Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เมืองไทยไดอารี่ by Supawan
•
ติดตาม
24 ต.ค. 2022 เวลา 03:52 • ท่องเที่ยว
วัดบรมพุทธาราม นิวาสสถานเดิมของ สมเด็จพระเพทราชา ปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
วัดบรมพุทธาราม หรือ วัดบรมพุทธวาศน์ หรือ วัดบรมพุทธาวาศน์ เป็นวัดโบราณในเขตเกาะเมืองอยุธยา มีฐานะเป็นพระอารามหลวง และยังเป็นวัดประจำราชวงศ์บ้านพลูหลวง ที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเมื่อราว พ.ศ. 2226-2229 สร้างขึ้นบริเวณย่านป่าตอง ซึ่งเป็นนิวาสสถานเดิมของ สมเด็จพระเพทราชา ปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ากรมพระคชบาล (เจ้ากรมช้าง)
3
ปรากฎใน พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ความว่า
"แลปีกุนเบ็ญจศกแล้วนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระดำริห์ว่าที่บ้านหลวงตำบลป่าตองนั้น เป็นที่มงคลสิริราชฐานอันประเสริฐสมควรจะสร้างเป็นพระอาราม มีพระอุโบสถ วิหาร การเปรียญ พระเจดีย์ ฐานกำแพงแก้ว และกุฏีสงฆ์ ศาลา ตะพาน เว็จกุฏีพร้อม และทรงพระกรุณาให้หมื่นจันทราช่างเคลือบ ทำกระเบื้องเคลือบสีเหลืองมุงพระอุโบสถ วิหารทั้งปวง และการสร้างพระอารามนั้น สามปีเศษจึงสำเร็จในปีขาน อัฐศก
.. แล้วพระราชทานนามบัญญัติ พระอารามชื่อ วัดบรมพุทธาราม ตั้งเจ้าอธิการชื่อพระญาณสมโพธิราชา คณะคามวาสี ครองพระอาราม แล้วทรงพระกรุณาให้มีการฉลอง และมีมหรศพสามวัน และทรงถวายไทยทานแก่พระสงฆ์เป็นอันมากและพระราชทานเลขข้าพระไว้อุปัฏฐาก พระอารามก็มาก แล้วถวายพระกัลปนาขึ้นแก่พระอารามตามธรรมเนียม"
โดยบริเวณหลังคาพระอุโบสถเป็นหลังคากระเบื้องเคลือบทำให้ผู้คนในสมัยนั้นเรียกวัดแห่งนี้ว่า วัดกระเบื้องเคลือบ ส่วนภายในพระอุโบสถเคยมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังที่วิจิตรงดงามแต่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลาอีกทั้งถูกพม่าเผาในคราวเสียกรุง
ต่อมาในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้ทำการปฏิสังขรณ์พระอารามครั้งใหญ่โดยโปรดให้ทำบานประตูประดับมุขฝีมือวิจิตร 3 คู่ซึ่งปัจจุบันคู่หนึ่งอยู่ที่ หอพระมณเฑียรธรรม ใน พระบรมมหาราชวัง อีกคู่หนึ่งอยู่ที่ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ และอีกคู่ได้ผู้มีนำไปทำตู้หนังสือปัจจุบันอยู่ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
1
ข้อสันนิษฐานเรื่องกระเบื้องเคลือบที่ใช้มุงหลังคาพระอุโบสถ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า "เห็นจะเป็นของสั่งเข้ามาจากเมืองจีน จึงเป็นของแพงและมิได้มุงแพร่หลายออกไปถึงที่อื่น แม้แต่มุงวัดเดียวก็ยังเห็นเป็นของอัศจรรย์ จนราษฎรเอามาเรียกเป็นชื่อวัด"
ส่วนในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวว่า "โปรดให้หมื่นจันทราช่างเคลือบทำกระเบื้องเคลือบสีเหลืองขึ้นมุงหลังคาโบสถ์วิหารวัดบรมพุทธาราม" หมื่นจันทราผู้นี้เป็นช่างเคลือบเข้ามาเมื่อในครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อาจเป็นช่างผู้นี้อยู่มาจนแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา ด้วยระยะเวลาไม่ห่างกันนักจึงโปรดให้ทำกระเบื้องเคลือบขึ้นมุงวัดบรมพุทธาราม
ความในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขานั้นขัดแย้งกับข้อสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ แต่พระองค์ทรงไม่เชื่อความในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาดังกล่าวด้วยเหตุ 2 ประการ คือ ประการแรก เนื้อดินเศษกระเบื้องสีอ่อนเป็นดินเมืองจีน มิใช่ดินเมืองไทย ประการที่สอง ถ้าทำกระเบื้องเคลือบได้คงมุงแพร่หลายออกไปหลายแห่งเหมือนอย่างในกรุงรัตนโกสินทร์ เห็นว่าครั้งกรุงเก่าทำไม่ได้เองจึงมุงน้อยแห่งนัก เมื่อมุงวัดบรมพุทธารามจึงเห็นเป็นการแปลกประหลาด จนพากันเรื่องชื่อวัดนี้ว่า "วัดกระเบื้องเคลือบ"
พระอุโบสถ .. เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานแอ่นโคงเป็นท้องสำเภา ผนังอาคารพระอุโบสถเป็นแหล่งที่ถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักชั้นหลังคา จึงไม่ปรากฏว่ามีเสาอยู่ภายในอาคาร
ซุ้มประตูหน้าต่างตกแต่งด้วยลายปูนปั้นที่มีความงดงามอย่างยิ่ง
ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธาน เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนปางมารวิชัย
เจดีย์ทรงปรางค์ .. ลักษณะของเจดีย์สูงเพรียว เรือนธาตุมีขนาดเล็ก เหนือขึ้นไปเป็นส่วนยอดที่ทำเป็นชั้นหลังคาซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป
เดิมส่วนยอดของเจดีย์ได้พังทลายลงมา .. ต่อมาเมื่อกรมศิลปากรเข้ามาทำการบูรณะ จึงได้นำส่วนยอดขึ้นไปประกอบไว้ดังเดิม
รอบพระอุโบสถ พบฐษนก่อด้วยอิฐ ทำเหมือนจะเป็นซุ้มของเสมา
ปัจจุบัน วัดบรมพุทธาราม ตั้งอยู่ในเขต มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา โดยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเมื่อ พ.ศ. 2484
Ref : Wikipedia
สถาปัตยกรรม “แอ่นโค้งท้องสำเภา” คติความเชื่ออันเป็นการพุทธบูชา
“เรือสำเภา” ในความรับรู้ของผู้คนในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาก็คือเรือไม้แบบจีน ประทุนโค้งใต้ท้อง มีลูกตาอยู่ที่หัวเรือ แล่นทะเลน้ำตื้น เดินทางได้เร็ว .. เป็นเรือชนิดหนึ่งที่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยานิยมใช้ในการค้าขายและการเดินทางระหว่างประเทศ โดยการเช่าหรือการทำการค้าร่วมกันกับนายสำเภาต่างชาติ โดยเฉพาะนายสำเภาและพ่อค้าชาวจีน
ในช่วงปลายยุคกรุงศรีอยุธยา ได้ปรากฏงานภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่สื่อถึงการเดินทางโดยเรือสำเภา ในท้องเรื่องการเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาทในลังกาและพุทธโฆสะนิทาน อันเป็นเรื่องราวการเดินทางอันศักดิ์สิทธิ์ในภารกิจการสืบรักษาพระพุทธศาสนาที่เป็นดั่งปาฏิหาริย์กลางมหาสมุทรในอดีต .. ที่มีการวาดตั้งแต่ในสมัยของพระนารายณ์ พระเพทราชาจนถึงพระเจ้าเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
“พุทธโฆสะนิทาน” .. ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดเป็นคตินิยมจากเรื่อง “การเดินทางด้วยความยากลำบากและเสี่ยงอันตรายบนเรือสำเภา เพื่อจุดหมายไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา การสักการบูชาพระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ที่ลังกา ที่ถือเป็นการพุทธบูชาที่ยิ่งใหญ่” เรือสำเภาจึงเปรียบเสมือนการเดินทางเพื่อไปสู่พระนิพพานอันยากเข็ญประดุจเดียวกัน
คติเรือสำเภาเพื่อการเดินทางไปสู่พระนิพพาน จึงได้ถูกประยุกต์มาสร้างเป็นฐานอาคารอุโบสถหรือฐานอาคารที่เรียกว่า รูปทรง “โค้งแอ่นท้องสำเภา” ขึ้น เป็นครั้งแรก ๆ ในช่วงสมัยสมเด็จพระนารายณ์เป็นต้นมา
Ref : เนื้อความบางส่วนจาก EJeab Academy
บันทึก
4
1
3
4
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย