3 พ.ย. 2022 เวลา 12:22 • ดนตรี เพลง
[รีวิวอัลบั้ม] Midnights - Taylor Swift
เพลย์ลิสต์ยามวิกาล
-แอบคิดอยู่เหมือนกันว่านี่คือเพลย์ลิสต์ที่มีจุดแข็งคือการสร้างบรรยากาศเฉพาะที่ทำให้คอลเลคชั่นเพลงเหล่านี้เป็นได้มากกว่าอัลบั้มรวมฮิตที่พร้อมจะตัดเป็นซิงเกิ้ลพร้อมฮิตติดลมบนได้ทุกเมื่อ แต่เป็นชุดเพลงที่มีคาแรคเตอร์เพลงกลางคืนแยกจากอัลบั้มอื่นไปเลย ด้วยข้อได้เปรียบทางบารมีชื่อเสียง มันจะมีเพลงใดเพลงนึงที่สามารถขึ้นอันดับ 1 ได้อย่างง่ายดายด้วยแบรนด์ดิ้งที่ทุกคนต่างสนใจกับการคัมแบ็ค แต่ถ้าตัดเรื่องชื่อเสียงอันก้องโลกออกไป เพลงเหล่านี้อาจจะไปไม่ถึงหัวตารางเลยด้วยซ้ำ
-สิ่งที่ผมเคยสื่อใน First Reaction หากฉีกหน้าใดหน้านึงออกไป การฟังเพลงนั้นแยกโดดๆ คุณอาจจะไม่อินเท่า full scope แน่ๆ สิ่งที่เทย์เลอร์พยายามจะทำเหมือนกับสิ่งที่ Beyoncé และ The Weeknd ทำในช่วงที่ผ่านมาคือการขายประสบการณ์เนี่ยแหละ
-แต่เผอิญว่าประสบการณ์ที่เทย์เลอร์มอบให้กลับไม่ใช่มุมมองแปลกใหม่มากนัก เพราะดันซ้อนทับกับเงาที่ระคนกันระหว่างความดาร์คในห้วงอารมณ์ขอร้ายกลับใน reputation และความคลั่งรักใน Lovers เพียงแต่ปรับสุ้มเสียงให้มีรส personal ที่ไม่เน้นเล่นใหญ่โฉ่งฉ่างมากนัก รอบนี้ปรานีคนฟังครึ่งต่อครึ่ง
-ลดความยากของผลงานสองชุดที่ผ่านมา folklore และ evermore ให้สาวกเพลงป็อปได้ใจเต้นหน่อย อิงตามบรรยากาศยามดึกมันพาไปให้คิดฟุ้งซ่านถึงความรักความสัมพันธ์ ความบกพร่องในตัวเองไปเรื่อยจนนอนไม่หลับแล้วนำสิ่งที่ตัวเองตกผลึกมามัดรวมกันอย่างที่เห็น แต่ก็ไม่ต้องไปคาดหวังความเป็น deep conversation มากขนาดนั้น ยังไม่ละทิ้งแนวคิดแฟนตาซีซะทีเดียว
-เปิดอัลบั้มด้วย Lavender Haze เปิดประเด็นด้วยการพลั่งพรูของความรักดุจหมอกลาเวนเดอร์ปกคลุมถูกนำเสนอด้วยจังหวะ mid-tempo โทนอึมครึมพลางไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ จะมองในแง่โรแมนติกหอมหวานเลยก็ไม่ใช่ มันเป็นการคืบคลานที่ทำให้เราหลงไหลเข้าไปในความลึกลับนั้นต่างหาก นอกเหนือจาก Jack Antonoff พีดีหลัก ยังมี Sounwave มาเป็นส่วนนึงในฟันเฟืองของเพลงนี้ด้วย จากการที่แกดันไปกดไฟล์เสียงนึงโดยบังเอิญ แล้วเฮียแจ๊คดันชอบเลยเอามาต่อยอด
-เสริมทัพแน่นๆด้วยทีมคอรัสเริ่มจาก Sam Dew ที่มาตั้งแต่ต้นเพลง เป็นครั้งที่สองที่ได้รับเกียรติในการเกริ่นนำอินโทรอัลบั้มของศิลปินระดับโลก ซึ่งก่อนหน้านั้นแกเป็นตัวเปิดให้ Kendrick Lamar ในอัลบั้ม Mr.Morale & The Big Steppers ด้วย ส่วน Zoë Kravitz เสริมคอรัสบางมากๆจนชี้ไม่ถูกว่าอยู่ในท่อนไหนกันแน่
-เรื่องความบางของคอรัสเสริมไม่ใช่ปัญหาที่ผมเสียอรรถรสเลยด้วยซ้ำ มันเหมือนเป็นกิมมิคในการให้ศิลปินมืออาชีพมาร่วมเป็นส่วนนึงในการเสริมความมีน้ำมีนวลให้เจ้าของเพลงหลักไม่ให้มีเสียงตัวเองโดดจนเกินไป เดี๋ยวจะไม่กลมกลืนเอา ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมไม่ถือสาการโผล่มาหน่อยๆของ Lana Del Rey ในเพลง Snow on The Beach เลย ผมมีความคิดว่าคาแรคเตอร์ของลาน่าแทบจะต่างจากเทย์เลอร์โดยสิ้นเชิง
-หากมีเสียงของลาน่าโดดออกมา verse นึงเต็มๆคงจะแปลกและฝืน nature น่าดู การเลือกที่จะให้เจ๊ลาน่ามาเป็นตัวเสริม echo เป็นการคิดมาอย่างดี และแนวคิดแบบศิลปะมากๆในการเสริมความขลังของท่อนฮุกให้เกิดความมหัศจรรย์แบบแว๊บเดียว ห้ามกระพริบตา ราวกับปรากฏการณ์หิมะตกบนชายหาดที่ไม่ดูไม่น่าเป็นไปได้ และก็เป็นไปแล้วที่สองคนนี้มาอยู่ในเพลงเดียว งดงามไม่ผิดหวังจริงๆ อวยยศ Best Track ได้สนิทใจ
-Maroon ภาคต่อกลายๆของ Red เป็น first impression ขั้นต้นสำหรับอัลบั้มนี้เลยนะ เป็นเพลงโทนจริงจังที่นำเสนอสภาวะระเบิดเวลาของคนที่เคยคลั่งรักแล้วอยู่ดีๆก็เลิกรากัน ถ้าต่อยอดจากเพลงสุดฮิต Red มาจริงๆ ผมถือว่าเข้าใจคิดในการพลิกไปอีกบริบทนึง จากที่เคยแดงร้อนแรงกลายเป็นการถูกไหม้จนเป็นน้ำตาลแดงแทน และดันสอดคล้องกับ art direction ของชุดนี้ที่มีสีมารูนเป็นหนึ่งในเฉดสีหลักซะด้วย และยังคงโชว์ทักษะการเล่าเรื่องที่ดีเยี่ยมเป็นลำดับความ
-หากสังเกตในท่อนฮุกแรกและฮุกสองเป็นคนละบริบทเลย ตอนแรกยังไม่แย้บสี Maroon มาให้แบบโต้งๆ เพราะยังอยู่ในห้วงความรัก จนกระทั่งได้สูญเสียคนรัก การมองโทนสีก็ไม่เหมือนเดิม จากแดงร้อนแรงค่อยกลายเป็นน้ำตาลแดงที่ชวนหม่นขึ้นทุกที
-Anti-Hero ซิงเกิ้ลแรกประจำอัลบั้มนี้ represent ความไม่มั่นใจในตัวเองของคนที่ถูกมองว่าเป็นฮี่โร่สาวของใครหลายคน สวนทางกับมู้ดเพลงที่ค่อนข้างอาจอง ไม่ชวนดาวน์ตามสาสน์เพลงที่คิดลบและเหนื่อยล้าต่อตนเอง ไล่ตั้งแต่การสำเหนียกตัวเองว่า ต่อให้โตขึ้นก็ไม่รู้สึกว่าฉลาดขึ้นเลย ความไม่ภูมิใจในรูปร่างของตัวเอง ซึ่งจุดนี้มีดราม่าวิวาทะจากฉากนึงที่ในเอ็มวีที่เจ้าตัวชั่งน้ำหนัก จนสุดท้ายต้องตัดออก
-การคิดล่วงหน้าไปไกลถึงการโดนลูกหลานเหลนโหลนฆ่าเพราะจ้องจะแย่งสมบัติจากซุปตาร์ระดับเศรษฐีนี และก็ขอชื่นชมในการเล่นท่อนฮุกอีกแล้ว หยอกเย้าวลีเด็ดประจำเพลง It’s me, hi, I’m the problem, it’s me / It’s me, hi, everybody agrees ร้องด้วยโทนเสียง cheerful ประชดประชัน แล้วเปลี่ยนมาเป็นความเหนื่อยหน่ายของจริงในท่อนไคล์แม็กซ์แทน อีกหนึ่งเพลงที่แสดงให้เห็นว่าเซนส์ป็อปของชั้นยังแข็งแรงอยู่เว้ย
-You’re on Your Own, Kid เป็นการ reminisce ถึงอดีตที่แฝงคติธรรมของการสูญเสียเพื่อเรียนรู้ที่จะเติบโต ไล่ตั้งแต่การแอบชอบเขา แต่เขาไม่ชอบกลับ หลังจากการรอคอยคนรักอย่างเลื่อนลอยก็มีการค้นพบพรสวรรค์เกิดขึ้นนั่นก็คือการแต่งเพลง แล้วหนีออกจากเมืองเดิมที่เคยอยู่ การค้นพบว่าชีวิตปาร์ตี้ก็ไม่ได้ดีเสมอไป สุดท้ายเราก็ยังเป็นเด็กตัวคนเดียวในวันยังค่ำอยู่ดี ใน verse สุดท้ายออกแนวฝันแปลกๆแบบ surreal แล้วเอามาใส่ในเพลงนี้เลยอ่ะครับ
หากคุณสนใจติดต่อ tie-in โฆษณาสินค้าและบริการบนโพสต์รีวิวอัลบั้มของเพจที่มีผู้ติดตามมากกว่า 17,000 คน และใน Blockdit ที่มีผู้ติดตามกว่า 260 คนติดต่อใน inbox ของเพจ และส่งรายละเอียดมาที่ 💌 iamistyle.4real@gmail.com
-Midnight Rain เธอเปรียบเปรยความเข้ากันไม่ได้ของคนที่ไม่ได้มีเป้าประสงค์เดียวกันในชีวิต คนนึงพึงพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี แต่อีกคนต้องไต่เต้าสร้างชื่อเสียงก่อน ท่วงทำนองไม่มีอะไรหวือหวามากเช่นเดียวกับ Question..? ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอยากลองใจกับคนที่มักจะปล่อยเบลอและมักจะชอบเอาความเหงามาลงที่เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อเสมอ
-สำหรับ Vigilante Shit เนี่ย ตอนแรกผมก็รู้สึก hype กับเพลงนี้เหมือนกัน ประหนึ่งแก้เกมส์จาก reputation ได้แล้วเว้ย เนี่ยแหละคือมู้ดเพลงที่ reputation ควรเป็น แต่ได้ลองทบทวนอีกครั้งก็รู้สึกว่า เธอ represent ความขรึมดุ่มๆแบบนี้ช้าไป เพราะรุ่นน้อง Billie Eilish เคยทำจนเป็นภาพจำไปแล้ว อย่างไรก็ดีสำบัดสำนวนของเทย์เลอร์มีความคล้องจองและเชือดนิ่มกว่ารุ่นน้อง ไม่มีการทับไลน์กัน
-Bejeweled เป็นเพลงโชว์ self-worth ของสาวเปย์ผู้ผิดหวังในความรักได้เปล่งประกายแฟนตาซีมากๆ ถึงผมจะไม่ชอบความแฟนตาซีเอาเสียเลย แต่ก็ขอชมการนำเสนอเพลงนี้จริงๆ เค้าตัดสลับบีทวิบวับฉึบฉับได้อย่างต่อเนื่องฟังสนุกซะด้วย แรกๆมาขรึมต่อเนื่องจาก Vigilante Shit เลย แต่มาเซอร์ไพร์สในความ upbeat ในท่อนฮุกเนี่ยแหละ คิดถูกแล้วที่ตัดเป็นซิงเกิ้ล
-แต่เพลง Karma ท่อนฮุกแนว เปรียบเปรย definition ผมไม่ซื้ออ่ะ ไม่คมเท่าไหร่ มันเป็นเพลงที่ปูทางความเฟียสพลุ่งพล่านมาตั้งแต่ต้น แต่ดันมาเสียในท่อนฮุกที่ทำให้เพลงที่ชื่อควรจะมีมิติไปทางลึกลับ กลับกลายเป็นความฟรุ้งฟริ้งที่ขาดความน่าค้นหา
-Labyrinth เพลงคลั่งรักแบบเดียวกับ Lavender Haze เนี่ยแหละ แต่มาในโทนอบอุ่นกว่า คอรัสประสานเสียงโหยหวนคล้ายๆกับเพลง epiphany แต่ก็มากด้วยเทคนิคออโต้จูนพึมพำราวกับอยู่ในสภาวะเครื่องบินตกหลุมอากาศที่ทั้งเสี่ยง แต่ก็ขอเสี่ยงโดยที่ไม่กลัวจะเสียใจ
