[ #แค่คุณวิ่งทุกสิ่งจะดีขึ้น ]
ลูอิส สตีล ฝ่ายข้อมูลของเมล สปอร์ตเปิดเผยว่า ผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดวิ่งรวมกันเป็นระยะทาง 114.4 กิโลเมตร ในเกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดเมื่อคืนวันพุธ
นี่คือตัวเลขที่มากกว่านัดแพ้เบรนท์ฟอร์ดถึง 20 กิโลเมตรด้วยกัน เกมอัปยศนั้นวิ่งรวมกันแค่ 95.5 กิโลเมตร น้อยกว่าแข้งเจ้าบ้านถึง 13.8 กิโลเมตร
หากใครยังจำกันได้มีข่าวว่า หลังจบเกมดังกล่าว เอริก เทนฮาก สั่งลงโทษลูกทีมให้วิ่งเป็นระยะทาง 13.8 กิโลเมตร เพื่อให้ทุกคนซึมซับรับรู้ไว้ว่า หากมัวแต่ขี้เกียจสันหลังยาวแล้วจะเป็นอย่างไร
แต่เขาไม่ได้ปล่อยให้ลูกทีมวิ่งไปบ่นไป ตัวเองก็วิ่งด้วยเช่นกันเป็นระยะทางเท่ากัน เพราะทีมฟุตบอล ไม่ควรมีใครต้องรับผิดชอบคนเดียวเมื่อต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
นัดถัดมาคือแดงเดือด ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด แข้งปีศาจแดงวิ่งกันราวกับม้าคะนอง ก่อนจะบดลิเวอร์พูลสุดมันส์ 2-1
จากที่วิ่งรวมกันไม่ถึง 100 กิโล คราวนี้ตัวเลขทวีเป็น 113.78 กิโล มากกว่านักเตะหงส์แดงที่มีตัวเลข 110.6 กิโล
ทั้งที่ปกติแล้วลิเวอร์พูลมีกิตติศัพท์เลื่องลือในเรื่องการเพรสซิ่งเข้มข้น วิ่งกดดันคู่แข่งแบบไม่ให้หายใจหายคอ
บางคนลงความเห็นว่า วิธีของ เทนฮาก คือการหนามยอกเอาหนามบ่ง ซึ่งก็ได้ผลดีเกินคาด
แม้เรื่องระยะการวิ่งจะไม่ใช่ทฤษฎีหรือกฎตายตัว แต่มันสะท้อนให้เห็นแล้วว่า มีความสำคัญมากขนาดไหน
ในขณะเดียวกันยังเป็นการยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ฟุตบอลสมัยใหม่ต่อสู้กันด้วยพละกำลัง วินัย ความมุ่งมั่นหรืออาจเรียกรวมกันว่าความหลงใหล อันกลายเป็นคำว่าทัศนคตินั่นแหล่ะ
อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก ที่จะทำให้ลูกทีมวิ่งพล่านตั้งใจทำงานหนักกันสุดชีวิต ลำพังพูดออกมามันไม่ยากเลย ถ้าพวกนักเตะไม่เอาก็เป็นอันว่าจบเห่
เราได้เห็นตัวอย่างกันมาบ้างแล้ว เช่นตอนที่ ราล์ฟ รังนิก เพิ่งเข้ามาคุมทีม ประเดิมนัดแรกเจอคริสตัล พาเลซ แม้แมนฯยูไนเต็ดจะเบียดแค่ 1-0 แต่รูปเกมเห็นความแตกต่างจากเดิม
ผู้เล่นแทบทุกคนวิ่งหนักขึ้น เวลาเสียบอลก็รีบแย่งคืนกลับมาหรือที่เรียกว่าเคาน์เตอร์ เพรสซิ่ง ไม่ให้คู่ต่อสู้มีเวลาเตรียมตัวหรือคิดอะไรทันเลย เป็นการโจมตีอย่างรวดเร็ว
จำได้ว่าสาวกแมนฯยูไนเต็ด ต่างเนื้อเต้นกันมาก รังนิก เองคือหนึ่งในต้นตำรับเพรสซิ่งยุคใหม่ เป็นเหมือนปรมาจารย์ของกุนซือดังยุคปัจจุบันหลายต่อหลายคน คิดว่านี่แหล่ะจะเป็นการปูทางนำแมนฯยูไนเต็ดกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
แต่พอนัดถัดๆมา ระยะทางการวิ่งเริ่มลดจำนวนลง ผู้เล่นไม่ตอบสนองเหมือนนัดประเดิม อาจเป็นไปได้ว่ามันเหนื่อยเกินไป อาการล้าเริ่มมาเยือน แข้งขาก้าวแทบไม่ออก
ขณะเดียวกันเมื่อต้องซ้อมหนักมากกว่ายุคของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา หลายคนก็ไม่ยอมทำตามและดูเหมือนว่า รังนิก ไม่อยากจะไปเจ้ากี้เจ้าการสักเท่าไร น่าจะเป็นเพราะคิดว่าแค่รักษาการณ์ เดี๋ยวให้กุนซือคนใหม่มารับช่วงต่อ
ปัญหาทุกอย่างเกิดจากอะไร มีสาเหตุมาจากตรงไหน รังนิก ตอบฉะฉานได้เป็นฉากๆ ซึ่งมันก็คล้ายกับที่พวกแฟนบอลคิดกันไว้นั่นแหล่ะ
