25 ส.ค. 2022 เวลา 02:00 • กีฬา
" ทีมต่างชาติแห่งพรีเมียร์ลีก "
เมื่อวันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม วูล์ฟแฮมป์ตัน จัดนักเตะโปรตุเกส ลงสนามเป็นตัวจริงถึง 7 คนในการไปเยือน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์
นี่ยังไม่นับรวมกุนซือ บรูโน่ ลาช ที่ก็เป็นชาวโปตุเกสเช่นกัน
มันเป็นสถิติสูงสุด ของนักเตะจาก 1 ชาติ ไม่นับแข้งอังกฤษและสหราชอาณาจักร ที่ลงเป็น 11 คนแรกในพรีเมียร์ ลีก
เจ้าของสถิติเดิมก็เป็นวูล์ฟส์ นี่แหละ พวกเขาเคยทำมาแล้วก่อนหน้านี้ ด้วยจำนวน 7 คน เป็นนักเตะโปรตุเกสล้วนๆ
นับวัน วูล์ฟส์ ยิ่งโดนแซวว่าเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสแห่งอังกฤษเข้าไปทุกทีๆ
สมัยนี้การมีนักเตะต่างชาติเต็มทีม ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปแล้ว ทีมใหญ่ๆ มักมีสัดส่วนนักเตะอังกฤษ นักเตะท้องถิ่นเป็นรองพวกแข้งต่างชาติด้วยซ้ำ
ต่างชาติในที่นี้คือพวกที่มาจากนอกสหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์
2
อังกฤษถูก EU บีบด้วยเรื่องกฎหมายแรงงาน ให้สมาคมฟุตบอลอังกฤษ และฟุตบอลลีก เปิดให้ผู้เล่นต่างชาติมาทำมาหากินในอังกฤษได้ ตั้งแต่ปี 1978
เรียกว่าเป็นยุคเปิดประตูสู่การมีแข้งต่างชาติในลีกอังกฤษ ซึ่งตอนแรกๆ ก็มีจำนวนน้อย เพียงไม่กี่ราย
แต่วันเวลาผ่านไป จำนวนนักเตะต่างชาติก็ทะยอยกันเข้ามาเล่นในอังกฤษมากขึ้น โดยเฉพาะหลังปี 1992 ที่ลีกสูงสุดรีแบรนด์เป็น "พรีเมียร์ ลีก"
ทีมใหญ่ ทีมเล็ก ต่างมีแข้งนอกไว้ประดับในทีม แต่สัดส่วนก็ยังถือว่าเป็นรองนักเตะท้องถิ่นอยู่มาก มีแค่ทีมละไม่กี่คน บางทีมมีคนเดียวด้วยซ้ำ
จุดเปลี่ยนสำคัญ ต้องถือว่าคือการเข้ามาของ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่มาพร้อมไอเดียใหม่หมด
เวนเกอร์ คือผู้เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลอังกฤษอย่างแท้จริง
เขาไม่ใช่กุนซือต่างชาติคนแรกของพรีเมียร์ ลีก ก็จริง เพราะเคยมี ออสซี่ อาร์ดิเลส มาก่อนแล้ว แต่ เวนเกอร์ นำเอาเรื่องวินัยและโภชนาการมาใช้เต็มที่
นำเอาวิธีการเล่นฟุตบอลแบบใหม่เข้ามา ที่สำคัญ มุมมองของนักเตะเปลี่ยนไปหมด เขาไม่แคร์ว่าจะเป็นนักเตะอังกฤษ นักเตะดังหรือไม่ดัง ขอเพียงเช็กฟอร์มแล้วเข้าตา ราคาไม่แพง เวนเกอร์ ก็พร้อมคว้ามาร่วมทีม
เวนเกอร์ เป็นคนแรกๆ ที่บอกว่า นักเตะอังกฤษค่าตัวแพงเกินจริง แพงเกินฝีเท้า แม้ว่าเขาพร้อมให้โอกาสเด็กอังกฤษ แต่หลายครั้ง ทางเลือกอย่างการไปหานักเตะในฝรั่งเศส มันถูกสตางค์กว่า แถมฝีเท้าดีกว่าด้วย
ช่วงที่เวนเกอร์ เข้ามา เลยตามมาด้วยพาเหรดของนักเตะต่างชาติเป็นว่าเล่น
อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งทีมที่ "ขึ้นชื่อ" เรื่องมีแข้งต่างชาติ นั่นก็คือเชลซี
กลางยุค 90s เชลซี ยังไม่มีดีพอจะมาลุ้นแชมป์ลีกแบบเต็มตัว พวกเขาเป็นทีมที่เก่งบอลถ้วย แต่จุดเด่นคือ มักเสาะหานักเตะต่างชาติเอามาไว้ในทีม
พวกสตาร์ดังๆ แม้จะอายุเริ่มเยอะ เชลซี ก็จะเซ็นเข้ามาด้วยค่าจ้างแพงๆ เป็นแนวทางของพวกเขาในยุคนั้นจริงๆ
2 คนที่กลายมาเป็นหน้าฉากของเชลซีตอนนั้นคือ รุด กุลลิท และ จานลูก้า วิอัลลี่ เพราะภายหลัง ทั้งคู่ก็ได้เลื่อนขั้นมาคุมทีมเองด้วย
นั่นยิ่งทำให้เชลซี ซื้อนักเตะต่างชาติมาร่วมทีมมากยิ่งขึ้น จนกระทั่ง ปรากฏการณ์สำคัญเกิดขึ้นในปี 1999
26 ธันวาคม 1999 ภายใต้การคุมทีมของ จานลูก้า วิอัลลี่ เชลซี ได้กลายเป็นทีมแรก ที่ส่ง 11 นักเตะตัวจริงเป็นต่างชาติทั้งหมด!
ตอนนั้นพวกเขามี คริส ซัตตัน, แกรม เลอ โซ และ เดนิส ไวส์ กัปตันทีมที่เป็นแข้งอังกฤษ แข้งท้องถิ่น แต่ว่าดันเจ็บ ไม่ฟิต พร้อมๆ กัน
ในการไปเยือน เดอะ เดลล์ ของเซาธ์แฮมป์ตัน ในวันบ็อกซิ่ง เดย์ เกมนั้น วิอัลลี่ ส่ง 11 ตัวจริงเป็นดังนี้
เอ็ด เดอ ฮุย - ฮอลแลนด์
อัลเบิร์ต เฟร์เรร์ - สเปน
ฟร้องค์ เลอ เบิฟ - ฝรั่งเศส
แดน เปเตรสคู - โรมาเนีย
เอเมอร์สัน โธม - บราซิล
เซเลสติน บาบายาโร่ - ไนจีเรีย
กาบริเอเล่ อัมโบรเซ็ตติ - อิตาลี
ดิดิเย่ร์ เดช็องส์ - ฝรั่งเศส
โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ - อิตาลี
กุสตาโว่ โปเยต์ - อุรุกวัย
ทอเร่ อันเดร โฟล - นอร์เวย์
แต่ในขุมกำลังสำรองที่นั่งอยู่ข้างสนาม ยังมีนักเตะอังกฤษอยู่ด้วย และได้เปลี่ยนลงสนามไปในช่วงท้ายเกมด้วย นั่นคือ จอน ฮาร์ลี่ย์ แบ็กซ้าย และ โจดี้ มอร์ริส มิดฟิลด์
เกมนั้น เชลซี บุกไปชนะ 2-1 จากการทำคนเดียว 2 ประตูของ ทอเร่ อันเดร โฟล
สื่ออังกฤษพากันพาดหัว ตื่นตระหนกกับการจัดทีมหนนี้ของเชลซี ที่ไม่มีนักเตะอังกฤษลงเล่นตัวจริงเลย
ช่วงนั้นมักมีการพูดถึงเรื่องนักเตะโฮมโกรว์นกันแล้ว ผลงานของทีมชาติไม่ดี ก็มักถกเถียงกันเรื่องผู้เล่นต่างชาติที่เข้ามาเบียดบังโอกาสของนักเตะท้องถิ่นหรือไม่?
ระหว่างนั้น นักเตะต่างชาติก็ยังพาเหรดกันเข้ามาหากินในอังกฤษเรื่อยๆ ลีกเริ่มโตขึ้น รายได้ดีขึ้น ตอนนี้ไม่ใช่แค่พวกตัวโนเนม หรือเกรดรองๆ อีกแล้ว พวกนักเตะสตาร์ ก็สนใจในลีกอังกฤษ
อาร์เซน่อล ของ อาร์แซน เวนเกอร์ ก็ดำเนินนโยบายเดิม คือเน้นต่างชาติราคาถูกเป็นหลัก ขอให้ฝีเท้าดีเป็นพอ
ในที่สุด อาร์เซน่อล ก็ทำเกินเชลซีไป 1 ก้าว ในวันวาเลนไทน์ปี 2005
14 กุมภาพันธ์ 2005 อาร์เซน่อล เจอกับ คริสตัล พาเลซ หนนี้ เวนเกอร์ ไม่เพียงส่ง 11 นักเตะต่างชาติลงตัวจริง แต่บนม้านั่งสำรอง 5 คน ก็ไม่มีนักเตะอังกฤษ หรือนักเตะสหราชอาณาจักรเลยแม้แต่คนเดียว
เป็นทีมต่างชาติล้วนๆ อาร์เซน่อล คือ Expatriate Club หรือสโมสรของชาวต่างชาติที่มาทำงานในอังกฤษโดยแท้จริงสมบูรณ์แบบ
11 ตัวจริงของ อาร์เซน่อล เกมนี้ประกอบด้วย
เยนส์ เลห์มันน์ - เยอรมัน
กาแอล กลิชี่ - ฝรั่งเศส
ปาสกาล ซีก็อง - ฝรั่งเศส
โลร็อง เอตาเม่ - แคเมอรูน
โคโล ตูเร่ - ไอวอรี่ โคสต์
เอดู - บราซิล
โรแบร์ ปีแรส - ฝรั่งเศส
ปาทริค วิเอร่า - ฝรั่งเศส
เดนนิส เบิร์กแคมป์
เธียร์รี่ อองรี - ฝรั่งเศส
โฆเซ่ เรเยส - สเปน
ส่วนตัวสำรอง 5 ราย มีดังนี้
มานูเอล อัลมูเนีย - สเปน
ฟิลิปป์ เซนเดอรอส - สวิตเซอร์แลนด์
มาติเยอ ฟลามินี่ - ฝรั่งเศส
โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ - ฮอลแลนด์
เชส ฟาเบรกาส - สเปน
เมื่อถึงตอนนั้น ปี 2005 ไม่มีใครแคร์อะไรอีกเท่าไหร่แล้วกับการมีพวกต่างชาติมาเล่นในทีมเดียวเยอะขนาดนี้
นักเตะอังกฤษโดยเฉลี่ย ไม่นับพวกตัวดัง ตัวที่อยู่กับทีมใหญ่ๆ มักโดนมองว่าฝีเท้าไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ
แม้ในปัจจุบันทีมในพรีเมียร์ ลีก จะยังมีดาวดังต่างชาติเดินทางเข้ามาหากินมากมายเหมือนเดิม และเกรดดีขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
ในทางตรงกันข้าม นักเตะอังกฤษเองกลับถูกมองว่าพัฒนาขึ้น มองรายตัว ฝีเท้าดีขึ้นกว่าเดิม หลายคนไปดัง ไปเล่นในลีกต่างชาติได้สบายๆ
ภาพที่คนมองนักเตะอังกฤษในพรีเมียร์ ลีก เวลานี้ ต่างไปจากยุคก่อนพอสมควร แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิม และยืนยันคำพูดของ อาร์แซน เวนเกอร์ ได้เป็นอย่างดี
นั่นก็คือ นักเตะอังกฤษ ยังมีค่าตัวที่แพงกว่าที่ควรจะเป็นอยู่ไม่น้อยทีเดียวเมื่อเทียบกับแข้งต่างชาติในเกรดเดียวกัน!
.
ทุกท่านสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ ..
.
และเพิ่มเพื่อนไลน์แอด "เพื่อเด้งเตือน" ให้คุณได้อ่านก่อนใคร กดที่ลิงค์นี้ครับ
ขอบคุณครับ
1
โฆษณา