Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เด็กการเงิน DekFinance
•
ติดตาม
3 พ.ย. 2022 เวลา 14:22 • หุ้น & เศรษฐกิจ
งบกระแสเงินสดคืออะไร? 🧐
เวลาเราจะวิเคราะห์หุ้นสักตัว สิ่งสำคัญคือเงินสด !
ไม่ใช่แค่หุ้นเท่านั้นแต่เป็นเวลาเราทำธุรกิจก็เช่นกัน เพราะบางครั้งเวลาเราดูในงบกำไรขาดทุน บริษัทอาจจะขาดทุนได้ แต่มีเงินสดเหลือเยอะ เพราะว่าขาดทุนเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น สมมติบริษัทขาดทุน 100 ล้าน แต่จริงๆ ปีนั้นอาจจะสร้างกระแสเงินสดได้ 50 ล้านบาท เพราะ 100 ล้านบาทที่ขาดทุนเกิดจากบัญชีเท่านั้น เพราะบางครั้งบริษัทจำเป็นต้องรายงานค่าใช้จ่ายบางอย่างที่อาจจะไม่ได้ใช้เงินจ่ายตามยอดนั้น แต่เป็นทางบัญชีเท่านั้น เหมือนรายได้ก็เช่นกัน
อีกอย่างคืองบกำไรขาดทุนจะมีส่วนที่เรียกว่าค่าเสื่อมราคา หรือ Depreciation & Amortization พวกนี้คือค่าใช้จ่ายที่อยู่ในงบกำไรขาดทุน แต่ไม่ได้ใช้เงินสดจ่ายออกไป เป็นเพียงทางบัญชีเท่านั้น
ค่าเสื่อมราคา เกิดจากการที่เราลงทุนในสินทรัพย์ และทางบัญชี เราต้องตัดค่าเสื่อมตามอายุสัญญาบ้าง หรือตามอายุการใช้งาน ซึ่งวิธีตัดค่าเสื่อมก็หลายแบบ
เพราะฉะนั้นงบกระแสเงินสด จึงบอกเงินไหลเข้าและเงินไหลออกของบริษัทได้ดี และโชว์ศักยภาพของบริษัทด้วย รวมถึงความมั่นคงของบริษัทก็จะเห็นได้จากงบกระแสเงินสด
📌งบกระแสเงินสดแบ่งออกเป็นสามส่วน
กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หรือที่เรียกว่า Cashflow from operation (CFO)
กระแสเงินสดจากการลงทุน หรือที่เรียกว่า Cashflow from investing (CFI)
กระแสเงินสดจากกิจกรรมทางการเงินของบริษัท หรือที่เรียกว่า Cashflow from financing (CFF)
📌กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (CFO) เป็นกระแสเงินสดที่จะบอกว่าบริษัทสร้างเงินสดได้เท่าไหร่จากการดำเนินธุรกิจ หลักๆ มันคือการเอางบกำไรขาดทุนมา Adjust ตัวเลข ให้เห็นเป็นกระแสเงินสดนั่นแหละ โดย CFO สามารถไล่จากกำไรสุทธิหรือ Net Profit ก็ได้ หรือ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีหรือ EBIT จากนั้นก็มา บวกกลับด้วยรายการที่ไม่ใช่เงินสด (Non Cash Items) ซึ่งหลักๆ จะเป็นค่าเสื่อม
ที่ต้องบวกกลับ Non-cash items เพราะว่า EBIT หรือ Net Profit คือตัวเลขทางบัญชี ที่อาจจะหักรายการบางอย่าง ค่าใช้จ่ายบางอย่างที่เกิดแล้ว แต่ไม่ได้กระทบเงินสด ทำให้ต้องบวกกลับ ยกตัวอย่าง กำไรสุทธิอยู่ที่ 100 ล้าน แต่ถ้ามาดูกำไรก่อนค่าเสื่อมอยู่ที่ 150 ล้าน แต่เพราะหักค่าเสื่อม 50 ล้าน ทำให้กำไรเหลือ 100 ล้าน เราจึงต้องบวก 50 ล้านกลับเข้าไป
เมื่อเราได้ (EBIT หรือ Net Profit) + Non-cash items
ถัดมาเราต้องมาบวกการเปลี่ยนแปลงของเงินทุนหมุนเวียน (Change in working capital) ในส่วนนี้มันจะเป็นการดูการเปลี่ยนแปลงของ Account Payable / Inventory / Account Receivable
Account payable หรือ เจ้าหนี้การค้า = เป็นจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายให้กับ Supplier พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นค่าวัตถุดิบ Raw materials ต่างๆ
Account receivable หรือ ลูกหนี้การค้า = เป็นจำนวนเงินที่เราต้องได้รับจากลูกค้า ยอดนี้ก็คือ Credit ที่เราให้ลูกค้านั่นแหละ เดียวเราก็ต้องรับรู้เป็นรายได้เมื่อครบกำหนด หรือลูกค้าจ่ายมาแล้ว
Inventory สินค้าคงเหลือ = เป็นสินค้าคงเหลือในคลังของเรา
การเพิ่มขึ้นของ Account payable = เงินสดเพิ่มขึ้น (ตรงกันข้ามหากลดลง)
การเพิ่มขึ้นของ Account receivable = เงินสดลดลง (ตรงกันข้ามหากลดลง)
การเพิ่มขึ้นของ Inventory = เงินสดลดลง (ตรงกันข้ามหากลดลง)
หลังจากการนั้นอาจจะมีรายการอื่นอีกที่ต้อง Adjust เพื่อให้เห็น CFO จริงๆ
แต่หลักๆ เข้าใจเพียงเท่านี้ถือว่าพอแล้ว
📌กระแสเงินสดจากการลงทุน (CFI)
คือเงินสดที่เราจ่ายในการลงทุน หรือที่เราเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Capital Expenditures (CAPEX) ก็คือการที่จ่ายสร้างโรงงาน ซื้อสินทรัพย์ ซื้ออุปกรณ์ต่างๆ
หลักๆ ถ้า CAPEX ปกติจะต้องมีอยู่แล้ว เพราะการมี CAPEX หมายความว่าธุรกิจกำลังขยับขยายต่อ มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ถ้าธุรกิจไม่มี CAPEX อาจจะหมายถึงธุรกิจไม่โตแล้วก็เป็นได้ โดย CAPEX จริงๆ ต้องดูลึกลงไปอีกว่าเป็นแบบไหน CAPEX จะแบ่งเป็น Maintenance CAPEX / Expansion CAPEX ซึ่ง Maintenance CAPEX หมายถึงค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อให้เครื่องจักรโรงงานมันใช้งานได้ต่อ ไม่ใช่การลงทุนเพื่อการขยับขยายเหมือนกัย Expansion CAPEX (Growth CAPEX)
📌กระแสเงินสดจากกิจกรรมทางการเงินของบริษัท (CFF)
มีที่มาสองส่วนเท่านั้น คือ Equity หรือหุ้น และ Debt หรือหนี้นั่นเอง โดยปกติบริษัทมีเวลาจะลงทุนไรสักอย่าง ส่วนใหญ่แล้วเขาก็จะเลือกที่จะกู้แบงค์นั่นเอง ต่อให้บริษัทมีเงินเหลือเยอะ ส่วนหนึ่งเพื่อที่จะใช้เงินลงทุนให้คุ้มค่าที่สุด และทำให้เงินใช้ในการเติบโตของบริษัทได้คุ้มสุด
สมมติมีเงิน 100 ล้านบาท แต่ถ้าลงโปรเจ็ค 1 ที่ต้องใช้เงิน 100 ล้านบาท เท่ากับว่าลง 1 โปรเจ็คก็หมดเงินแล้ว ขณะที่ถ้ากู้แบงค์ลงโปรเจ็ค 1 สัก 60% ของโครงการ เท่ากับว่าจะใช้หนี้ 60 ล้านบาท และเงินของบริษัทเพียง 40 ล้านบาท ทำให้มีเงินเหลืออีก 60 ล้านบาท ที่อาจจะใช้ลงทุนในโปรเจ็คที่ 2 และ 3 ได้
สำหรับในส่วนของหุ้นก็คือการออกหุ้นเพิ่มทุนนั่นแหละ เพื่อมีเงินมาหมุนเวียน แต่ต้องบอกก่อนว่า CFF รวม Debt repayment ด้วยหรือการจ่ายหนี้ในแต่ละปี ทำให้ CFF ก็มีความสำคัญไม่ใช่น้อย
เวลาที่เราจะวิเคราะห์ เรารู้ที่มาที่ไปของทั้งสามตัวแล้ว คราวที่แล้วก็ต้องมาวิเคราะห์ทั้งสามตัวว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยหลักๆ ที่เราอยากจะเห็นคือ CFO > CFI อยู่แล้ว และ CFO > เงินที่จ่ายดอกเบี้ยหรือจ่ายหนี้
CFO > CFI หมายความว่าแค่เงินสดจากการดำเนินงานก็พอใช้จ่ายสำหรับลงทุนแล้ว
CFO > เงินที่จ่ายดอกเบี้ยหรือจ่ายหนี้ หมายความว่าเรามีเงินเหลือเฟือในการจ่ายหนี้ในแต่ละปี ถือว่ามีสถานะแข็งแกร่ง
สรุป งบกระแสเงินสดหรือ Cashflow ยังมีรายละเอียดได้อีก แต่เบื้องต้นถือว่าเป็นคีย์หลักในการดูงบกระแสเงินสด ซึ่งสามารถนำไปใช้จริงได้เลย โดยสามารถลองโหลดงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนแล้วมานั่งวิเคราะห์ได้
Facebook 👉
https://www.facebook.com/DekFinance101
FB Group 👉
https://www.facebook.com/groups/2881645572091138
Blockdit 👉
https://www.blockdit.com/dekfinance
LINETODAY 👉https://today.line.me/th/v2/publisher/10240
9 บันทึก
2
1
9
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย