12 ต.ค. 2022 เวลา 18:09 • ความคิดเห็น
Blog ที่ 99 (06/10/22) ฟังเนื้อหาจาก blog ที่ 98 และนำมาเขียนเรียบเรียงใหม่ (เพิ่ม/ลด/ปรับเนื้อหาได้ตามสมควร)
หลังจากที่เราได้กลับไปอ่านเรื่องราวและสิ่งที่ตัวเองเคยได้เขียนแล้วแชร์ลงใน blog มันเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าได้กลับไปทบทวนเกี่ยวกับเรื่องราวของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งถ้าถามว่าเราเป็นคนยังไงก็คงไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายยังไง มันก็ค่อนข้างยากเหมือนกันที่จะบอกว่าตัวเองเป็นคนเเบบไหน แต่เอาเป็นว่าสิ่งที่เราคิดคือเราคิดว่าเราก็เป็นคนเหมือนคนธรรมดาทั่วไปนั่นแหละในทุกช่วงเวลาของชีวิตวัย 19 ปีที่ผ่านมาก็มีทั้งสุขบ้างทุกข์บ้างปนปนกันไปตามสถานการณ์และสิ่งที่ได้พบเจอในแต่ละวัน
ซึ่งก็อย่างที่กล่าวไปว่าเราเคยผ่านช่วงเวลาที่มีความสุขและช่วงเวลาที่ยากลำบากสิ่งที่ทำให้เราคิดว่ามันทำให้เราผ่านช่วงเวลาที่ทุกข์ยากมาได้นั่นก็คือความอดทนและไม่ยอมแพ้ถึงแม้ว่าในบางครั้งเราจะท้อและเหนื่อยมากแค่ไหนก็ตามยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้เราคิดว่ามันยากลำบากมากในอดีต
โดยเหตุการณ์นั้นก็คือเหตุการณ์ในช่วงมัธยมปีที่ 6 ณ ขณะนั้นในฐานะเด็กห้องเรียนวิทย์พิเศษทางโครงการก็มีการจัดให้มีการนำเสนอผลงานวิจัย ตอนนั้นบอกเลยว่ากว่าจะคิดหัวข้อวิจัยได้ใช้เวลาเป็นหลายเดือนยิ่งพอเข้าสู่ขั้นตอนการทำงานวิจัยจริงๆบอกเลยว่าเหนื่อยและเครียดมากๆ ปัจจัยรอบด้านก็ส่งผลให้เรามีความเครียดมากเช่นกัน ขอเล่าว่าในตอนนั้นอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำวิจัย อาจารย์เป็นคนที่ค่อนข้างเนี้ยบมากตอนทำรูปเล่มวิจัยส่งไปก็ถูกตีกลับให้มาแก้หลายรอบมากๆ จนเราท้อและร้องไห้ออกมาหลายครั้ง
ตอนนั้นมันเหนื่อยมากเลยอีกทั้งเพื่อนที่อยู่ในกลุ่มวิจัยเดียวกันก็เหมือนจะไม่ค่อยช่วยอะไรมากเท่าไหร่ เราเองก็ไม่กล้าบอกเพื่อนตรงๆ ได้แต่แบกรับงานไว้คนเดียว จนเรารู้สึกว่าเราทำสิ่งนั้นอยู่คนเดียว แต่ไม่เป็นไรเราก็ถือว่ามันเป็นการฝึกความอดทนก็แล้วกันพยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ถึงแม้ว่ามันจะเหนื่อยและเครียดมากก็ตาม
แต่นั่นก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งนั้นทำให้เรามีความอดทนสูงมากขึ้นมีความแข็งแกร่ง และแข็งแรงทางด้านอารมณ์และจิตใจ อีกสิ่งหนึ่งที่ได้จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็คือมันทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสิ่งเรานั้นมันก็ส่งผลต่อการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่เป็นอีกขั้นของการเติบโตและเพื่อที่จะได้ออกไปทำงานสู่โลกภายนอก
ซึ่งเส้นทางอาชีพที่มองไว้ภายในสามถึงห้าปีก็มีทั้งอาชีพหลักที่เรามุ่งมั่นอยากจะทำมันคือการเป็นนักวิจัยในบริษัทผลิตวัคซีนส่วนแผนสำรองที่เป็นอาชีพสำรองที่เราคิดไว้ก็คืออาชีพครูสอนร้องเพลงเด็ก ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะฉีกออกจากสิ่งที่ตัวเองเรียนมาไปมากเลยก็ตาม แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำมันเช่นเดียวกัน
สุดท้ายหากเราเป็นคนที่มีความสามารถมากและผู้ประกอบการหลายๆบริษัท อยากจะรับเข้าทำงานเราก็อยากมีโอกาสได้ไปทำงานที่ต่างประเทศนั่นก็คือที่ประเทศอเมริกา โดยอาชีพก็เป็นอาชีพที่คล้ายคลึงกับอาชีพหลักที่วางแพลนไว้เลยก็คือการเป็นนักวิจัยในบริษัทยาและวัคซีน สำหรับบทความนี้เราก็หวังว่าคนที่ได้อ่านจะได้เพลิดเพลินกับสิ่งที่เราแชร์และสามารถจุดประกายความคิดดีๆขึ้นมาได้เช่นเดียวกัน
โฆษณา