-Sweet Nothing ท่วงทำนองคีย์บอร์ดแสนสงบ ตัดรสความหวือหวาในแต่ละเพลงที่ผ่านมาด้วยโมเมนต์ตัดขาดจากโลกภายนอกอันแสนวุ่นวาย ทำให้ใจให้โล่งไปพร้อมกับคนรักของเธอในแบบเรียบง่าย และต่อเนื่องด้วย Mastermind ที่กลิ่นอายเพลงโฆษณาโปรโมทพวกนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอยู่เหมือนกันนะ (ฮ่าๆ) It was all by dеsign นี่มันวลียอดฮิตโฆษณามือถือชัดๆ จบอัลบั้มด้วยความคลั่งรักของคนที่อยากจะคุมเกมส์ให้ตลอดรอดฝั่ง
-หลังฟังจบ เกิดความรู้สึกเดจาวูบางอย่างราวกับว่า comeback วาระนี้เทย์เลอร์ต้องการ reset ตัวเองกลับไปสู่ยุคโชว์ความเป็นป็อปใน 1989 อีกครั้ง หลังจากที่ผ่านโฟล์คอินดี้ถึงสองอัลบั้มติด เป็น second appearance ที่เริ่มขรึมและสบถได้มากกว่าที่แล้วมา แค่ไม่อยากให้คนติดตามลืมภาพจำสาวป็อปโมเดิร์นก็เท่านั้นจริงๆ
-ถึงจะเป็นผลงานที่ท้าทายคนฟังด้วยประสบการณ์เต็มรูปแบบ ไม่มีซิงเกิ้ลเรียกน้ำย่อย แต่เป็นประสบการณ์ที่ประเดี๋ยวประด๋าว ไม่น่าจะสร้างปรากฏการณ์ได้ในระยะยาวได้น่าจดจำเท่ากับความจริงจังของ folklore และ evermore ที่วัดกันด้วยศักยภาพการเล่าเรื่อง การนำพาไปสู่มิติใหม่ที่เป็นตัววัดความเป็นศิลปินได้เข้มข้นกว่า ทั้งตัวเพลงและเนื้อหาที่บรรจงรังสรรค์อย่างงานคราฟท์ mood and tone ที่ฉีกจากเดิม เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ทุกครั้งที่ฟัง
ถึง Midnights จะน่าแทนที่ reputation มากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งคุ้นชินจนเป็นสูตรสำเร็จก้อนใหม่ไปแล้ว
-สำหรับ 3am Edition ผมขอข้ามพาร์ทนี้ เพราะ 7 เพลงเสริมดังกล่าวไม่ได้เป็นเพลงหน้า B ที่เปิดประตูสู่ความ deep conversation หรือการทดลองสู่บริบทใหม่มากเท่าไหร่นัก แค่ 13 แทร็ค Standard Version เริ่มค้นพบความวกวนล่ะ เพลงแถมก็เป็นความไม่จำเป็นที่ไม่น่าจูงใจในการค้นเข้าไปในสาสน์ซะเท่าไหร่ คนฟังผ่านความยากจากสองชุดก่อนไปแล้ว น่าจะเจอสุ้มเสียงที่เป็นบริบทใหม่ในทางที่โตขึ้นก็น่าจะดีครับ
-อีกหนึ่งทางเลือกจากใจคนฟังที่ไม่ใช่ Swifties อย่างผม เป็นทางเลือกที่ใจร้ายไปหน่อย แต่มันจำเป็นจริงๆอ่ะครับ ด้วยเนเจอร์การทำงานเพลง มันเป็นการยากมากๆที่เราจะร่วมงานกับคนเดิมแล้วได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างโดยตลอดได้
เพราะฉะนั้นจงเปลี่ยนโปรดิวเซอร์เถอะ
Top Tracks : Maroon, Anti-Hero, Snow on The Beach, Bejeweled, Labyrinth, Sweet Nothing
Give 7/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา