13 พ.ย. 2022 เวลา 17:42 • สุขภาพ
📍แนะนำเทคนิคดูแลรักษาผมร่วงผมบาง: ยารักษาผมร่วงผมบางมีอะไรบ้าง & เลือกใช้อย่างไร?
🔬 การใช้ยาแก้ผมร่วงเป็นเพียงรักษาอาการผมร่วงในเบื้องต้นเท่านั้น บางคนเรียกว่ายาปลูกผม หรือยาแก้หัวล้าน ยาเหล่านี้ไม่สามารถปลูกผมหรือแก้อาการศีรษะล้านได้ ยาแก้ผมร่วงทำได้เพียงส่งเสริมการสร้างเส้นผมจากเซลล์รากผมที่ยังทำงานได้ และลดปัจจัยที่ทำให้ผมร่วงเท่านั้นหากปัญหาหนังศีรษะของคุณมีค่อนข้างมาก ศีรษะล้าน เซลล์รากผมไม่สามารถถูกกระตุ้นให้สร้างเส้นผมได้อีกต่อไป ในขั้นนี้จำเป็นต้องรักษาด้วยการปลูกผมถาวร
🧬ยาแก้ผมร่วงในปัจจุบันที่นิยมใช้ และได้รับการรับรองแล้วมี 3 ตัว ดังนี้
I.ยาไฟแนสเตอรายด์ (Finasteride)
•เป็นยากินแก้ผมร่วง ยาแก้ผมบาง ที่นิยมใช้กันมายาวนานกว่า 10 ปี และได้การรับรองจากองค์การอาหารและยาอเมริกา (USFDA Approved)ใช้รับประทานวันละครั้ง ครั้งละ 1 – 1.25 มิลลิกรัม มีจำหน่ายทั่วไปโดยใช้ชื่อ 2 ชื่อ คือ
1. โพรพีเชีย (Propecia) ขนาด 1 มิลลิกรัม 
2. โปรสการ์ (Proscar) ขนาด 5 มิลลิกรัม (ให้แบ่งรับประทานวันละหนึ่งส่วนสี่เม็ด)
ยาไฟแนสเตอรายด์ เป็นยาแก้ผมร่วงที่ใช้ได้ในเฉพาะผู้ชายเท่านั้น* เพราะยาตัวนี้จะทำงานโดยการลดอัตราการเปลี่ยนฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน Testosterone ให้เป็น DHT (Dihydrotestosterone) ที่เป็นสาเหตุของอาการผมร่วง ถ้าใช้ในผู้หญิงนอกจากจะไม่เห็นผลแล้ว ยังมีผลข้างเคียงมาก ถ้าใช้ในหญิงตั้งครรภ์ก็จะทำให้ทารกพิการด้วย
•ยาแก้ผมร่วงดังกล่าว ลดปริมาณ DHT ได้มากถึง 60% ทำให้ผมงอกใหม่ได้ดีขึ้น ผมหยุดร่วง ผู้ใช้ยาจะเริ่มเห็นผลหลังใช้ยาประมาณ 4 – 6 เดือน และจะเห็นผลชัดเจนหลังจากใช้ยา 1 ปีขึ้นไป***
•ยาไฟแนสเตอรายด์ เป็นยาแก้ผมร่วงที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ได้รับการรับรองให้ใช้เป็นยารักษาผมร่วงอย่างถูกต้อง ยาตัวนี้จะใช้รักษาได้ดีที่สุดในผู้ที่ผมบางระยะเริ่มต้น และระดับปานกลาง (ถ้าผมบางทั่วทั้งศรีษะจนไม่เห็นรูเปิดของรูขุมขนแล้วอาจจะได้ผลน้อยมากหรือไม่ได้ผลครับ) นอกจากนี้ยังใช้ได้ดีกับผู้ที่ปลูกผมถาวรมาก่อน ที่จะใช้ยาหลังปลูกผมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผมเยอะ และหนาในระยะยาว
•ผลข้างเคียง: ยาไฟแนสเตอรายด์ก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน คืออาจจะทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง ปริมาณน้ำอสุจิลดลง ถ้าหากหยุดยาจะกลับเป็นปกติ หรือถ้าใช้ยาไปสักระยะหนึ่ง เมื่อร่างกายปรับตัวได้ จะไม่เกิดผลข้างเคียงนี้ขึ้นอีก
II.ยาไมนอกซิดิวล์ (Minoxidil)
ยาไมนอกซิดิวล์ (Minoxidil) เป็นยาที่นิยมใช้เพื่อรักษาการผมร่วงจากกรรมพันธุ์ ยาจะทำงานโดยการขยายหลอดเลือด ให้เลือดไปเลี้ยงรากผมมากขึ้น ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม ชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม และทำให้เส้นผมมีอายุขัยนานขึ้น เป็นยาแก้ผมบางแบบหนึ่งที่ใช้กันมาอย่างยาวนานถึง 15 ปี ใช้ได้ทั้งในผู้ชาย และผู้หญิง (USFDA approved)
•ในผู้หญิงมีเพียงยาไมนอกซิดิวล์แบบทาเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ครับ
•ยาไมนอกซิดิวล์มีรูปแบบต่างๆให้เลือกใช้ดังนี้
1. ยาไมนอกซิดิวล์ แบบยาเม็ด ให้ทานวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 5 มิลลิกรัม โดยมีการศึกษาวิจัยมากขึ้นถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย
3. ยาไมนอกซิดิวล์ แบบยาทา หรือเรียกว่าแบบโลชั่นก็ได้ ใช้ทาบริเวณที่ผมร่วง ผมบางวันละ 2 ครั้ง ซึ่งยาทานี้มี 2 แบบ แบ่งตามความเข้มข้นของตัวยา คือ 2% Minoxidil และ 5% Minoxidil (USFDA-approved)
•สำหรับยาไมนอกซิดิวล์ แบบเม็ด ผลข้างเคียงที่อาจพบได้คือ เกิดอาการบวมที่ใบหน้า แขน ขา เวียนหัว หรือหัวใจเต้นเร็ว นอกจากนี้ยังอาจทำให้ขนขึ้นที่ใบหู หรือทำให้ผมร่วงในช่วงแรกที่ใช้ยาได้ อาการเหล่านี้อาจเกิดแยก หรือเกิดร่วมกันก็ได้
•ส่วนยาแก้ผมร่วงแบบทา ผลข้างเคียงคืออาจจะทำให้หนังศีรษะแห้งจากแอลกอฮอล์ที่ผสมอยูในยาทา ผลข้างเคียงโดยรวมจะน้อยกว่าแบบเม็ด เนื่องจากตัวยาถูกดูดซึมเข้าร่างกายน้อยกว่า ทำให้ยามีผลเฉพาะที่เท่านั้น และในผู้ชายสามารถใช้ได้แบบ5% Minoxidil 1ซี ซี ทาวันละ2ครั้ง
•ส่วนในผู้หญิง ทั้ง 2% Minoxidil และ 5% Minoxidil ให้ผลแทบไม่ต่างกันเลย แต่ 5% Minoxidil อาจทำให้มีขนขึ้นที่ใบหน้าได้ แพทย์จึงมักแนะนำให้ใช้ตัว 2% มากกว่า
•ยาไฟแนสเตอรายด์ (Finasteride) และยาไมนอกซิดิวล์ (Minoxidil) ที่กล่าวถึงไป เป็นยาแก้ผมร่วงที่จะต้องใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือนถึงจะเห็นผล และถ้าหยุดใช้ ผมก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ผมเส้นเล็ก ไม่ค่อยงอก ขาดร่วงง่าย ผู้ที่ต้องการแก้ผมร่วงบางคนอาจจะใช้ยาไม่ได้ผล บางคนก็ได้ผลดีเมื่อใช้ยาทั้งสองตัวด้วยกันก็มี
III.ยาดูทาสเตอรไรด์ (Dutasteride, Avodart)
•ยาดูทาสเตอรไรด์ (Dutasteride) เป็นยาที่เพิ่งมีได้ไม่นานนัก มีการทดลองใช้กันบ้างแล้ว ยาจะทำงานคล้ายกับยาไฟแนสเตอรายด์ คือจะลด DHT ที่เป็นฮอร์โมนต้นเหตุของอาการผมร่วงลง แต่ยาตัวนี้มีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะลด DHT ลงได้ถึง 90%***
•ปัจจุบัน ในยุโรปอนุญาตให้ใช้ยาตัวนี้รักษาผมบางได้แล้ว แต่ในอเมริกา และในไทยยังไม่อนุญาต ผู้ที่เลือกใช้ยาตัวนี้ส่วนใหญ่จะซื้อยามารับประทานเอง โดยให้รับประทานวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 0.5 มิลลิกรัม
🔬ยารักษาผมร่วง ได้ผลจริงไหม
ผลขึ้นอยู่กับการตอบสนองของยาในแต่ละบุคคลครับ***
รวมทั้งสภาพเส้นผม หนังศีรษะในตอนใช้ยา และตำแหน่งที่ต้องการให้ผมหนาขึ้น
•ซึ่งผมส่วนที่มักใช้ยาไมได้ผล คือผมด้านหน้า
คนที่ใช้ได้ผลก็จะได้ผลดี ผมหนาขึ้นจริง ร่วงน้อยลงจริง และอาจจะไม่จำเป็นต้องรักษาอาการผมร่วง ผมบางด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม บางคนก็จำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาอื่นร่วมด้วย เช่น การเลเซอร์ผม การ fractional laser การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น PRP/ PRF หรือ แสงเลเซอร์ความเข้มข้นต่ำ Low level laser therapy LLLT
•บางคนอาจจะใช้ยาแก้ผมร่วงไม่ได้ผลเลย เนื่องจากร่างกายไม่ตอบสนองกับยา หรือไม่เซลล์รากผมก็อาจจะเสื่อมจนไม่สามารถงอกผมได้แล้ว ถ้าเป็นกรณีนี้ ก็จำเป็นต้องแก้ด้วยการปลูกผมถาวร
•งานวิจัยเกี่ยวกับการดูแลรักษาผมร่วงผมบางโดย ผศ. นพ. ศุภะรุจ เลื่องอรุณ(หมอรุจ), รศ. นพ. เทอดพงศ์ เต็มภาคย์ และทีม
•การใช้ยาไมน็อกซ์ดิวรูปแบบรับประทานในการดูแลรักษาผมบางจากพันธุกรรม
•การใช้สารสกัด Biochanin A, Acetyl tetrapeptide-3, and Ginseng Extracts เปรียบเทียบกับ 3% Minoxidil Solution ในการดูแลผมร่วงผมบางจากพันธุกรรมในเพศชายและเพศหญิง
•การใช้แสงเลเซอร์สีแดงความเข้มข้นต่ำ low level laser therapy LLLT ในการดูแลรักษาภาวะผมร่วงผมบางในเพศจากพันธุกรรม
•การใช้เกล็ดเลือดเข้มข้น Platelet-rich Plasma PRP ในการดูแลรักษาภาวะผมร่วงผมบาง
•โรคผมร่วงจากการอักเสบของชั้นไขมันผิวหนัง lupus panniculitis of scalp
ไม่มียาตัวใด เป็นยาแก้ผมร่วงที่ดีที่สุด มีเพียงยาแก้ผมร่วงที่เหมาะกับคนไข้แต่ละคนที่สุดครับ
ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนตัดสินใจใช้ยาแก้ผมร่วง เพื่อความปลอดภัย และเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา
ยาแก้ผมร่วง เหมาะกับคนหลายกลุ่ม ดังนี้
1. ผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบางจากกรรมพันธุ์ในช่วงเริ่มต้น ถึงปานกลาง หากศีรษะล้านจากพันธุกรรม หรือผมบางมากแล้ว อาจจะไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีใช้ยาทา หรือยากินรักษาผมร่วง อาจจะต้องปลูกผมแทน
