8 ก.ย. 2022 เวลา 14:03 • ท่องเที่ยว
ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร .. ปราจีนบุรี
เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เป็นบุตรคนโตของเจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ (เยีย อภัยวงศ์) กับท่านผู้หญิงทับทิม เกิดที่เมืองพระตะบอง ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๐๔
ท่านผู้หญิงทับทิมนั้น ท่านเป็นพวกบุนนาค เป็นบุตรเจ้าพระยามหาเสนา (น้อย) ลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าพระยามหาเสนา (บุนนาค) ต้นสกุลบุนนาค ... เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกก็หนีพม่าไปอยู่กัมพูชา และมีธิดาคนหนึ่งคือทับทิม ซึ่งต่อมาคือท่านผู้หญิงของเจ้าพระยาอภัยฯ
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ ๕ ... จึงนับญาติกับเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ว่าเป็นคนในตระกูลบุนนาคเช่นเดียวกันท่าน
ในวัยเยาว์ ท่านเจ้าคุณบิดาได้นำบุตรชายคนโตเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว .. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศึกษาราชการในสำนักสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ จนได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นข้าราชการกรมมหาดเล็ก มีบรรดาศักดิ์เป็นนายรองเล่ห์อาวุธ รองหุ้มแพรมหาดเล็ก ... ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระอภัยพิทักษ์ ออกไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยราชการเจ้าเมืองพระตะบองอยู่กับเจ้าคุณบิดา
ครั้นเจ้าพระยาคทาธรฯ (เยีย) ผู้บิดา ถึงแก่อสัญกรรม พระอภัยพิทักษ์ (ชุ่ม) ก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาคทาธรธรณินทร์ ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง สืบแทน
ภาพจาก internet
ผู้หลักผู้ใหญ่ในราชสำนักสมัยนั้น... ยกย่องพระยาคทาธรฯ เป็นอันมากว่ามีกิริยามารยาทงาม รอบรู้ราชการ คุ้นเคยกับพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางมากราย ... ที่สำคัญคือมีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เป็นที่สุด
ความจงรักภักดีของท่าน เห็นได้จากเมื่อมีพระบรมราโชบายรวมศูนย์ คือจัดวิธีการปกครองหัวเมืองเขมรเสียใหม่ โดยรวมเมืองพระตะบองและเมืองใกล้เคียงที่เคยขึ้นต่อไทย จัดตั้งเป็น "มณฑลเขมร" ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "มณฑลตะวันออก" และ "มณฑลบูรพา" ในที่สุด ให้มีสมุหเทศาภิบาลปกครอง มีเมืองศรีโสภณเป็นศูนย์กลาง ซึ่งนับเป็นการทอนอำนาจเจ้าเมืองพระตะบองโดยตรง ... แต่พระยาคทาธรฯ ก็สนองพระบรมราโชบายนี้เต็มที่ ไม่มีทีท่ากระด้างกระเดื่องแต่อย่างใด
ขณะนั้นเมืองพระตะบองเป็นเหมือนเมืองหน้าด่านกันชนระหว่างไทยกับเขมรซึ่งตกเป็นของฝรั่งเศส ... พระยาคทาธรฯ จึงต้องระวังตัวมาก ถ้าไปมีท่าทีประจบประแจงฝรั่งเศส ทางไทยก็จะระแวง ... ครั้นถ้าไปก้าวร้าวอวดดี ฝรั่งเศสก็จะหาว่ารุกราน ... แต่พระยาคทาธรฯ ก็รักษาตัวได้อย่างดี ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายฝรั่งเศสก็ไม่ได้รู้สึกขัดเคืองแต่อย่างใด
