและในมิติไหน?
◾ระดับจิตวิญญาณของมัน1
: ซึ่งคือผลรวมของสิ่งที่มันรู้จากประสบการณ์ที่เคยได้รับผ่านจำนวนการเกิดของชีวิต
◾ระดับพลังการรังสรรค์ของมัน1
: ซึ่งคือการสำแดงศักยภาพทั้งหมดที่มันมีอยู่ให้ปรากฏออกมาผ่านทางโอกาสของการเป็นชีวิตในหลากมิติ
◾ระดับสภาวะสูงสุดของมัน1
: ซึ่งคือการเปลี่ยนประสบการณ์จดจำรำลึกสูงสุดด้วยการเป็นตัวตนทั้งหมดอย่างไร้ขอบเขตทั้งจากรูปชีวิตและจากสภาวะมิติ
3 ข้อนี้คือเหตุที่มาของการมีสิ่งมีชีวิตอันทรงภูมิปัญญาอยู่ในมิติอื่นๆ โดยที่วิญญาณจะเลือกจากสภาวะที่ส่งเสริมกับตัวตนที่มันปรารถนาจะเป็น
🔘 การสอดคล้องของเกมส์แห่งการวิวัฒน์
เราเกิดมายังโลกนี้เพื่อฟื้นคืนการจดจำได้ถึงตัวตนที่แท้จริงของตนเองผ่านทางความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชีวิตอื่นๆ
เราเป็นบุคคลหนึ่งเพื่อรับบางสิ่งและให้บางสิ่งกับอีกฝ่ายผ่านทางบทบาทสมมติที่เราเลือกจะมาแสดง
เราอาจคิดว่าประสบการณ์ของการเติบโตทางจิตวิญญาณนี้มันจะมีกับแค่มนุษย์และเหล่าสรรพสัตว์เท่านั้น
แต่ประตูของจักรวาลหลากมิติมีไว้เพื่อประสานทุกมายาชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน
ประตูที่ว่านั้นคือสัมผัสของใจ หรือจิตรู้ บางคนเรียกญาณ บางคนเรียกสัมผัสพิเศษ ซึ่งแท้จริงแล้วมันมีอยู่อย่างเป็นปกติในทุกชีวิตเสมอ
เพราะในระบบระเบียบของการรังสรรค์ตัวตนที่สมบูรณ์ มันจะต้องอาศัยการเกื้อกูลจากสิ่งที่แตกต่างกัน สัตว์เลี้ยงพึ่งพาอาศัยมนุษย์, ผู้ใหญ่ดูแลเด็ก, สิ่งที่สูงกว่าช่วยเหลือสิ่งที่ต่ำกว่า ไล่เรียงกันไปเป็นชั้นๆ
เพื่อการเป็น "วัฏจักรที่สมบูรณ์ของชีวิต"
🔘 การเป็นหนึ่งเดียวในความหลากหลาย
📍จากความต้องการรวบรวมเป็นสิ่งมีชีวิตทุกๆชนิดพันธุ์,
📍จากความต้องการรังสรรค์ด้วยพลังเนรมิตฤทธิ์อำนาจทางใจที่มี,
📍จากความต้องการบรรลุถึงสภาวะจิตสูงสุดโดยไร้ข้อจำกัด
ทำให้มิติที่หลากหลายถูกสร้างขึ้นจากพลังแห่งความคิดของวิญญาณ เพื่อให้แต่ละมิติพื้นที่มีความเหมาะสมกับรูปลักษณ์และการดำเนินของชีวิตที่ไม่เหมือนกันตามที่มันเลือกไว้
[ไม่ถูกต้องซะทีเดียวกับความเชื่อที่ว่าดาวโลกคือสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการบำเพ็ญเพียรหรือเพื่อการยกระดับจิตวิญญาณ
นับจากอายุขัยของโลกเมื่อเทียบกับจักรวาลและกับดาวดวงอื่นๆ ที่นี่ยังเป็นสถานที่ใหม่สำหรับการวิวัฒน์ ดวงวิญญาณที่เลือกมาที่นี่จึงมักจะยังมีระดับจิตวิญญาณที่ยังไม่สูงนัก
ที่กล่าวเช่นนี้โดยดูจากสิ่งที่พวกเรารู้ และตัวตนที่พวกเราเลือกแสดงออกมาตลอดนับหมื่นๆปี พวกเรายังล้าหลังอยู่มากเมื่อเทียบกับชีวิตในดาวดวงอื่นและในมิติอื่นๆ
ทุกอาณาจักรที่จิตวิญญาณสร้างล้วนเหมาะสมที่สุดกับประสบการณ์แบบที่มันต้องการจะได้รับ]
นั่นทำให้ในประสบการณ์ของมนุษย์นับจากอดีต เมื่อพวกเขาได้พบกับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆที่มีภูมิปัญญา จึงเกิดเป็นตำนานความเชื่อของสวรรค์ชั้นต่างๆ หรือเป็นภพภูมิต่างๆตามรูปอัตลักษณ์ภายนอกและตามปัญญารู้ของสิ่งมีชีวิตที่พวกเขาพบเจอ
แต่แท้จริงสายพันธุ์อื่นๆในต่างมิติมิได้เกิดเพราะอำนาจบุญทานที่สั่งสม และมิใช่การทรงสร้างอย่างลำเอียงของพระเจ้าใดใด