2. ผู้ที่ผมร่วงจากปัญหาฮอร์โมนเพศ และยังมีรากผมที่สามารถงอกผมได้อยู่
3. ผู้ที่มีปัญหาผมร่วงผมบางจากสาเหตุอื่นๆ ในช่วงเริ่มต้น ถึงปานกลาง
🧬ผู้ที่ไม่ควรใช้ยาแก้ผมร่วง หรือผู้ที่ใช้ยาแก้ผมร่วงแล้วไม่สามารถรักษาอาการผมร่วง ผมบางได้ คือกลุ่มคนต่อไปนี้
1. ผู้ที่มีปัญหาผมบาง ศีรษะล้านในระดับกลาง ถึงระดังรุนแรง
2. ผู้ที่เซลล์รากผมเสื่อมสภาพจนผมไม่สามารถงอกได้แล้ว
3. ผู้หญิง และผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพราะยาบางตัวมีผลข้างเคียงในผู้หญิง และส่งผลต่อทารกในครรภ์
4. ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดปลูกผม FUE ปลูกผม FUT หรือปลูกคิ้วถาวร ในช่วงระยะเวลา 7 วัน
ข้อดีของยาแก้ผมร่วง
1. เป็นการรักษาในระยะยาว แม้จะใช้เวลานาน แต่ก็สามารถทำได้เอง ไม่ต้องพบแพทย์บ่อย
2. ไม่เจ็บตัว อาจมีผลข้างเคียงบ้าง แต่ไม่ได้จำเป็นต้องฉีดสาร หรือผ่าตัดเหมือนวิธีอื่นๆ
3. ผู้ที่ตอบสนองกับยาได้ดีจะเห็นผลชัดเจน ผมขึ้นจริง แก้อาการผมร่วง ผมบางได้จริง ในระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไป
ข้อจำกัดของยาแก้ผมร่วง
ข้อจำกัดตรงที่ ยาสามารถแก้อาการผมร่วงผมบางได้แค่อาการในระยะแรก และระยะกลาง ถ้าเป็นมากกว่านั้น ยาแก้ผมร่วงจะใช้ไม่ได้ผล นอกจากนี้ยาที่ใช้กันอยู่มากยังมีผลข้างเคียงอีกด้วย
🔬ผลข้างเคียงของการใช้ยาแก้ผมร่วง
1. ยาที่มีผลกับฮอร์โมน DHT อาจมีผลทำให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้พบได้น้อย2-3%
2. ยาไมนอกซิดิวล์แแบบทานอาจทำให้เกิดอาการบวมบริเวณหน้า แขน ขา เวียนหัว หัวใจเต้นเร็ว พบได้น้อย
4. ยาไมนอกซิดิวล์อาจทำให้ผมร่วงได้ หลังจากเริ่มใช้3-4สัปดาห์ เป็นการผลัดผมเก่าออกก่อน Telogen shedding
5. ยาทาแก้ผมร่วงมักมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ อาจทำให้หนังศีรษะแห้งและคัน หรือบางคนหนังศรีษะ เหนียวเหนอะนะ
•ผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบางเนื่องจากสาเหตุต่างๆ เมื่อพบแพทย์แล้ว แพทย์มักจะแนะนำให้รักษาหลายๆวิธีควบคู่กัน หากทำทั้งการรับประทานยาแก้ผมร่วง การปลูกผม หรือทำทรีทเมนต์อื่นๆร่วมด้วยก็จะสามารถแก้ปัญหาผมร่วง ผมบางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
#รักษาผมร่วง #รักษาผมบาง #เลเซอร์รักษาผมร่วง #เกล็ดเลือดเข้มข้นรักษาผมร่วง #เกล็ดเลือดเข้มข้นรักษาผมบาง #ผมบาง #ผมบางจากพันธุกรรม #ยาปลูกผม #PRP #PRF
#หมอรุจชวนคุย 👨‍⚕️😉🔬
🧑🏻‍💻เทคนิคในการดูแลรักษาผมร่วงผมบาง
โฆษณา