เป็นสิ่งที่ดีงามซิครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่เมื่อก่อนใช้ชีวิตด้วยคําถามมาโดยตลอด เพราะผมมีความสนใจใคร่รู้แทบในทุกๆเรื่อง ผมเชื่อว่าความรู้เท่านั้นเป็นหนทางไปสู่ปัญญา การที่จะได้มาซึ่งความรู้ นั่นก็คือเกิดจากคําถามนั่นเอง แต่เมื่อผมได้มีโอกาสได้ตามงานเขียนของท่าน กฤษณะ มูรติ หนังสือชื่อว่า อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ ทําให้ความคิดของผมเปลี่ยนไป ความรู้ทางโลกยิ่งรู้มากยิ่งบดบังปัญญาที่แท้จริง
การไม่รู้จะดีกว่ามาก แต่การไม่รู้ในที่นี้ต้องเข้าใจความหมายตามที่ท่าน กฤษณะ มูรติอธิบายด้วย ไม่ใช่ว่าไม่รู้ไม่สนใจอะไรเลย จึงจะขอแนะนำคุณเฉื่อยชา ให้ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน อาจจะอ่านยากซักนิด เพราะมันอาจจะขัดกับสามัญสำนึกของคนปรกติ แต่คําถามของคุณเฉื่อยไม่ปรกติ คําตอบจึงอาจจะอยู่ในหนังสือเล่มนี้
อิสรภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ ::
บรรยาย : J. Krishnamurti
แปล : สุวรรณา หลั่งน้ำสังข์
คัดลอกบทความโดยย่อมาจาก
“อิสรภาพที่แท้จริง” เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ
แต่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับมัน การเกิดเป็นมนุษย์
ถูกพ่วงพาไปด้วยเงื่อนไข กฎเกณฑ์ ข้อเรียกร้อง ความคาดหวังอันมากมายซึ่งเกิดจากครอบครัว คนรอบข้าง หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงาน กฤษณมูรติให้ความสำคัญกับ “อิสรภาพ” มาก เขาได้ให้แง่คิดในเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
จงลืมสิ่งที่คุณรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเอง
ลืมสิ่งที่เคยคิดไว้ทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเอง
ลองตั้งต้นใหม่อย่างผู้ที่ไม่รู้อะไรเลย
แล้วค่อย ๆ สืบค้นลงไปอย่าง “ผู้สังเกตการณ์”
โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบความรู้สึก
เมื่อตัวเราปราศจากการครอบงำจากทุกสิ่ง
ไม่ว่าจะความเป็นหญิงเป็นชาย ความเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ โง่หรือฉลาด เชื้อชาติใด นับถือศาสนาใด มีความเชื่อแบบใด เราจะมีอิสระในการเรียนรู้ รับรู้สิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็นจริง โดยไม่มีการแทรกแซงความคิดจากเราหรือผู้อื่นที่อยู่รอบตัวเรา
สภาวะเช่นนี้กฤษณมูรติเชื่อว่า จะทำให้เราได้ใช้ปัญญาอย่างเต็มเปี่ยม รับรู้ทุกสิ่งตามที่มันเป็นจริง อย่างแท้จริง โดยไม่มีความคิดใดครอบงำ
ไม่อคติหรือข้อคิดเห็น ไม่มีการตัดสินถูกผิดดีชั่วตามความเคยชินของเรา
เขาจึงเน้นย้ำอยู่เสมอว่า การเข้าถึงความจริงสูงสุดแห่งชีวิต นั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการสั่งสมข้อมูลความรู้ การจดจำคำสอน หรือแม้แต่การสร้างกฎระเบียบขึ้นมาบังคับจิตใจมนุษย์
การตื่นรู้” ไม่มีกระบวนการเหมือนการเรียนรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับเวลา ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ไม่มีการฝึกฝนใดจะนำพา “ความตื่นรู้” นี้มาให้เราได้ ไม่มีครูบาอาจารย์คนไหนจะทำให้เราบรรลุธรรมได้ แนวทางที่สอน บางทีอาจกลายเป็นกรอบกฎที่ล้อมเราไว้โดยไม่รู้ตัว
การฝึกฝนบางอย่างที่ปราศจากที่มาที่ไป และให้ทำตาม ๆ กันไป อาจทำให้ผู้ฝึกฝนตนยึดติดกับรูปแบบนั้นและเสียเวลาไปกับการฝึกฝน ที่ไม่อาจทำให้เราพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง
การรับรู้ การสัมผัส ทำให้เกิดความรู้สึก ความรู้สึกทำให้เกิดความอยาก ความอยากสร้างการยึดติด
การจะข้ามผ่านการยึดติดในอารมณ์จึงเป็นเรื่องยาก
และกฤษณมูรติมองว่ามันไม่อาจทำลายได้ด้วยการฝึกฝนตนเองอย่างเข้มงวด ไม่สามารถทำลายความหลงผิดนี้ด้วยการสวดมนต์ การนั่งสมาธินานนับชั่วโมง แต่เขาให้เราฝึกเป็นผู้สังเกต
และเฝ้ามองดูอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนเห็นอย่างชัดแจ้งว่ามันคืออะไร เมื่อเห็นอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว อารมณ์นี้จะค่อย ๆ คลายและมลายหายไปเอง
1