แต่เพื่อการ"เป็น"ทั้งหมดจากแรงปรารถนาของตนเองในการรวบรวมทุกประสบการณ์อย่างครบถ้วน
หากไม่มีศิษย์ก็ไม่สามารถมีครู หากไม่มีผู้ทุกข์ก็ไม่สามารถมีผู้เยียวยา
และการเป็นสิ่งมีชีวิตในลำดับขั้นของวิวัฒนาการที่สูงกว่านั้น มันจะรู้จักตนเองว่าเป็นสิ่งนั้นได้ก็ต้องอาศัยการแสดงถึงสิ่งที่มันเป็นออกมากับสิ่งมีชีวิตในลำดับวิวัฒนาการที่น้อยกว่า เราเรียกสิ่งนี้ว่า "โอกาส"
มีความเชื่อที่ว่าเทพเทวดาหรือฑูตสวรรค์เป็นผู้ปกป้องค้ำจุนศาสนา นั่นก็ไม่ได้ผิด
เพราะปัญญามีหลายระดับ จิตวิญญาณก็มีหลายแบบ
จิตวิญญาณในระดับยังไม่สูงจะมีความคิดปัญญาใกล้เคียงกับของมนุษย์ พวกเขายังมีมายาความเชื่อที่เหมือนกับของพวกเราอยู่
และกลายเป็น"พันธกิจของการวิวัฒน์ขึ้นพร้อมกัน"
สิ่งที่จิตวิญญาณในรูปของเทพนำทาง ฑูตสวรรค์ หรือดวงวิญญาณของผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่มาให้ความช่วยเหลือกับมนุษย์นั้น ในอีกทางหนึ่งก็เพื่อให้พวกเขานั้นได้จดจำรำลึกถึงตัวตนที่สูงขึ้นของตนเอง
มีบางความเชื่อบอกว่าเทพเทวาลงมาช่วยมนุษย์ก็เพื่อสร้างบารมี นั่นก็ไม่ได้ผิด
เหมือนกับที่โลกเคยมีศาสดาที่เสด็จจากสวรรค์เพื่อมาโปรดมนุษย์ และมีคุรุคนของพระเจ้ามานำทางเพื่อนมนุษย์กลับสู่บ้านของพระองค์ ก็เป็นตามนัยยะเดียวกัน
สิ่งที่พวกเขาทำนั้นแท้จริงเพื่อการจดจำรำลึกถึงสภาวะสูงสุดของตนเองผ่านทางบทบาทสมมุติบนโลกใบนี้
(และวิญญาณที่เลือกมาเป็นจิตวิญญาณในระดับต่ำกว่าให้คุรุได้สั่งสอนนั้นคือ"ผู้เสียสละ"ให้วิญญาณของผู้มาเกิดเป็นคุรุได้มีโอกาสรู้จักตนเอง แท้จริงมันคือแผนแห่งเกมส์การวิวัฒน์ร่วมกัน)
ส่วนจิตวิญญาณที่มีวิวัฒนาการในระดับสูงก็จะเลือกอยู่ในมิติที่สร้างให้มีสภาวะเงื่อนไขที่ยากขึ้นไปอีกในการจดจำรำลึกถึงจิตสำนึกสูงสุดของตนเอง
📍มันก็เหมือนกับเกมส์ที่ยิ่งยากก็ยิ่งสนุก และคนที่เก่งจริงถึงจะเล่นชนะได้ ก็อารมณ์นั้น
ซึ่งทั้งหมดคือ"ภาพรวมที่แยกเป็นส่วนย่อย"
คือการตระหนักรู้ของทุกชีวิตร่วมกัน
และคือการรู้จักตนเองผ่านทางผู้อื่น
📍การสำนึกรู้คุณเป็นความรักที่ขยายออก
ถูกต้องแล้วที่พวกเราอ่อนน้อมให้ความเคารพนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
"ครูที่ดีที่สุดของมนุษย์คือพระเจ้าแท้ภายในจิตวิญญาณของตนเอง เมื่อค้นพบแล้วเราคือเทพนั้นที่เราบูชา"
📍เพราะพระเจ้ารักมนุษย์ เราเชื่อว่าพระองค์คือสิ่งใดพระองค์ก็เป็นให้ตามที่เราเชื่อ
จนกว่าที่เราจะบรรลุถึงพระองค์ในตนเอง การมีเพื่อนผู้ทรงปัญญาย่อมเป็นสิ่งประเสริฐ
เพื่อให้ทุกชีวิตไม่พลาดไปจากเป้าหมายที่วางแผนไว้
พวกเขาจะมาคอยนำทางให้พวกเราอยู่ใกล้ๆ เป็นเสียงกระซิบของคุณงามความดี ความรัก ความเมตตาอารีย์ การอภัย และการแบ่งปัน
จงคอยฟังเสียงนี้จากส่วนลึกของหัวใจ ในความฝัน และในความเงียบสงัด
จงขอบคุณต่อทุกการโอบกอดอันมีพลังลึกลับสำหรับการปลอบประโลมใจในยามทุกข์
มนุษย์มิได้โดดเดี่ยวลำพัง เราทุกผู้ล้วนมีผู้ดูแลที่มองไม่เห็น
หากจะศรัทธาสิ่งใดก็จงศรัทธาด้วยความรักยิ่งเถิด
เพราะความรักคือสิ่งที่ประสานรวมทุกตัวตนในหลากหลายมิติเข้าไว้ด้วยกัน
และนั่นคือความงดงามที่ซุ่มซ่อนอยู่เบื้องหลังมายา.
7 ถูกใจ
2 แชร์
402 รับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...