8 พ.ย. 2022 เวลา 06:52 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
Das Boot
อาลัยวูล์ฟกัง ปีเตอร์เสนด้วยหนังสงครามเรือดำน้ำที่ดีที่สุด
12 สิงหาคม 2022 วูล์ฟกัง ปีเตอร์เสนจากไปในวัย 81 ปีด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน เขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังจากเยอรมันที่ประสบความสำเร็จที่สุดในฮอลลีวูด
วูลฟกัง ปีเตอร์เสนเกิดในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1941 ในเมืองเอ็มเดน รัฐโลเวอร์แซกโซนี ทางตะวันตกของฮัมบูร์ก มีอาณาเขตติดกับทะเลเหนือ เรียกได้ว่าเกิดและผูกพันกับชายฝั่งทะเลเหนือ ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงที่กองทัพเรือเยอรมัน Kriegsmarine ครองความยิ่งใหญ่ เรือที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของกองทัพเรือคือเรืออู เรือดำน้ำเยอรมันที่สร้างชื่อโด่งดังในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกับกลยุทธ์ "ฝูงหมาป่า" หรือ Wolfpacks
กลยุทธ์ "ฝูงหมาป่า"คืออาศัยยุทธวิธีในการรวมกลุ่มเรือดำน้ำเข้าโจมตีขบวนเรือขนส่งสินค้าของอังกฤษกลางมหาสมุทรแปซิฟิค ในช่วงสงครามเยอรมันส่ลูกเรือดำน้ำออกปฏอบัติการมากกว่า 40,000 นาย แต่รอดชีวิตกลับมาประมาณ 10,000 นายเท่านั้น ที่เหลือฝังร่างอยู่กลางทะเล
Das Boot หรือชื่อตอนฉายเมืองไทยว่า อู 96 นรกใต้สมุทร หนังสร้างขึ้นมาจากนิยาย Das Boot โดยนักเขียนโลธาร์ กุนเธอร์ บุชไฮม์ ที่เอาเรื่องที่ตนเองมีประสบการณ์เป็นทหารนักข่าว เดินทางร่วมกับเรือดำน้ำมาเขียนตีพิมพ์ในปี 1973
ตัวหนังออกฉายในปี 1981 ถือเป็นงานสุดทะเยอทะยานของหนังเยอรมันในยุคนั้น ทั้งเรื่องงบ ความยากลำบากของการถ่ายทำ การสร้างฉากจำลองที่สมจริงมากๆ โดยเฉพาะเรือดำน้ำอู 96 จำลอง ที่สมจริงถึงกับทางสตีเวน สปีลเบิร์กต้องขอเช่ามาใช้ถ่ายหนัง Raider of the Lost Ark และก็ทำให้วูล์ฟกัง ปีเตอร์เสนหัวเสียมาก เพราะเรือดำน้ำจำลองกลับมาในสภาพที่เสียหาย
นอกจากนี้เพื่อความสมจริงยังได้ Heinrich Lehmann-Willenbrock กัปตันเรือตัวจริงของ U96 ในชีวิตจริง และ Hans-Joachim Krug อดีตเจ้าหน้าที่คนแรกของ U-219 ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการผลิต
หุ่นจำลองของเรืออู 96 ถูกสร้างขึ้นสำหรับการถ่ายทำ โดยที่ฉากภายในของเรือดำน้ำนั้นติดตั้งสูงจากพื้นห้าเมตร เพื่อให้สามารถจำลองสถานการณ์การถูกโจมตี ชุดเรือดำน้ำนี้ติดตั้งไฮโดรลิกสามารถเขย่าอย่างรุนแรง โยกและเอียงในมุม 45 องศา เพื่อให้เกิดความสมจริงมากที่สุด
รวมไปถึงสั่งห้ามนักแสดงไม่ให้ออกไปโดนแดด เนื่องจากทหารเรือที่ทำหน้าที่ในเรือดำน้ำไม่ค่อยได้เจอแสงอาทิตย์ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ นักแสดงจึงต้องปฏิบัติตัวให้เหมือนจริงมากที่สุด และต้องผ่านการฝึกฝนการเคลื่อนตัวและเคลื่อนไหวร่างกายในพื้นที่แคบๆ อย่างหนัก เพราะผู้กำกับใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยเพื่อความสมจริงพวกนี้มาก
ในโลกนี้อาจจะมีการสร้างหนังสงครามนับร้อยนับพันเรื่อง แต่ในบรรดาหนังสงครามมีน้อยมากที่เล่าถึงยุทธนาวี และที่น้อยยิ่งกว่าน้อยในยุทธนาวีก็คือหนังที่พูดถึงเรือดำน้ำ แม้ว่า Das Boot จะว่าด้วยวีรกรรมของทหารเยอรมันนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ Das Boot มีท่าทีที่ชัดเจนว่าเป็นหนังต่อต้านสงคราม
ความแตกต่างจากหนังสงครามเรื่องอื่นมาจากตัวหนังไม่ได้แสดงการต่อสู้แบบปกติทั้งบนบก ทางน้ำ หรือการออกอาวุธใส่กันให้ผู้ชมได้เห็นภาพสงคราม แต่ว่าอาศัยความคับแคบของเรือดำน้ำกับการปล่อยให้ผู้ชมจินตนาการถึงความดุเดือดของสมรภูมิการไล่ล่าระหว่างเรือพิฆาตอังกฤษกับเรือดำน้ำเยอรมัน
ความชัดเจนในการเล่าเรื่องของปีเตอร์เสนคือการกำหนดให้ผู้รู้สึกเหมือนเป็นตัวละครหรือทหารเรือที่ประจำการในเรืออู 96 จริงๆ จนเราแทบจะได้กลิ่นความเหม็นอับ ความชื้นแฉะ ความกดดัน และขวัญผวากับเสียงหรือแรงสั่นสะเทือนจากระเบิดน้ำลึก ภาพที่ทะลุทะลวงชอนไชเข้าไปทุกห้องทุกจุดของเรืออู 96 เสียงที่ผู้ชมได้ยินทำให้ผู้ชมกลายเป็นหนึ่งในลูกเรือ เหมือนได้รับประสบการณ์จริงอย่างสมบูรณ์แบบ
Das Boot มีชั้นเชิงการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยม วางกับดักไว้หลายชั้น โดยเฉพาะการแนะนำตัวละครใหม่ 2 นายที่ติดตามภารกิจของเรืออู 96 คือร้อยโทแวร์เนอร์ผู้เป็นนักข่าวสงคราม(เปรียบเสมือนตัวของนักเขียนนวนิยานคือโลธาร์ กุนเธอร์ บุชไฮม์ ซึ่งเคยเป็นทหารอาสาในกองทัพเรือเยอรมัน เคยติดตามทำข่าวเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเรือดำน้ำให้กับเยอรมันมาก่อน)
เขาติดตามเรืออู96 เพื่อบันทึกภาพและเขียนเรื่องราววีรกรรมไปถ่ายทอดปลุกใจให้กับแนวหลัง พร้อมกันนั้นก็มีนายทหารสังเกตการณ์ที่มาในเครื่องแบบนาซีสุดเนี๊ยบ ซึ่งทั้งคู่จะเป็นตัวเปรียบเทียบให้เห็นพัฒนาการและเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของผู้ชม เราจะได้ความรู้สึกว่ากำลังร่วมลงเรืออู96 พร้อมกับนายทหารทั้ง 2 คนนี้
ปีเตอร์เสนเปิดเรี่องด้วยกัปตันและหัวหน้าวิศวกรเรืออู96 ไปร่วมงานเลี้ยงรับรางวัล Ritterkreuz ซึ่งกัปตันธอมเสน กัปตันเรือดำน้ำเยอรมันอีกลำได้รับ เขาขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ด้วยกอาการเมาอย่างหนักและเริ่มล้อเลียนอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เช้าวันรุ่งขึ้นเรืออู96 แล่นออกจากท่าเรืออย่างไร้ภารกิจที่แน่ชัด วันคืนผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย จนเมื่อได้พบกับคาราวานเรือสินค้าอังกฤษกลางแอตแลนติก กัปคันพาเรืออู 96 เข้าโจมตี โดยไม่ทราบว่ามีเรือพิฆาตของอังกฤษคอยคุ้มกัน จนต้องหนีและเล่นเกมไล่จับระหว่างกัน
เมื่อเวลาผ่านไป ร้อยโทแวร์เนอร์สังเกตเห็นความแตกต่างทางอุดมการณ์ในหมู่ลูกเรือที่เป็นทหารผ่านศึกที่เจนโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัปตันที่ขมขื่นและเหยียดหยามกับสงคราม เยาะเย้ยล้อเลียนผู้มีอำนาจที่ทำให้เกิดสงคราม ซึ่งกัปตันก็ทำได้แค่เพียงทำหน้าที่ทหารให้ดีที่สุด
ในขณะที่กลุ่มลูกเรือก็มีทั้งช่วงเวลาที่มีความหวัง ความสุข สลับกับความน่าเบื่อหน่าย และความกลัว จนไปสู่ความเสื่อมถอยทางจิตใจและร่างกายอย่างสมบูรณ์ ต้องทนทุกข์จากความสกปรก สุขอนามัยที่ไม่ดี โรคทางผิวหนังที่ไม่ได้รับการรักษา สูญเสียสติในความคับแคบที่ไร้ความปราณีของเรือดำน้ำ
ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้สายตาของกัปตันที่มองอยู่ด้วยความเวทนาและเข้าใจ ขณะที่นายทหารสังเกตการณ์ที่เป็นนาซีทุกกระเบียดนิ้ว ก็มีพัฒนาการที่เปลี่ยนไป จากชุดทหารสุดเนี๊ยบในตอนแรกกลายเป็นอีกคนเมื่อหนังจบลง
สิ่งที่ยอดเยี่ยมมากๆ ของ Das Boot คือ ความสมจริงที่ทำให้เรา"เอาใจช่วย" และ 'เห็นอกเห็นใจ' กับพวกนาซี เมื่อตัดเรื่องเกี่ยวกับอุดมการณ์การเมืองทิ้งไปแล้วสิ่งที่ Das Boot แสดงออกมาคือมนุษยธรรม สิ่้งที่เราเอาใจช่วยคือมนุษย์ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัด
ตั้งแต่กัปตันเรือ ต้นเรือ พลทหาร ช่างซ่อมบำรุง เนวิเกเตอร์ ทหารสังเกตการณ์ ไปจนถึงพ่อครัว ความทะลุทะลวงของกล้องกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่แคบๆ ทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ว่ากำลังได้รับเชิญให้เข้าร่วมการสังหารหมู่ถ้าเรืออู 96 จมลง วูล์ฟกัง ปีเตอร์เสนใช้ประโยชน์จากกล้องและการออกแบบงานสร้างได้ถึงขนาดนี้
ผู้ชมไม่เห็นภัยคุกคามจากศัตรูใน Das Boot ไม่เห็นฉากต่อสู้กันแบบชัดเจน แต่ผู้ชมต้องตกอยู่ในสถานการณ์ระทึกขวัญแบบเดียวกับลูกเรือเมื่ออยู่ใต้น้ำ เสียงบี๊บๆ เสียงก้อง และเสียงเอี๊ยดๆ จากความกดที่แทบบดเรือดำน้ำให้พังดังจนแทบทนไม่ได้ ผู้ชมรับรู้การมีอยู่ของศัตรูจากเสียงประกาศ
โดยทึ่เสียงจะทำงานเหมือนประสานกับภาพ โดยเฉพาะการจับภาพมิเตอร์วัดระดับต่างๆในเรือ โดยเฉพาะตัววัดระดับความลึก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เรืออู 96 จมลงในส่วนลึกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ไฟดับทั้งหมด เครื่องยน์มีปัญหา และเรือพิฆาตยังลอยลำเหนือพวกเขาอยู่ที่ไหนสักแห่งด้านบน พร้อมทิ้งทุ่นระเบิดน้ำลึกลงมา เป็นฉากที่เราแทบกลมกลืนมีความรู้สึกเช่นเดียวกันตัวละครจริงๆ
ซึ่งมันจะไม่เหมือนหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Saving Private Ryan Dunkirk Midway The Great Escape หรือ Patton ที่มักนำเสนอในแพทเทิร์นที่ผู้ชมคุ้นเคย อาทิ ความกล้าหาญ ความเสียสละของทหาร การให้กำลังใจ แต่ Das Boot ไม่ทำให้เกิดสิ่งนี้ ไม่มีความกล้าหาญ มีแต่การทำหน้าที่ และตัวละครทุกตัวเผชิญหน้ากับชะตากรรมเดียวกัน
แม้ว่า Saving Private Ryan จะเป็นหนังสงครามที่ยอดเยี่ยมแต่ก็ไม่สามารถไปถึงสิ่งที่ Das Boot ทำได้ เมื่อทำให้ผู้ชมกลายเป็นทหารเรือไปด้วยแล้วรู้สึกลำบากด้วยความสมจริง ยิ่งถ้าดูหนังเรื่องนี้ในโรงด้วยแล้วจะเป้นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากๆ ผมยังจำได้ว่าเมื่อครั้งได้ดู Das Boot ครั้งแรกที่สกาล่า อาการกายใจไม่ทั่วท้อง หายใจไม่ทันขณะดูหนังเป็นอย่างไร Das Boot ยอดเยี่ยมถึงขนาดนี้
ด้วยงบประมาณ 18.5 ล้านเหรียญ และเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 1981 ทำรายได้ทั่วโลก 84.9 ล้านเหรียญระหว่างการฉายในโรงแล้วถ้าปรับตามอัตราเงินเฟ้อ ค่าตั๋ว ก็จะตกราวๆ 280 ล้านเหรียญในปัจจุบัน เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูง Das Boot จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เยอรมัน ขณะเดียวกันก็ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ และยังเป็นหนึ่งในหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดีที่สุดด้วย
โฆษณา