รู้ว่าต้นตออยู่ตรงไหน แต่กุนซือเยอรมันไม่อาจย้อนกลับไปแก้ปัญหาได้ ยังคงคาราคาซังอย่างนั้นต่อไป
แน่นอนไม่มีผู้เล่นคนไหนอยากเหนื่อยทำงานหนักมากกว่าเดิมหรอก หลายคนติดสบายกันมาจากยุคก่อนๆ แถมเงินค่าจ้างก็มหาศาล มันยากมากที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดบางอย่างได้
เอ็ด วู้ดเวิร์ด ในฐานะซีอีโอ ซึ่งมีอำนาจเต็มตัว มีนโยบายผิดพลาดมาตลอด แต่ไม่เคยปรับปรุง ยังเชื่อมั่นอยู่อย่างนั้น ว่าการใช้เงินซื้อจะซื้อใจได้ด้วย แต่มันตรงกันข้าม
นักเตะส่วนใหญ่อยู่ในคอมฟอร์ทโซนหรือปลอดภัยมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ก้อนโต บวกด้วยสัญญาระยะยาว แล้วในยุคหลังมีอ็อปชั่นพ่วงมาอีก ซึ่งส่วนมากคิดว่ายังไงสโมสรก็ต้องใช้อ็อปชั่นยืดอีกปี เพราะไม่ต้องการเสียฟรี เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ผิดพลาดมาก
มีอย่างที่ไหนให้สัญญาใหม่กับนักเตะที่แทบไม่ได้ใช้งาน ด้วยเหตุผลแบบโลกสวยว่า นักเตะคนนี้อาวุโส นิสัยดี มีประโยชน์ในห้องแต่งตัวมากๆ จะทำให้บรรยากาศในทีมดีขึ้น
นักเตะคนนี้อยู่กับสโมสรมายาวนาน รับใช้ด้วยความซื่อสัตย์ ตั้งใจทำงานเต็มที่ ไม่เคยขาดซ้อมเลย แต่บาดเจ็บยาวเรื่อยๆมา แทบไม่ได้ลงเล่น ซึ่งตามหลักแล้วยังไงก็ต้องปล่อยออกไป
หรือนักเตะคนนี้เติบโตมาจากอะคาเดมี่นะ เราต้องเก็บเอาไว้ เป็นตัวอย่างของความภักดี ทีมเราต้องมีจุดนี้บ้าง เหมือนตอนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สร้างคลาส ออฟ 92 ขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่
ทั้งหลายทั้งปวงมันคือความผิดพลาด ซึ่งบอร์ดบริหารไม่เคยรู้ตัวเลย มัวแต่ไปมองตรงอื่น ทั้งที่ความจริงแค่เดินไปส่องกระจก ความจริงก็จะสะท้อนให้เห็นว่าตัวเองนั่นแหล่ะที่ไม่ได้เรื่อง อย่าพยายามไปโทษคนอื่นเลย
กว่าจะมารู้ตัว ทุกอย่างก็ทรุดหนักมากขึ้น ไม่ต้องแปลกใจเลยที่แฟนบอลมากมายหลายหมื่นจะออกมาขับไล่ พวกเขารู้ความเคลื่อนไหวมาตลอด สุดท้ายคนที่คิดว่าสำคัญสุดอย่าง วู้ดเวิร์ด โดนเขี่ยพ้นเก้าอี้ซีอีโอ ไม่ต้องมายุ่งอีกต่อไป เท่าที่ผ่านมาปู้ยี่ปู้ยำจนเละแล้ว
เอริก เทนฮาก จึงต้องเข้ามาสะสางครั้งใหญ่ รื้อระบบเก่าๆออกให้หมด แล้วนำวิธีการที่ถูกต้องมาใช้ ซึ่งก็ต้องกินเวลาพอสมควรกว่าจะเห็นผล
พวกนักเตะที่สบายกันจนเคยตัว อาจจะขัดอกขัดใจไม่อยากทำตามในตอนแรก แต่เมื่อได้เห็นความเข้มของเจ้านายคนใหม่ อย่างเช่นไม่เร่งต่อสัญญาหรือใช้อ็อปชั่น ขอดูผลงานก่อนและไม่ง้อด้วยว่าจะต้องเสียไปแบบฟรีๆ ก็เริ่มยอมทำตาม
ข้อสังเกตคือผู้เล่นทุกคนจะตั้งใจจริงจังมาก โดยเฉพาะเกมเจอทีมใหญ่ด้วยกันแล้วได้เล่นในบ้าน ปราบมาหมดทั้งลิเวอร์พูล , อาร์เซน่อลและท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์
สิ่งที่ เทนฮาก ต้องทำคือรักษามาตรฐานไว้ให้ได้ เข้าใจว่าไม่มีทางวิ่งได้ระยะเหมือนนัดล่าสุดไปตลอดหรอก แต่จำเป็นต้องมีวิธีการ
เพราะถ้าดีนัดเจอสเปอร์ส แล้วอีก 2-3 ชักแผ่ว มีเสมอบ้าง แพ้บ้าง คนก็แทบจะลืมเกมอันน่าจดจำได้เช่นเดียวกัน
แต่ที่ชัดเจนมากที่สุดคือ หากพวกนักเตะพร้อมใจกันวิ่ง เพรสซิ่งแบบไม่กลัวเหนื่อย ผลตอบแทนมันก็ได้มาอย่างคุ้มค่าเช่นกัน
.
ทุกท่านสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ ..
.
และเพิ่มเพื่อนไลน์แอด "เพื่อเด้งเตือน" ให้คุณได้อ่านก่อนใคร กดที่ลิงค์นี้ครับ
ขอบคุณครับ
  • 18
โฆษณา