วิญญาณและมายาละคร
มีคนถามผมบ่อยๆว่าถ้าการมาเกิดเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นคน เป็นสัตว์ มาจากการเลือกเองของดวงวิญญาณ
แล้วทำไมวิญญาณเราถึงเลือกให้ตัวเองมีความทุกข์ พิการ หรือยากจน?
ในเมื่อชีวิตคือมายาสมมุติ(ตามที่หลายอาจารย์ชอบพูดกันอยู่บ่อยๆ)
ทำไมดวงวิญญาณถึงต้องเลือกเข้ามาอยู่ในอำนาจของมายาทุกข์แบบนี้ เราอยู่ในหนทางนี้เพื่ออะไร?
เอาจริงๆเรื่องนี้พูดถกกันได้เรื่อยๆ ถ้าผู้ถามยังไม่รู้ถึงเรื่องตัวตนที่แท้จริงของตนเอง เรื่องเกมส์การวิวัฒน์ และเรื่องมายา
ถ้าตอบแบบตัดจบและให้เข้าใจง่าย...
พวกเราคงชอบดูหนังภาพยนตร์กันอยู่บ่อยๆ ตลอดชีวิตนี้รวมแล้วก็คงหลายร้อยหรือหลายพันเรื่อง ไม่รวมซีรีย์ที่ติดกันงอมแงม
หนังจะสนุกก็ต้องไม่ถูกสปอย ยิ่งสนุกถ้าคาดเดาตอนจบไม่ได้ หรือหักมุมแบบคิดไม่ถึง
บางวันเราก็อยากดูแนวแอคชั่น บางวันก็คอมเมดี้ บางวันก็ดราม่า บางวันก็อยากดูฆาตกรรมสืบสวน
เอาจริงๆหนังที่ดีมันก็ควรจะมีหลายอารมณ์หลายรสในเรื่องเดียว ใช่ไหม?
บางเรื่องเราก็ชอบดูวนซ้ำๆ ฉากไหนเคยร้องไห้ พอมาดูใหม่เราก็ยังร้องไห้หรือยิ้มหัวเราะอยู่นั่นอีก ทำไมล่ะ?
คำถาม ทำไมพวกเราถึงทำแบบนั้น พวกเราดูหนัง ดูซีรีย์ทำไม?
คำตอบอาจจะง่ายๆ
แค่ชอบ!
ก็มันเป็นเรื่องความบันเทิง พักผ่อนยามว่างคลายเครียด
หรือถ้าจะตอบให้ดูดีหน่อย ก็เพื่อเปิดโลกทัศน์จินตนาการ และหาแรงบันดาลใจสำหรับข้อคิดใหม่ๆ
ที่ต้องชี้อีกประเด็นสำคัญไว้ด้วยคือ
ในแต่ละครั้งเป็นเราเองในการเลือกเรื่องที่จะดู เลือกเวลา หรือเลือกที่จะไม่ดูแล้วนอนหลับไปเฉยๆ หรือจะไปทำอย่างอื่นก็แล้วแต่
แต่ไม่มีใครที่ร่างกายปกติจะเลือกหลับไปตลอดชีวิตตลอดกาลหรอกจริงมั้ย
ชีวิต ยังไงเราก็ต้องทำอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ถ้าไม่งั้นมันคงน่าเบื่อที่สุดและไร้ความหมาย
วิญญาณคือผู้ดูละครชีวิตของเรา เหมือนเราที่เป็นผู้ดูหนังดูละครซีรีย์ และเป็นผู้มีอารมณ์ร่วมกับเรา
วิญญาณต้องการรู้และเป็นทั้งหมดที่มันสามารถจะมีประสบการณ์ได้ผ่านทางชีวิตสมมติที่มันสร้างขึ้น
หากแต่ทุกขณะมันก็มีความรู้ชัดว่าทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริงแต่เป็นการแสดง
เรา เป็นผู้สวมบทแสดงในละครชีวิตของตนเองร่วมกันกับผู้แสดงอื่นๆบนโลก
และเราเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าตัวเอกของหนังภาพยนตร์ทั้งหมดบนโลกนี้ ไม่ได้จำกัดไว้แค่ต้องเป็นราชามหาเศรษฐี ต้องหล่อโคตรหรือสวยเว่อร์
(ถ้าเราเกิดมารวยและหล่อสวยทุกชาติเราจะได้รู้อะไรในความเป็นตรงข้าม)
ที่นี่ในจักรวาลนี้เป็นโรงภาพยนตร์ ที่ไม่มีใครตายจริง เจ็บจริง ทุกข์จริง
แล้วเราจะไม่ลองเลือกดูหนังที่ตัวเอกเป็นแมวพิการ เป็นม้าแข่งธาตุทรหด เป็นวัวที่เลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหาร หรือลองเป็นทาสเป็นขอทานดูหน่อยหรอ
อารมณ์มันจะเป็นยังไงถ้าได้ดู
เราจะได้เรียนรู้อะไรขณะรับบทบาทนั้น
เว้นแต่ถ้าเราเชื่อว่าละครภาพยนตร์ที่คนในโลกนี้ทำออกมาฉายจะไม่สามารถมีอยู่จริงได้
มันจึงจะเหมือนกับที่เชื่อว่าชีวิตของเรานี้ล้วนเป็นความจริงไม่ใช่การแสดง
เราก็ย่อมที่จะไม่อยากเลือกเกิดเป็นปลาตัวเล็กๆอย่างแน่นอน
และก็คงไปโทษว่าเป็นเพราะผลของบาปอีกเวลาที่คิดอะไรไม่ออก
แล้วก็วนกลับมาที่มองว่าการเกิดมันเป็นทุกข์เหมือนเดิม
ความจริงถ้าเบื่อจะดู ก็ไม่มีใครห้าม ถ้าอยากจะพักก็เชิญกลับไปนอน ไปพักผ่อน
ซึ่งก็ไม่มีอย่างอื่นให้ต้องทำหรอก เว้นแต่เราจะสร้างสรรค์มันขึ้นมาเอง
เรามีเสรีภาพอยู่เสมอ ทั้งที่นี่ และในโลกปรมัตถ์
เหงาๆก็ไม่มีใครบังคับอีก ถ้าอยากจะลืมตาขึ้นมาดูซีรีย์เพลินๆต่อเมื่อไหร่ก็ได้
สังสารวัฏหนึ่งๆ ก็คือซีรีย์ยาวๆหลายตอนเรื่องหนึ่งเท่านั้นเองแหละ
พอบรรลุสภาวะสูงสุดแล้ว จะไม่ไปเริ่มต้นดูซีรีย์เรื่องใหม่หรอ
ในเมื่อเราไม่เคยหายไป ยังมีเราอยู่เสมอในความเป็นนิรันดร์
บางคนบอกจิตฉันคลายกำหนัดหลุดพ้นจากกิเลสความอยากทั้งปวงแล้ว ไม่อยากดูอะไรแล้วล่ะ ฉันนิพพาน
ใช่ คุณก็ไปนอนไง ไปพักจากการดู นั่นคือนิพพานในความเป็นจริง
แต่ก็อย่างที่บอก ไม่มีใครจะหลับไปตลอดกาล
เพราะเราคือพลังงาน คือการสั่นสะเทือน คือการเคลื่อนที่ คือความรักมิใช่ความกลัว
สิ่งที่พวกเราลืมไปอีกอย่างแต่สำคัญที่สุดคือ ชีวิตประกอบด้วย 3 คุณลักษณะรวมกัน กาย ใจ และวิญญาณ
(ไม่ได้มีแค่ 2 ของนามและรูป, วิญญาณเป็นผู้ที่สร้างทั้งนามและรูปออกมาจากมัน)
สมัยก่อนมนุษย์คิดได้แค่ว่าปัญหาของการเวียนว่ายตายเกิด มันมาจากจิต (จากใจ จากความคิด จากอารมณ์และความรู้สึก)
จะยุติวัฏสงสารก็ต้องไปจบที่จิต ชำระจิต ละอัตตา,ตัณหา,อุปาทาน อะไรก็ว่าไป
แต่พวกเขาไม่รู้เลยเรื่องของดวงวิญญาณ ซึ่งมีอำนาจเหนือระดับของจิตใจอย่างไม่ต้องสงสัย
วิญญาณไม่ใช่แค่ตัวรู้ แต่เป็นทั้งหมดที่สร้างตัวชีวิตนี้ขึ้นมา รวมทั้งทุกสิ่งที่เข้ามาสู่ชีวิตด้วย
วิญญาณเป็นทั้งผู้สร้าง ผู้กำกับ และผู้ดู ในขณะเดียวกัน
สิ่งที่พวกเราเคยรู้เพราะการสั่งสอนสืบทอดกันมา มันยังเป็นเพียงแค่สิ่งที่ผุดออกมาจากจิตใจ,ความคิด ไม่ใช่จากระดับของวิญญาณ ไม่เลย และไม่เคยแม้แต่จะใกล้เคียง
ความน่าสนใจในการที่ยังไม่รู้ถึงสภาวะสูงสุดของพวกเราตอนนี้คือ
แล้วอะไรคือความจริงของชีวิตเราจากความคิดของตัวเราเองล่ะ มีไหม?
ความจริงที่งดงามที่สุดของเรา
ซึ่งไม่ใช่เพราะถูกบอกให้ต้องเชื่อน่ะ เราจะเลือกเชื่อในอะไร?
ภาพยนตร์มันมีจุดประสงค์เพื่อความบันเทิง ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นการแสดงพวกเราก็ยังรักมัน สุขและทุกข์ไปกับมัน
ส่วนลักษณะของปัญญาที่มาจากวิญญาณนั้นจะแสดงออกมาในนิยามของรักสมบูรณ์แบบเสมอ
ไม่บอกให้มองชีวิตเป็นความทุกข์
ไม่บอกให้กลัวการมีชีวิต
แต่บอกสอนให้รักทุกสิ่งที่ชีวิตมอบให้
เราสามารถมาเกิดเพื่อรับบทบาทเดิมซ้ำๆ เหมือนที่เราทำกับการดูภาพยนตร์เรื่องโปรด
ใช่รวมทั้งการเลือกผู้แสดงสมทบก็เช่นกัน (ที่มีคำว่าบุพเพสันนิวาสก็เพราะจากการเลือกนี้)
เราสามารถจะเลือกช่วงเวลาและสถานที่เกิด เหมือนที่เราเลือกได้ว่าจะดูภาพยนตร์ในเวลาและสถานที่ไหน
เราสามารถที่จะเลือกเนื้อเรื่องของชีวิตเพื่อรวบรวมความรู้ใหม่ๆ เหมือนที่เราเลือกได้ว่าจะดูภาพยนตร์แนวใดเพื่ออะไร
ทั้งหมดที่เราเห็นในจักรวาลนี้และจักรวาลอื่นๆล้วนเป็นการแสดง เป็นภาพมายา
ไม่มีนักแสดงคนไหนที่ต้องถูกกฏหมายลงโทษในบทบาทที่เขาเล่น ก็มันไม่ใช่เรื่องจริง!
ดังนั้นโปรดเลิกเชื่อเรื่องนรก,เรื่องบาปเวรข้ามภพชาติเสียด้วยเถิด มันไม่ได้มีคุณค่าอะไรกับการเรียนรู้เหตุผลของการมีชีวิต
ความกลัวจะดึงดูดสิ่งที่เหมือนกัน นี่ต่างหากคือกฎของจักรวาล
ซึ่งเพราะความกลัวไม่เป็นผลดีต่อจิตใจและพลังงานลบที่ส่งออกไปจะวนกลับมาที่ตัวเองในรูปของประสบการณ์
คำถามที่ว่าไอ้เรื่องแย่ๆทั้งหลายที่เกิดกับชีวิตเราและกับที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ มันไม่ได้ทุกข์อย่างนั้นเหรอ?
กายและใจในมายาสมมุติจะเป็นทุกข์น่ะใช่ แต่อย่างที่กล่าวข้างต้น (โอ้ พวกเรารู้วิธีจัดการกับมันดีอยู่แล้วล่ะ)
ไม่ได้ทุกข์กับวิญญาณซึ่งเป็นผู้ดูและตระหนักรู้ว่ามันเป็นใคร เป็นอะไร เป็นสิ่งใด
สิ่งที่วิญญาณต้องการจากเราในขั้นสุดท้ายหลังจากที่รวบรวมทุกสภาวะจิตไว้จนครบถ้วนแล้ว
คือการมองเห็นชีวิตด้วยมุมมองเดียวกันกับมัน ซึ่งนั่นคือกระบวนการวิวัฒน์ของเราล่ะ
มองด้วยสายตาของความรักบริสุทธิ์ ตอบสนอง และแสดงออกอย่างสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับเจตจำนงของวิญญาณ
นี่คือสภาวะสูงสุด, จิตสำนึกสูงสุด ตามความหมายที่แท้จริง
(ใช่ มันยังเป็นนิยามของคำว่าจิตประภัสสร,จิตเดิมแท้,และพระเจ้า)
1
โลกกำลังสอนให้พวกเราคิดบวก มองปัญหาให้เป็นโอกาส
ไม่ใช่ให้คิดลบแล้วพยายามจะหนีจากมันเหมือนเช่นอดีต
ตอนนี้พวกเราคิดกับละครซีรีย์ของตัวเองแบบไหน?
มองมันเป็นอย่างไร?
จะรักหรือจะกลัว จะขอบคุณหรือจะประณาม จะรังสรรค์หรือจะละทิ้ง
ชีวิตคือผลรวมของความคิดที่เรามีต่อมัน สิ่งใดที่เราเชื่อมันจะกลายเป็นความจริงสำหรับเรา
ชีวิตจะสุขหรือจะทุกข์ก็เริ่มต้นจากตรงนี้
ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่กับการมาเกิดที่นี่ นั่นคือผลของความคิดจิตใจในมายามนุษย์
ซึ่งไม่ได้มีผลอะไรกับการเลือกจากจิตปัญญาของวิญญาณเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นขอให้สนุกกับการชมละครนี้ร่วมกับวิญญาณของตนเถิด ขอบคุณครับ.
4ถูกใจ
205รับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      #ตัดสินจำคุก 40 ปี ฆาตกรสตอล์กเกอร์แห่งเกาหลีใต้ #อัยการขัดใจ ทำไมไม่ประหาร!!
      ไม่จบ! มหากาพย์ประมูลโรงแรมหรู "ดาราเทวี" ผู้ถือหุ้นอีกฝั่ง IFEC ออกโรงค้าน มหากาพย์ประมูลโรงแรมหรู "ดาราเทวี เชียงใหม่"ยังไม่จบ กลุ่มผู้ถือหุ้นอีกฝั่งของ IFEC ไม่ลามือ จัดแถลงข่าวคัดค้าน I Thermal บริษัทลูก IFEC ชนะประมูลซื้อทรัพย์โรงแรม 3,594 ล้าน สูงกว่าครั้งก่อน 1,582 ล้านบาท เป็นพฤติกรรม ลับ ลวง พราง ทั้งจี้กลต.ตรวจสอบธุรกรรม
      หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้จะโดนริบแชมป์ อธิบายดราม่าการเงินทีมเรือใบแบบเข้าใจง่าย เกิดอะไรขึ้นกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พวกเขาทำผิดอะไรมากมาย 115 ข้อหา และพรีเมียร์ลีกจะสั่งริบแชมป์จริงหรือไม่ เราไปสรุปเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่แรก ทีละสเต็ปอย่างเข้าใจง่ายนะครับ
      หรือ AI กำลังจะกลืนกินแม้กระทั้งวงการนางแบบ ?? ภาพที่เห็นคือหญิงสาวที่ถูกสร้างโดย AI ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานของ เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ที่ใช้ชื่อว่า The Realist
      ดูทั้งหมด