ความไม่รู้” ที่เรียกว่า “ความรู้” ในความหมายของกฤษณมูรติ คือ คือการไม่นำความรู้ในรูปแบบของความทรงจำ ความเคยชินหรือข้อมูลเดิม ๆ ในความคิด มาใช้ในชีวิต แต่เขาเน้นย้ำเสมอให้ “รู้ตัว” และ “มองเห็น” ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้มันเป็น ไม่ต้องเข้าไปวุ่นวาย จัดแจง พิพากษา ตัดสินดีชั่วในตัวคนอื่น แต่ให้กลับมาดูตนเอง รู้ตนเอง รู้ดีรู้ชั่วในตนเอง เห็นแล้ววางความรู้สึกที่เห็นลง ด้วยปัญญาที่มีอยู่แล้วในตัวเราทุกคน
“สมาธิ” ในความหมายของกฤษณมูรติ
จึงไม่ใช่การฝึก การนั่งหลับตา การกำหนดลมหายใจ ฯลฯ ไม่ใช่การจดจ่อและกำหนดให้สมองไม่คิด เพราะการควบคุมจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง
สมาธิจึงเป็นเพียงการรับรู้ทุก ๆ ความคิดที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง โดยไม่ต้องไปคิดว่ามันถูกหรือผิด ดูและเคลื่อนไปกับความคิดที่เกิดขึ้น ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” ไม่ใช่ “ผู้ตัดสินหรือผู้คอยจัดการ”
เมื่อเราถอยตัวเองออกมาเป็นผู้ดู ทุกสิ่งจะเริ่มสงบ ไม่วุ่นวาย ที่สุดมันจะนำไปสู่ “ความเงียบอันล้ำลึก”
ความเงียบอันเกิดจากการเข้าใจตัวเอง เข้าใจธรรมชาติและนำไปสู่ความว่างเปล่าอย่างแท้จริงในความรู้สึก
ความว่างเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องไปเสาะแสวงหา
หากแต่คือการเชื้อเชิญ การมองเห็นปัญญาที่มีอยู่แล้วในตน ไม่ต้องรอคอย ไม่ต้องปรารถนา
เหมือนสายลมที่พัดโชยชื่นท่ามกลางลมร้อน
เราเพียงเปิดหน้าต่างเอาไว้ เพื่อรับสายลมนั่น
ความรู้ตัวรู้ตนนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน
ไม่ต้องแสวงหาจากที่ใด เพราะมันมีอยู่แล้วในตัวเราเอง ขอเพียงนำสิ่งที่ไม่ใช่ปัญญาความรู้ออกไปจากจิต จิตนั้นย่อมพร้อมเสมอทุกขณะที่จะเปล่งประกายและทำงาน ตามสภาพจิตเดิมแท้ของมันเอง
635 รับชม
    Bonez
    คล้ายๆกับของพุทธศาสนาเลยหรือเปล่าครับ
    คำตอบอื่น (5)
    • แล้ว "เจ้าหนูจำไม" จะเป็นยังไงนะ
      สงสัยจัง 🤔
      124 รับชม
      • แสดงว่า หมดคำถาม แล้ว เรียกมีความเข้าใจ บรรลุเรื่องราวบนโลกนี้แล้ว ถึงคราวไม่มีคำถาม ก็ต้องไปช่วยตอบคำถามให้เพื่อนๆกันค่ะ 😃
        94 รับชม
        • - ไร้คำถาม ไม่แย่เท่า ตั้งคำถามที่ไร้ประโยชน์
          - ตั้งคำถามผิด ไม่มีวันได้เจอคำตอบที่ถูก
          - ตั้งคำถาม มิใช่เพื่อให้ได้คำตอบ แต่เพื่อให้คิด
          104 รับชม
          • คุณก็จะไรซึ่งความสงสัยในสิ่งที่คุณหลายๆสิ่งที่เป็นคำถาม
            123 รับชม
            • น่าจะไม่ดี
              เพราะคำถามนั้นสำคัญกว่าคำตอบ
              โลกคงแห้งแล้ง ไม่งดงาม
              ไม่น่าอยู่...
              122 รับชม
              • กำลังนิยมในบล็อกดิต
                ข่าวสั่นสะเทือนฟุตบอลอิตาเลียน เมื่อผู้บริหารยูเวนตุส 10 คน ประกาศลาออกยกแผง เหตุผลเพราะมองว่าตัวเองทำทีมได้สุดทางแล้ว เรื่องราวเป็นอย่างไร เราจะสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด ยูเว่ภายใต้การดูแลของพวกเขา ไม่สามารถไปไกลได้กว่านี้อีกแล้ว ดังนั้นก็ลาออกซะ แล้วให้ผู้คนหน้าใหม่ๆ ที่มีพลังมากกว่า Fresh กว่า เข้ามาแก้ปัญหาที่มี และทำงานแทนที่
                ภาวะจุดรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ มักพบในผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมองภาพไม่ชัด ภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำ
                เศรษฐกิจรัฐแคลิฟอร์เนีย จะรวยแซงประเทศเยอรมนีแล้ว รัฐแคลิฟอร์เนียมีประชากร 39.24 ล้านคน (ข้อมูลปี 2021) ในขณะที่เยอรมนี มีประชากร 83.13 ล้านคน (ข้อมูลปี 2021)
                ‘แอน จักรพงษ์’ ขายหุ้น JKN 70 ล้านหุ้น รวมมูลค่าขายกว่า 309 ล้านบาท รายงานจาก ก.ล.ต. ระบุว่า จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หรือ แอน จักรพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN ได้ดำเนินการจำหน่ายหุ้น JKN เป็นระยะเวลา 4 วันติดต่อกัน (23-28 พฤศจิกายน) รวมจำนวน 70 ล้านหุ้น ที่ราคาขายเฉลี่ย 4.10-4.74 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าขายทั้งสิ้น 309 ล้านบาท
                ดูทั้งหมด