15 พ.ย. 2022 เวลา 07:27 • ประวัติศาสตร์
เว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม
กว่าจะมี “รถบรรทุก” ปรากฏในไทยครั้งแรก ย้อนอดีตยุคก่อนรถยนต์วิ่งว่อน ต้องผ่านอะไรมาบ้าง
การคมนาคมสมัยต้นรัตนโกสินทร์มีการขนส่งทางเรือได้รับความนิยมยาวนานกว่าร้อยปี กระทั่งสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ถนนหนทางเริ่มพัฒนามากขึ้น การขนส่งทางบกที่สะดวกและราคาย่อมเยาเข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เมื่อโลกเริ่มรู้จักกับรถยนต์ หลังจากนั้นจึงเริ่มมีรถบรรทุกตามเข้ามาในไทย
เอ็ดเวิร์ด แวน รอย (Edward Van Roy) ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ชาวจีนในไทยวิเคราะห์ไว้ว่า คนไทยทั่วไปในอดีตมีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับน้ำ อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ การเดินทางจึงต้องอาศัยเรือ ส่วนชาวจีนในสำเพ็ง (ย่านการค้ายุคแรกในสมัยแรกเริ่มกรุงรัตนโกสินทร์) ตั้งร้านค้าและพักอาศัยบนบกเป็นส่วนมาก เส้นทางที่ใช้ในการสัญจรซึ่งปรากฏขึ้นทั่วไปในสำเพ็งกลับเป็นถนนเส้นเล็กๆ หรือทางเดินขนาดเล็ก
สำหรับบางคนอาจมองว่า ตรอกซอกซอย เป็นทางเดินทั่วไป แต่ในอดีต เส้นทางสัญจรกลุ่มนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ลัดเลาะถึงกัน ตอบสนองต่อวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับการค้า เส้นทางเหล่านี้เสมือนเป็นกระจกสะท้อนแง่มุมหลากหลายมิติทั้งเชิงเศรษฐกิจการค้า สังคม และวัฒนธรรม
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 (ประมาณช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19) จึงเกิดเส้นทางสัญจรตัดผ่านสำเพ็ง และพอจะนิยามว่าเป็น “ถนน” ได้ ซึ่งเอ็ดเวิร์ด แวน รอย มองว่า ถนนเส้นนี้คือถนนสำเพ็งนั่นเอง (ปัจจุบันถูกเรียกว่าซอยวานิช 1)
ถนนและรถลาก-รถราง
หลังเกิดสนธิสัญญาเบาว์ริง ในสมัยรัชกาลที่ 4 ผลประการหนึ่งที่ตามมานอกจากเปิดเสรีทางการค้า คือชาวตะวันตกเข้ามาพำนักในกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้น
รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างถนนหลายสาย ถนนเจริญกรุงเริ่มสร้างช่วง พ.ศ. 2405-2407 ในยุคทศวรรษ 2400 ถือเป็นถนนที่กว้างขวางใหญ่โตทีเดียว และยังมองกันว่าเป็นถนนที่ยาวที่สุดของไทยในสมัยนั้น
เอ็ดเวิร์ด แวน รอย อธิบายไว้ว่า ชาวตะวันตกที่เข้ามาในกรุงเทพฯ ในช่วง พ.ศ. 2393-2412 นำรถลากด้วยม้าเข้ามาใช้ รถที่ใช้ม้าลากก็มีหลายชนิด
รถลากด้วยม้าได้รับความนิยมในหมู่เจ้านายชั้นสูงและคนในราชสำนัก เมื่อมีรถลากมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการปรับปรุงถนน ถนนกว้างขึ้น ถนนในเมืองเชื่อมต่อกันมากขึ้น
ปี พ.ศ. 2430 บริษัทรถราง บางกอก จำกัด ก่อร่างขึ้นโดยชาวตะวันตกซึ่งได้รับสัมปทาน ลักษณะบริการคือให้ม้าลากรถรางวิ่งไปตามรางเหล็ก เริ่มดำเนินการจริงใน พ.ศ. 2432
เส้นทางที่รถรางนี้ให้บริการในยุคแรกเริ่มอยู่ระหว่างกำแพงพระนครถึงยานนาวา ระยะทางราว 6 กิโลเมตร ปีต่อมาจึงขยายเส้นทางวิ่งอีก 3 กิโลเมตร ต่อไปถึงบางคอแหลม การคมนาคมตั้งแต่สำเพ็งไปตามถนนเจริญกรุงจึงถือได้ว่ามีระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัยแล้ว
ปี พ.ศ. 2437 ไทยจึงเริ่มมีรถรางไฟฟ้าวิ่ง โดยเริ่มวิ่งตามถนนเจริญกรุงตามแนวเดิมที่รถรางลากด้วยม้าเคยวิ่ง ในแง่การใช้งาน รถรางถือว่าเหมาะสมกับการจราจรที่หนาแน่นในบริเวณเหล่านั้น สถิติผู้ใช้งานรถรางในช่วงทศวรรษ 2440 มีจำนวนมาก บริษัทที่ให้บริการจึงต้องเพิ่มอีกสายในถนนราชวงศ์
เอ็ดเวิร์ด แวน รอย อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า รถรางตามถนนเจริญกรุงเป็นปัจจัยหนุนต่อการขนส่งเนื้อสัตว์แช่แข็งจากโรงฆ่าสัตว์จากบางคอแหลมมาที่ตลาดสำเพ็ง
ขณะที่เอกสาร “จดหมายเหตุการอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์” ยังระบุเพิ่มเติมว่า เดิมทีแล้วมีรถรางแล่นถึงท่าราชวงศ์ด้วย
ทั้งนี้ กิจการรถรางช่วงแรกไม่ได้ราบรื่น กิจการเปลี่ยนมือหลายครั้ง จนผู้คนในพระนครเพิ่มจำนวนมากขึ้น กิจการรถรางถึงเริ่มกระเตื้องขึ้นมา แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ผู้คนมีทางเลือกในการคมนาคมมากขึ้น รถรางจึงซบเซาลง และยกเลิกกิจการไปเมื่อ พ.ศ. 2511
การสร้างถนนเจริญกรุงไม่ได้ส่งผลต่อเรื่องรูปแบบการคมนาคมเท่านั้น แต่ส่งผลมาถึงวิถีในบริเวณข้างเคียงอย่างสำเพ็งด้วย แน่นอนว่าการก่อสร้างต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ธุรกิจการเดินทางนำชาวจีนเข้ามาในกรุงเทพฯ จึงคึกคัก ตามมาด้วยจำนวนประชากรในสำเพ็งที่เพิ่มมากขึ้น
การสร้างถนนยังทำให้เกิดเส้นทางสัญจรในละแวก ทางเดินจากสวนผักด้านหลังชุมชนสำเพ็งมาบรรจบกับถนนเจริญกรุงทำให้เกิดเส้นทางขนส่งอย่างเต็มตัว ภายหลังสร้างถนนเจริญกรุง ตรอกและซอยต่างๆ ก็เริ่มมีบทบาทต่อชุมชนมากขึ้น
หลังจากการสร้างถนนเจริญกรุงอีกกว่า 20 ปี ย่านสำเพ็งจึงจะเกิดการพัฒนาโครงสร้าง โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีการสำรวจพื้นที่สำหรับตัดถนนใหญ่คือถนนยุวราช (ปัจจุบันคือถนนเยาวราช) เมื่อ พ.ศ. 2434 ถนนสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2443 ถนนเยาวราชส่งผลต่อมาคือที่ดินบริเวณใกล้เคียงก็ได้รับการพัฒนาด้วย
หลังจากมีถนนเยาวราชได้ไม่นาน การสร้างถนนในแถบสำเพ็งอย่างถนนราชวงศ์ ถนนจักรวรรดิ ถนนอนุวงศ์ และถนนวรจักร ค่อยๆ ทยอยตามมา ถนนเหล่านี้กลายเป็นแหล่งค้าขายสินค้า และแหล่งความบันเทิงในย่านนั้นไปโดยปริยาย
การตัดถนนในระยะต่อมาเกิดขึ้นจากสาเหตุเรื่องอัคคีภัยและความแออัด จึงปรากฏการสร้างถนนอย่าง ถนนทรงวาด หลังจากเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ที่สำเพ็งเมื่อ พ.ศ. 2449
การพัฒนาถนน สู่ยุครถยนต์