เมื่อพระยาคทาธรฯ เป็นผู้สำเร็จฯ เมืองพระตะบอง ก็เลยเรียกได้ว่าท่านตกอยู่ในวงล้อมของฝรั่งเศส แถมยังมีสมุหเทศาภิบาลที่เมืองศรีโสภณกำกับอยู่อีกชั้นหนึ่ง
แต่ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๖ พระยาศักดาภิเดชวรฤทธิ์ (ดั่น) สมุหเทศาภิบาลมณฑลเขมรถึงแก่อนิจกรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเป็นทั้งสมุหเทศาฯ มณฑลบูรพา ควบกับผู้สำเร็จฯ เมืองพระตะบองทั้งสองตำแหน่ง
ในศกที่ท่านได้รับหน้าที่ควบสองตำแหน่งนั้นเอง ... ฝรั่งเศสก็หาเรื่องเข้ามารุกรานถึงเขตไทย ยึดเมืองจันทบุรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเจรจาแลกเปลี่ยนดินแดนคืน โดยยกฝั่งขวาแม่น้ำโขง ได้แก่เมืองมโนไพร และจำปาศักดิ์ ให้ฝรั่งเศสไป
1
แต่ฝรั่งเศสยังใช้เล่ห์เหลี่ยม พอรับเอาดินแดนแลกเปลี่ยนคืนนั้นแล้ว ก็หันไปยึดเมืองตราดและเกาะต่างๆ จนถึงเกาะกูด ต่อเป็นของแถม ในที่สุดไทยจึงต้องทำสัญญาอีกครั้งเมื่อปี ๒๔๔๙ ยกมณฑลบูรพา ซึ่งมีเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ซึ่งเคยขึ้นต่อไทยมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ให้ฝรั่งเศสไป เพื่อและเมืองตราดและเกาะต่างๆ กลับคืนมา
1
ระหว่างที่ไทยมีปัญหาพิพาทอยู่กับฝรั่งเศส พระยาคทาทรฯ ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า
"บิดาและปู่ได้เป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทมาหลายชั่วชั้นบรรพบุรุษแล้ว ไม่ปรารถนาจะย้ายไปเป็นข้ากรุงกัมพูชา ถ้าพระราชทานเมืองพระตะบอง เสียมราฐ ไปเป็นของกรุงกัมพูชาเมื่อใด ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต อพยพครอบครัวบุตรหลาน และภูมิลำเนา เข้ามารับราชการสนองพระเดชพระคุณอยู่ในกรุงเทพฯ"
1
ว่ากันว่า... พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซาบซึ้งในน้ำใจจงรักภักดีของพระยาคทาธรธรณินทร์ (ชุ่ม) เป็นอย่างมาก เพราะจริงๆ แล้วถ้าเจ้าคุณคทาธรฯ จะอยู่เมืองพระตะบองต่อไป ฝ่ายฝรั่งเศสก็คงยินดีชุบเลี้ยง เพราะท่านมีวาสนาบารมีมาก
1
ภาพจาก internet
ครั้นถึงคราวที่ไทยทำสัญญายกดินแดนมณฑลบูรพาให้ฝรั่งเศส ... พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงทรงตั้งเงื่อนไขว่าให้ฝรั่งเศสชดใช้เงินค่าขนย้ายสัมภาระสำมะโนครัวให้แก่พระยาคทาธรฯ เป็นจำนวนถึงปีละแสนเหรียญ ทุกปีจนตลอดชีวิต และให้ยอมให้พระยาคทาธรฯ ย้ายครอบครัวและสมบัติเข้ากรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกตามประสงค์ทุกประการ พระยาคทาธรฯ จึงได้เริ่มอพยพครอบครัวเข้าเมืองไทยผ่านทางปราจีนบุรี
ภาพจาก internet
เล่าลือกันว่าการลำเลียงทรัพย์สินครั้งนั้นยิ่งใหญ่เป็นกองคาราวานมโหฬารมาก เพราะจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เพียงย้ายบ้านเท่านั้น แต่เปรียบได้กับการย้ายเมืองที่เคยตั้งมั่นมานับร้อยปี
นายควง อภัยวงศ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นบุตรคนหนึ่งของท่านเจ้าคุณฯ ได้เคยเล่าไว้ว่า
"เมื่อเราย้ายครอบครัวมา ผมอายุ ๔ ขวบ ก็จำอะไรไม่ค่อยได้นอกจากซน ขี่ช้างบ้าง ขี่ม้าบ้าง ถ้าท่านอยากรู้ว่าเขามากันยังไง โปรดอ่านดูหนังสือตาไซฟาเดน (Seiden-faden) เวลานั้นมียศเป็นนายร้อยตำรวจเอก ซึ่งมีหน้าที่ไปรับ และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อย่างล้นพ้น ให้เกณฑ์คนเกณฑ์เกวียนไปรับ นอกจากเราจะบรรทุกเอามาจากทางโน้นแล้ว ยังมีพลเมืองเขมรที่ติดตามมาอีกมาก เราเดินทางรอนแรมมาตามป่า ไม่มีถนนอย่างเวลานี้ เป็นเวลาแรมเดือนกว่าจะมาถึงปราจีนบุรี"
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงคำนึงถึงความจงรักภักดีของพระยาคทาธรธรณินทร์ (ชุ่ม) ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองและสมุหเทศาภิบาลมณฑลบูรพา คนสุดท้าย ในวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๔๕๐ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น
"เจ้าพระยาอภัยภูเบศร บรมนเรศร์สวามิภักดิ์ สมบูรณ์ศักดิ์สกุลพันธ์ ยุตธรรม์สุรภาพอัธยาศรัย อภัยพิริยบรากรมพาหุ" .. มีตำแหน่งในราชการกระทรวงมหาดไทย ถือศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ เช่นเดียวกับเจ้าพระยาทั้งหลาย และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้า ประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรพรรดิมาลา
เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) ได้ปลูกตึกหลังใหญ่อยู่ที่ยศเส ซึ่งบัดนี้คือบริเวณกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นที่พำนักในกรุงเทพมหานคร
1
ต่อมา ... ท่านได้กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองปราจีนบุรีอีกแห่งหนึ่ง เพราะท่านนิยมไพร ชอบผจญภัย เที่ยวป่าล่าสัตว์ การอยู่ในกรุง ไม่ใคร่จะต้องอัธยาศัยท่านเจ้าพระยาฯ นัก ... เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงไปสร้างบ้านเรือนอยู่ปราจีนบุรีแต่นั้นมา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงทราบว่าเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ชอบเที่ยวป่า ... ในปีหนึ่ง จึงมีพระราชประสงค์จะเสด็จประพาสเมืองปราจีนบุรี ท่านเจ้าพระยาฯ ก็ตื่นเต้นยินดีมาก จัดเตรียมช้างม้าพาหนะทุกอย่าง และตัวท่านเองก็ขึ้นขี่คอช้างเป็นควาญ คอยนำเสด็จประพาสทั่วดงศรีมหาโพธิ์ เป็นที่ทรงสำราญพระราชหฤทัยอย่างมาก
ดังที่มีพระราชหัตถเลขาพระราชทานแก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ถึงสองฉบับ ใจความเกี่ยวกับเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีดังนี้
"เวลาบ่าย ได้ลงเรือแจวขึ้นไปบ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปประมาณสัก ๑๕ มินิต ที่เขาได้เลือกดีในแถบนี้ แลเห็นเขาดูเหมือนอยู่ใกล้ แต่ระยะทาง ๓ เส้นเศษ"
"รุ่งขึ้นวันที่ ๑๘ ขึ้นช้างพังหลังดีของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อยู่ข้างจะย่อม เดินไม่เต็มฝีย่าง หลังเรียบดี ชื่อ กปุม ลองทายดูถีว่าจะแปลว่ากระไร พอพ่อได้ยินก็เข้าใจ แต่เพื่อจะให้รู้แน่จึงถามคำแปล ก็ได้ความว่าดอกไม้ตูม คือคำที่เราใช้ว่ากระพุม หรือกรรพุม ยอกรกรรพุม ก็คือทำอุ้งมือเป็นตูม เป็นภาษาที่ใช้ในคำไทย...
... เจ้าพระยาอภัยภูเบศรทำกับข้าวป่าเลี้ยง คือ ไก่เผา ปลาเผา มีผัดน้ำพริก ซึ่งเป็นของจะทำได้ในป่าง่ายๆ ไม่สู้ต้องการภาชนะสำหรับหุงต้ม ทำอร่อยดีมาก เลี้ยงกันแล้วกลับลงมาท่า ได้เลี้ยงน้ำชาอย่างสูงคือขนมจีนแกงไก่อีกครั้ง แล้วจึงได้ลงเรือล่องลงมาพลับพลาเมืองปราจีน ...
... ลืมบอกว่าช้างที่ไปวันนี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศรทำคอเอง คล่องแคล่วดีมาก แต่ช้างใหญ่ๆ เขาส่งออกไปตระเตรียมที่สำหรับจะตามช้างสำคัญ... ที่เลี้ยงช้างเจ้าพระยาอภัยภูเบศรย้ายจากปราจีนไปเลี้ยงสระขุด อยู่ในนี้แกทนปรับไปกินนาเขาไม่ไหว เพราะเหตุที่ดงพระรามเดี๋ยวนี้เป็นไร่ไปเกือบทั้งดงเสียแล้ว
ต่อมา เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้ปลูกตึกหลังใหญ่ทรงยุโรปบนที่ดินของท่าน ด้วยหวังจะได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นครั้งที่สอง แต่ไม่ทันได้เสด็จประพาสอีกครั้ง ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน
เล่ากันว่าท่านเจ้าพระยาฯ เสียใจมากที่ตึกดังกล่าวไม่ได้จัดเป็นที่รับเสด็จ และท่านก็ถือเสมอว่าตึกนั้นเป็นส่วนที่สร้างเพื่อถวายแด่พระมหากษัตริย์ ท่านจะไม่ยอมเข้าพักแรมในตึกใหญ่ดังกล่าวเป็นอันขาด แต่จะพำนักอยู่ในเรือนของท่านด้านหลังตึกแทน
ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ... ตึกดังกล่าวก็ได้ใช้เป็นที่รับเสด็จสมความตั้งใจของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เสด็จประพาสเมืองปราจีนบุรี เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๕
ท่านเจ้าพระยาฯ ได้จัดตึกใหญ่นั้นเป็นที่ประทับแรมอย่างสมพระเกียรติ เมื่อเสด็จกลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ ๒ และพระราชทานยศเป็น "มหาเสวกโท" ประจำราชสำนักกระทรวงวัง นับแต่นั้นเป็นต้นมา
ครั้นพุทธศักราช ๒๔๖๐ ได้ทรงพระมหากรุณาพระราชทานนามสกุลแก่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม) และผู้สืบเชื้อยายต่อจากนั้นไปว่า "อภัยวงศ์"
มหาเสวกโท เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ป่วยด้วยโรคเบาหวานเรื้อรังอยู่หลายปี เมื่อเข้าปัจฉิมกาลแห่งชีวิต ท่านได้หันมาบำเพ็ญกุศลเป็นอันมาก เช่น บริจาคทรัพย์สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล และที่สำคัญคือได้บูรณปฏิสังขรณ์ วัดแก้วพิจิตร ที่เมืองปราจีนบุรี ทั้งวัด โดยท่านเป็นผู้อำนวยการก่อสร้างและออกแบบเอง
อุโบสถวัดแก้วพิจิตรจัดว่าเป็นศิลปะผสมผสานระหว่างไทย เขมร และยุโรปที่ท่านเจ้าพระยาฯ ประยุกต์ขึ้นอย่างงดงามวิจิตร และนับเป็นวัดประจำสกุล "อภัยวงศ์"
เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ถึงแก่อสัญกรรมที่เมืองปราจีนบุรี เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๔๖๕ สิริอายุ ๖๑ ปี
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งศพบนตึกใหญ่ที่ท่านสร้างไว้รับเสด็จ นับเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้พำนักร่างของท่านบนตึกที่สร้างขึ้นด้วยแรงแห่งความจักรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ พร้อมพระราชทานโกศและเครื่องประกอบเกียรติยศศพตามเกียรติยศเจ้าพระยาทุกประการ
ครั้นถึงอวสานแห่งการศพ ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระราชทานเพลิงศพ ณ วัดแก้วพิจิตร ตามความประสงค์ ในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านนั้น มีเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ อุตสาหะเสด็จและเดินทางมาเป็นจำนวนมาก มี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นอาทิ
บุตรธิดาของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์)"
ท่านเจ้าพระยาฯ มีบุตรธิดาหลายคน เฉพาะที่เกิดจากเอกภริยา คือคุณหญิงสอิ้ง คทาธรธรณินทร์ ซึ่งถึงแก่กรรมสมัยเจ้าพระยาฯ ท่านยังเป็นพระยาคทาทรฯ นั้นได้แก่
หม่อมเชื่อม กฤดากร ณ อยุธยา ในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร
คุณหญิงรื่น กัลยาณวัฒนวิศิษฎ์ ภริยาพระยากัลยาณวัฒนวิศิษฎ์ (เชียร กัลยาณมิตร)
พระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม อภัยวงศ์)
พระอภัยวงศ์วรเศรษฐ (ช่วง อภัยวงศ์)
บุตรคนอื่นๆ ของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่มีชื่อเสียง เช่น
นายหมิว อภัยวงศ์ สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารหลังคารูปโดมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลวงโกวิทอภัยวงศ์ หรือ นายควง อภัยวงศ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ๔ สมัย
1
นายเชียด อภัยวงศ์ สามีของหม่อมหลวงพวงร้อย สนิทวงศ์ (ท่านผู้หญิงพวงร้อย อภัยวงศ์)
"หลานเจ้าพระยาอภัยภูเบศร"
พระยาอภัยภูเบศร (เลื่อม อภัยวงศ์) บุตรคนโตของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ซึ่งได้รับพระราชทานตราจุลจอมเกล้าสืบตระกูล และเป็นผู้ได้รับพระราชทานราชทินนาม "อภัยภูเบศร" เช่นเดียวกับบิดานั้น มีภริยาคนหนึ่ง เกิดในสกุลบุนนาค ชื่อ "เล็ก" มีบุตรธิดาหลายคน คนสำคัญที่สุดชื่อติ๋ว หรือเครือแก้ว ต่อมาได้ถวายตัวเป็นข้าราชสำนักในรัชกาลที่ ๖ ได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า "สุวัทนา" และต่อมาได้ถวายตัวเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในวันที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าจอมสุวัทนา ขึ้นเป็นเจ้า มีพระนามว่า "พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี"
พระนางเจ้าสุวัทนาฯ นี้เองที่หลานท่านเจ้าพระยาฯ ที่ได้ทำหน้าที่ชุบชีวิตตึกใหญ่ทรงยุโรปและนาม "เจ้าพระยาอภัยภูเบศร" ให้มีเชื่อเสียงโด่งดังขึ้นอีกครั้ง
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าจอมสุวัทนา พระอภัยวงศ์วรเศรษฐ (ช่วง อภัยวงศ์) ผู้รับมรดกบ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ปราจีนบุรี จึงได้ขอพระราชทานน้อมเกล้าฯ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในจังหวัดปราจีนบุรีแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เป็นของทูลพระขวัญ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ก็ทรงพระมหากรุณาพระราชทานเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าจอมสุวัทนา
1
อย่างไรก็ดี พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ก็ไม่ได้ทรงนำไปใช้สอยเป็นประโยชน์ส่วนพระองค์ หากแต่ทรงพระกรุณาประทานตึกและที่ดินรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในบริเวณที่ดินอันเป็นสมบัติของเจ้าพระยาอภัยภูเบศรทั้งหมด ให้แก่ทางราชการมณฑลทหารบกที่ ๒ เพื่อให้ปรับเป็นสถานพยาบาลสำหรับทหารและประชาชนในละแวกใกล้เคียง
ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้เลือกหาที่ดินสำหรบสร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัด กระทรวงกลาโหมจึงมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่กระทรวงมหาดไทย และได้ปรับปรุงต่อเติมเป็นโรงพยาบาล แล้วเสร็จ เปิดให้บริการแก่ผู้ป่วยทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๔
เมื่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เสด็จจากประเทศอังกฤษ นิวัตประเทศไทยเป็นการถาวรแล้วเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๒ ได้ทรงพระกรุณาเอาพระทัยใส่อุปการะกิจการของโรงพยาบาลนี้เป็นอย่างยิ่ง เมื่อทางราชการกราบทูลขอประทานนามโรงพยาบาล ก็โปรดประทานนามว่า "โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร" เพื่อเป็นเกียรติแก่พระบรรพบุรุษ
ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ พร้อมด้วยพระนางเจ้าสุวัทนาฯ เสด็จไปทรงเปิดป้ายนามโรงพยาบาลด้วยพระองค์เอง และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ก็ทรงรับโรงพยาบาลไว้ในพระอุปถัมภ์
ฉะนั้น โรงพยาบาลประจำจังหวัดปราจีนบุรี จึงมีนามว่า "โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี" เป็นเกียรติยศพิเศษต่างจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วไป
ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ได้เสด็จไปทรงเยี่ยมกิจการหลายครั้ง และทรงพระกรุณาพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์บำรุงโรงพยาบาลอยู่เนืองๆ
ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรอยู่ภายในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ตึกหลังนี้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร(ชุ่ม อภัยวงศ์) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2452 โดยให้บริษัทโฮวาร์ด เออร์สกิน เป็นผู้ออกแบบก่อสร้าง เพื่อถวายเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นตึกสองชั้นแบบยุโรป สมัยเรอเนสซองส์ มีมุขด้านหน้า ตรงกลางเป็นโดม
ผนังด้านนอกเป็นปูนปั้นลายพรรณพฤกษาประดับซุ้มประตูและหน้าต่าง ..
หน้าบันประดับปูนปั้นรูปต้นไม้ในกระถาง บนหลังคาตึกมีเครื่องวัดทิศทางลมทำจากโลหะที่ยอดสุดหล่อเป็นรูปไก่
การประดับและตกแต่งด้านในอาคาร .. หรู ดูคลาสสิก
ทางเดินขึ้นชั้นบน โถงทางเดิน แบะกระเบื้องปูพื้นลวดลายสวยงาม
กุญแจประตู และบานหน้าต่างที่ทำเป็นบานกระทุ้ง น่าสนใจมาก
ห้องหนึ่งที่ขั้นบน
เดิมตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเดิม เป็นตึกอำนวยการ ได้มีการดัดแปลงทำชั้นล่างเป็นห้องตรวจโรค ห้องจำหน่ายยา และห้องผ่าตัด ชั้นบนทำหน้าที่รับคนไขัหญิง โดยมีเรือนคนไข้ชายแยกต่างหาก มีเตียงรับคนไข้ 50 เตียง มีโรงประกอบอาหาร คนไข้ โรงซักฟอก ที่เก็บศพ เรือนพักคนงาน บ้านนายแพทย์ อย่างละ 1 หลัง บ้านพักพยาบาลอีก 3 หลัง
การเข้าถึงโรงพยาบาล เข้าได้ทางเรือเพียงอย่างเดียว จนมีการสร้างถนนขึ้นในปี พ.ศ. 2486 จนถึงปี พ.ศ. 2512 ตึกอำนวยการในปัจจุบันได้ก่อสร้างเสร็จ ส่วนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรในการประชุมสัมมนาในบางกรณี
ในปี พ.ศ. 2533 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโบราณสถานของชาติ ต่อมาได้มีการบูรณะตึกครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2537 โดยงบประมาณของจังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 2.5 ล้านบาท และคุณป้าจรวย ประสมสน บริจาคสมทบอีก 100,000 บาท โดยมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรขึ้น
ภายในตึกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ ปีกด้านหนึ่งจัดเป็นส่วนนิทรรศการประวัติของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
พระประวัติพระอุปถัมภิกาของโรงพยาบาล คือ พระนางเจ้าสุวัทนาฯ ในฐานะที่ทรงเป็นหลานปู่ของท่านเจ้าพระยาฯ และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ในฐานะที่ทรงเป็นเหลนของท่านเจ้าพระยา รวมถึงประวัติโรงพยาบาล
อีกปีกหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร .. รวบรวมอนุรักษ์ตำราไทย สมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านของจังหวัดปราจีนบุรี
อีกทั้งยังเป็นแหล่งการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร และการแพทย์ของท้องถิ่น
มุมหนึ่งภายในตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ชั้นบน
อีกมุมหนึ่งของการจัดแสดงภูมิปัญญาทางการสาธารณสุข และการแพทย์แผนไทยในสมัยโบราณ
อุปกรณ์ในการบด ผสมยาแผนไทย
ชั้นล่างจัดเป็นพิพิธภัณฑ์สมุนไพร มีตู้บรรจุเครื่องยาไทยและอุปกรณ์การแพทย์แผนไทยจำนวนมาก
มุมหนึ่งของอุปกรณ์ทางการแพทย์แผนไทยในส่วนของการจัดแสดงที่ชั้นล่าง
โฆษณา