-สิ่งที่ผมเคยสื่อใน First Reaction หากฉีกหน้าใดหน้านึงออกไป การฟังเพลงนั้นแยกโดดๆ คุณอาจจะไม่อินเท่า full scope แน่ๆ สิ่งที่เทย์เลอร์พยายามจะทำเหมือนกับสิ่งที่ Beyoncé และ The Weeknd ทำในช่วงที่ผ่านมาคือการขายประสบการณ์เนี่ยแหละ
-แต่เผอิญว่าประสบการณ์ที่เทย์เลอร์มอบให้กลับไม่ใช่มุมมองแปลกใหม่มากนัก เพราะดันซ้อนทับกับเงาที่ระคนกันระหว่างความดาร์คในห้วงอารมณ์ขอร้ายกลับใน reputation และความคลั่งรักใน Lovers เพียงแต่ปรับสุ้มเสียงให้มีรส personal ที่ไม่เน้นเล่นใหญ่โฉ่งฉ่างมากนัก รอบนี้ปรานีคนฟังครึ่งต่อครึ่ง
-เรื่องความบางของคอรัสเสริมไม่ใช่ปัญหาที่ผมเสียอรรถรสเลยด้วยซ้ำ มันเหมือนเป็นกิมมิคในการให้ศิลปินมืออาชีพมาร่วมเป็นส่วนนึงในการเสริมความมีน้ำมีนวลให้เจ้าของเพลงหลักไม่ให้มีเสียงตัวเองโดดจนเกินไป เดี๋ยวจะไม่กลมกลืนเอา ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมไม่ถือสาการโผล่มาหน่อยๆของ Lana Del Rey ในเพลง Snow on The Beach เลย ผมมีความคิดว่าคาแรคเตอร์ของลาน่าแทบจะต่างจากเทย์เลอร์โดยสิ้นเชิง
-Maroon ภาคต่อกลายๆของ Red เป็น first impression ขั้นต้นสำหรับอัลบั้มนี้เลยนะ เป็นเพลงโทนจริงจังที่นำเสนอสภาวะระเบิดเวลาของคนที่เคยคลั่งรักแล้วอยู่ดีๆก็เลิกรากัน ถ้าต่อยอดจากเพลงสุดฮิต Red มาจริงๆ ผมถือว่าเข้าใจคิดในการพลิกไปอีกบริบทนึง จากที่เคยแดงร้อนแรงกลายเป็นการถูกไหม้จนเป็นน้ำตาลแดงแทน และดันสอดคล้องกับ art direction ของชุดนี้ที่มีสีมารูนเป็นหนึ่งในเฉดสีหลักซะด้วย และยังคงโชว์ทักษะการเล่าเรื่องที่ดีเยี่ยมเป็นลำดับความ
-Sweet Nothing ท่วงทำนองคีย์บอร์ดแสนสงบ ตัดรสความหวือหวาในแต่ละเพลงที่ผ่านมาด้วยโมเมนต์ตัดขาดจากโลกภายนอกอันแสนวุ่นวาย ทำให้ใจให้โล่งไปพร้อมกับคนรักของเธอในแบบเรียบง่าย และต่อเนื่องด้วย Mastermind ที่กลิ่นอายเพลงโฆษณาโปรโมทพวกนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอยู่เหมือนกันนะ (ฮ่าๆ) It was all by dеsign นี่มันวลียอดฮิตโฆษณามือถือชัดๆ จบอัลบั้มด้วยความคลั่งรักของคนที่อยากจะคุมเกมส์ให้ตลอดรอดฝั่ง