30 ส.ค. 2022 เวลา 09:35 • กีฬา
ลูก้า โมดริชกับเกมเปลี่ยนชีวิต
ลูก้า โมดริช เล่นให้เรอัล มาดริดมานานกว่าสิบปีแล้ว และจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดในโลก และช่วยให้ “ราชันชุดขาว” ได้แชมป์ยูฟา แชมเปียนส์ลีก 5 สมัย แชมป์ลา ลีกา 3 สมัย
และคว้ารางวัลบัลลงดอร์ในปี 2018 โดยเอาชนะได้ทั้งลิโอเนล เมสซี และ คริสเตียโน โรนัลโด้
หากแต่มองย้อนกลับไปเส้นทางความสำเร็จกับเรอัล มาดริดของเขานั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
มิดฟิลด์ร่างเล็กผู้มีความสูงเพียง 172 ซ.ม. โด่งดังขึ้นมาตอนที่ย้ายจากดินาโม ซาเกร็บในถิ่นเกิดมาอยู่กับสเปอร์ส โดยผ่านการลงเล่นให้ “ไก่เดือยทอง” ทั้งหมด 160 นัด ยิงได้ 17 ประตูกับ 26 แอสซิสต์ ก่อนจะย้ายมาอยู่กับเรอัล มาดริด เมื่อ 27 ส.ค.2012 ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์
แต่การย้ายมาเล่นในสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปไม่ใช่เรื่องง่าย แฟนบอล “ชุดขาว” ก็ไม่ค่อยศรัทธาในตัวเขา ไม่เชื่อว่ากองกลางชาวโครแอตที่มีรูปร่างเล็กกระจ้อยร่อยจะสามารถมาเป็นจอมทัพคนใหม่ของทีมได้ และในตอนนั้นทีมก็คับคั่งไปด้วยซูเปอร์สตาร์มากมาย
ใน 25 นัดแรกของเขาในการลงสนามปรากฏว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นตัวสำรองที่ถูกเปลี่ยนตัวลงไปเล่น
ก่อนหน้าการย้ายมาร่วมทีม โชเซ มูรินโญ พาเรอัล มาดริดคว้าแชมป์ลา ลีกา มาครองด้วยการยิงได้ทั้งหมดถึง 121 ประตู และไม่แปลกที่ไม่มีที่ว่างในตำแหน่งตัวจริงสำหรับเขา
ซึ่งเกมที่รอคอยของโมดริชมาถึงจนได้ นั่นก็คือเกมยูฟา แชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่สองที่พบกับแมนฯยูไนเต็ดที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อ 5 มี.ค.2013 หลังจากนัดแรกที่เบอร์นาบิว เสมอกันมา 1-1
สถานการณ์เป็นใจให้กับ “ผีแดง” เมื่อเซร์คิโอ รามอส สกัดบอลเข้าประตูตัวเองในนาทีที่ 48
แต่จุดเปลี่ยนของเกมเกิดขึ้นในนาทีที่ 56 เมื่อหลุยส์ นานี โดนใบแดงไล่ออกในจังหวะฟาว์ลใส่อัลวาโร อาร์เบลัว และผู้ตัดสินควักใบแดงไล่ปีกชาวโปรตุเกสออกจากสนาม ท่ามกลางความไม่พอใจของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันและนักเตะในทีมแมนฯยูทุกคนที่ไม่อยากจะเชื่อว่าจังหวะฟาว์ลดังกล่าวจะรุนแรงถึงใบแดงได้
แต่อย่างไรก็ไม่อาจท้วงการตัดสินได้
เมื่อได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่น มูรินโญคิดว่าโอกาสของพวกเขามาถึงแล้ว และเลือกที่จะส่งผู้เล่นในแนวรุกลงสนาม แต่แม้จะมี คาริม เบนเซมา เป็นตัวเลือก แต่กุนซือชาวโปรตุเกสกลับให้โอกาสโมดริชแทน
และกลายเป็นตัดสินใจที่ถูกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการเป็นกุนซือของมูรินโญ่
โมดริชมีการเคลื่อนไหวที่วูบวาบ พาตัวเองไปกับบอลได้ดี และเคลื่อนที่ไปใกล้กรอบเขตโทษของทีมเจ้าถิ่นเรื่อยๆ และเป็นคนทำประตูให้ “ชุดขาว” ตีเสมอสำเร็จในนาทีที่ 66
จังหวะนั้นเขาได้บอลนอกกรอบเขตโทษพาบอลหลบไมเคิล คาร์ริก ไปได้ ก่อนจะยิงบอลระยะ 25 หลาบอลข้ามหัวปาทริซ เอฟรา บอลกระแทกชนเสาก่อนไหลเข้าประตูไป
และอีก 3 นาทีต่อมา คริสเตียโน โรนัลโด้ ยิงประตูชัยให้เรอัล มาดริด เอาชนะ แมนฯยู 2-1 รวมสองนัดเอาชนะด้วยประตูรวม 3-2 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย
หลังจากฤดูกาลนั้น มิคาเอล เอสเซียง ย้ายกลับไปอยู่เชลซี ส่วนอลอนโซ ก็ถูกปล่อยตัวออกจากทีมในปี 2014 ในขณะที่ซามี เคดิรา ก็ย้ายออกจากทีมหนึ่งปีหลังจากนั้น
แต่ลูก้า โมดริชยังอยู่กับทีมอยู่จนถึงปัจจุบัน เป็นจอมทัพของ “ราชันชุดขาว” และเพิ่งช่วยให้เรอัล มาดริดกวาดทั้งแชมป์ลา ลีกาและยูฟา แชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมา
จะบอกว่าเกมเดียวเปลี่ยนชีวิตของเขาก็ว่าได้
โฆษณา