23 ต.ค. 2022 เวลา 10:01 • ครอบครัว & เด็ก
มีใครเคยโดนบูลี่บ้างคะ เราเป็นอีกหนึ่งคนเลยที่โดนบูลี่มาตลอดตั้งแต่เด็กๆเลยจนตอนนี้ขึ้นมหาวิทยาลัยแล้วยังไม่แคล้วจะเลิกโดนบูลี่เลย การโดนบูลี่ (bullying) ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆเลย ซึ่งเราอยากจะมาแชร์วิธีสยบปัญหาการโดนรังแกแบบฉบับของเรากันค่ะ
ขอบคุณรูปภาพจาก : https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/861456
ก่อนอื่นเลยการบูลี่ (bullying) ที่เราเคยโดนคือแทบจะทุกรูปแบบเลยค่ะ โดยการบูลี่มีทั้งหมด 4 แบบคือ
• การใช้กำลัง หรือการทำร้ายร่างกาย เช่น การตบ ทำร้ายร่างกาย การข่มขู่
• การใช้คำพูด เป็นการพูดทำร้ายความรู้สึก เช่น วิพากษ์วิจารณ์ ล้อเลียน
• การบูลลี่ทางสังคม ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจ เช่น กดดันให้ออกจากกลุ่ม หรือไม่ให้อยู่ในกลุ่มเพื่อน
• การบูลลี่ทางโลกออนไลน์ (Cyber Bullying) เป็นการกลั่นแกล้งในวงกว้างที่รุนแรงมากกว่าในรั้วมหาวิทยาลัย หรือในกลุ่มเพื่อน
แต่ก่อนเราเป็นคนคิดมากสุดๆการที่มีผู้ใหญ่คนนึงมาบอกว่าเราหน้าตาไม่เหมือนพ่อแม่เลยแล้วเปรียบเทียบว่าเราไม่ดีเท่าลูกหลานคนอื่นในตระกูลแค่นี้ก็ทำเรานอนร้องไห้เป็นวันๆแล้วค่ะ การที่มีคนอายุมากกว่าไม่ได้แปลว่าเขามีวุฒิภาวะมากตามอายุนะคะ จนพอเริ่มโตขึ้นมาหน่อยเราก็โดนบูลี่เรื่องสีผิว เรื่องอ้วน เรื่องการแต่งตัว จนถึงทุกวันนี้แล้วไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนแต่เราไม่สามารถหยุดความคิดหรือการพูด/พิมพ์วิพากษ์วิจารณ์ จากคนอื่นได้เลยค่ะ
หรือแม้แต่จุดที่ทำร้ายความรู้สึกของเราที่สุดคือคนที่เรารักเลยค่ะเป็นคนมาบั่นทอนความรู้สึกของเราซะเอง
การโดนบูลี่ทำให้เราไม่มั่นใจในตัวเองเลยค่ะ ความรู้สึกของเราคือ บางทีอยากหายไปจากตรงนั้นเลย ศูนย์เสียความเป็นตัวเองที่สุด ซึ่งกับบางคนที่เราเคยอ่านเจอมาคือร้ายแรงมากๆ เช่นในกรณีของ คุณ จีระศักดิ์ หนูแดง หรือยอร์ค อายุ 30 ปี อดีตเยาวชนที่เคยผ่านปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และถูกบูลลี่ กลั่นแกล้ง ในสถานศึกษา เล่าว่า ในวัยเด็กช่วงอายุ 10 ขวบได้ย้ายโรงเรียนจากต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในเมือง
จึงถูกเพื่อนล้อเลียนและกลั่นแกล้งเป็นประจำ โดยเฉพาะสำเนียงพูดที่ออกทางปักษ์ใต้ ซึ่งสิ่งที่ทำได้คือนิ่งเฉย ไม่โต้ตอบกลับ แต่เมื่อถูกกลั่นแกล้งมากขึ้น เก็บสะสมมานานหลายเดือน ทำให้เกิดความโมโหควบคุมสติไม่อยู่จนคว้าเก้าอี้ฟาดหัวเพื่อน
ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดี แต่ก็ทำให้เพื่อนคนกลั่นแกล้งน้อยลง แต่ไม่นานก็ยังถูกกลั่นแกล้งและล้อเลียนอีก จึงทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน ออกจากโรงเรียนกลางคัน และถูกส่งไปอยู่สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กชายบ้านห้วยโป่งจังหวัดระยอง
จนถึงวันนี้เราก็ไม่สามารถไปห้ามความคิดคนอื่นที่เข้ามาบูลี่เราได้ และทุกคนมีวิธีปกป้องตัวเองการรับมือกับปัญหาที่ต่างกันออกไปซึ่งสำหรับเรามีวิธีจัดการกับความรู้สึกตัวเองให้ดีขึ้นโดยวิธีของเราคือ
1. เลยเริ่มจากการตัด ตัดขาดไปเลยค่ะถ้าคนไหนที่ Toxic มากๆไม่คยเป็นกำลังใจให้เราแถมยังทำให้เรารู้สึกไม่ดีกับตัวเองอีก คนแบบนี้ไม่ควรแม้แต่จะรู้จักกันเลยค่ะ เราปล่อยเขาไปเจอคนแบบเขาเถอะค่ะ
2. หากเป็นการ Cyberbully หรือการบูลี่ผ่านโลกออนไลน์ เก็บหลักฐานนั้นแล้วปรึกษาทนายฟ้องร้องไปเลยค่ะ เจอกันในชั้นศาล รับคำขอโทษเป็นเงินสดเท่านั้นสำหรับบางคนเขาสนุกที่ได้ทำให้คนอื่นอับอายเพราะฉะนั้นเราจะทำให้เขาได้เรียนรู้ว่าการกระทำของเขามันไม่ถูกต้องและมีราคาที่ต้องจ่าย
3. วาบิซาบิ เป็นหลักการคิดของคนญี่ปุ่นโดยหากเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ เราต้องยอมรับและค่อยๆคุยกับตัวเอง โดยหลักการสำคัญของ วาบิซาบิ นั้นคือ การเห็นถึงความสวยงามของสิ่งเหล่านั้นที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ
(ในการประยุกต์ของตัวเราเองคือการมองตัวเองตามหลักความเป็นจริงโดยเราจะยอมรับกับสิ่งนั้น การที่เขาบอกว่าเราอ้วน โอเคเราอ้วนแต่เรามีความสุขกับการที่เรามีรูปร่างแบบนี้ สวยงามและเติบโตขึ้นอย่างมีความสุขที่สุดถึงแม้จะไม่สมบูรณ์แบบตามที่สังคมกำหนดหรือถูกใจทุกคน)
4. คุยกับคนที่ประสบปัญหา/เรื่องราวแบบเดียวกับเรา เป็นการช่วยกันปลดทุกข์ระบายและแก้ปัญหา
5. ปรึกษาจิตแพทย์ เป็นการพูดคุยเพื่อหาแนวทางออกที่ดีที่สุดให้เรา
สุดท้ายนี้สำหรับเราแล้วสิ่งที่ยากที่สุดในตอนนี้อาจจะไม่ใช่การหยุดการบูลี่จากคนอื่น แต่คือการพูดคุย ปลดล็อกกับตัวเองมากกว่า เราเชื่อว่าทุกคนจะผ่านเรื่องราวที่ยากลำบากนี้ไปได้และเราอยู่ข้างคุณนะคะ
โฆษณา