ภายหลัง พ.ศ. 2449 การคมนาคมทางเรือยังเป็นทางเลือกหลักของการขนส่งอยู่อีกหลายสิบปี แม้ว่าช่วงทศวรรษ 2440 เป็นช่วงที่ไทยเริ่มตื่นตัวกับ “รถยนต์” พาหนะบนบกที่ใช้เครื่องยนต์จากชาวตะวันตก เจ้านายในไทยหลายพระองค์ทรงสนพระทัยเรื่องรถยนต์กันมากแล้วก็ตาม
เมื่อปรากฏรถยนต์พระที่นั่งในรัชกาลที่ 5 เข้ามา ควบคู่ไปกับการพัฒนาถนนมากขึ้น การคมนาคมขนส่งโดยรถยนต์ย่อมได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่กว่าที่รถยนต์สำหรับการขนส่งหรือรถบรรทุกของขนาดใหญ่จะถือกำเนิดและแพร่หลายมาถึงไทยในระดับวงกว้างก็ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเลยทีเดียว โดยเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของผู้จัดจำหน่ายรถอีซูซุในประเทศไทยระบุว่า
“บริษัทเริ่มจำหน่ายรถบรรทุกอีซูซุคันแรกในประเทศไทยก่อน พ.ศ. 2500”
จากข้อมูลข้างต้นนี้จึงพอตั้งสันนิษฐานได้ว่า “รถบรรทุก” น่าจะปรากฏขึ้นในไทยก่อนช่วงทศวรรษ 2500 สักระยะหนึ่ง
หลักฐานประการหนึ่งของความคึกคักทางการค้าและความนิยมของรถบรรทุกสะท้อนผ่านคำบอกเล่าของผู้คนในย่านถนนทรงวาด ซึ่งเป็นย่านการค้าส่ง สินค้านำเข้า-ส่งออกนานาชนิดล้วนมาผ่านจุดนี้ ภาพของรถบรรทุกที่วิ่งกันคับคั่งในย่านนี้ก็เป็นภาพที่คุ้นตาของผู้คนท้องถิ่นเมื่อกว่า 60 ปีก่อน
จากคำบอกเล่าของสมชัย กวางทองพานิชย์ พ่อค้าท้องถิ่นย่านทรงวาดและผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ย่านจีนเล่าว่า ราวทศวรรษ 2510-2520 ภาพรถบรรทุก รถสิบล้อซึ่งบรรทุกผลผลิตทางการเกษตรจากภูมิภาคต่างๆ เข้ามาในบริเวณถนนทรงวาดเพื่อขนถ่ายสินค้ามาเก็บในโกดังริมแม่น้ำก็มีภาพเช่นนี้ปรากฏให้เห็นแล้ว
ขณะที่พืชผลการเกษตรที่บรรทุกมาในย่านการค้านำเข้า-ส่งออกแหล่งสำคัญของไทยในอดีตมีหลากหลายชนิด เช่น มะขามเปียก หอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม พริกแห้ง ถั่ว ข้าวโพด สะท้อนภาพความเป็นศูนย์กลางของพืชผลทางการเกษตรจากรถบรรทุกที่นำของมาลงโกดัง ก่อนจะนำออกมาขายต่อไป กิจการเกี่ยวกับพืชผลการเกษตรบางแห่งยังหลงเหลืออยู่บนถนนทรงวาดจนถึงปัจจุบันด้วย
ทั้งนี้ ในช่วงทศวรรษ 2500 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านคมนาคมขนส่ง เห็นได้จาก “แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ” ฉบับแรกทั้ง 2 ช่วง (พ.ศ. 2504-06 และ 2507-09)
ในช่วงแรกอยู่ในสมัยที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นที่ทราบกันว่าชูนโยบายพัฒนาประเทศทุกด้านและการป้องกันภัยคอมมิวนิสต์ตามแนวทางของสหรัฐฯ ในยุคผลักดันการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ จนเกิดวลี “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” (วีรพงษ์ รามางกูร, 2561)
“แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ” เอ่ยถึงการสร้างและบูรณะทางหลวงแผ่นดินเชื่อมต่อภาคต่างๆ ให้สมบูรณ์ขึ้น การพัฒนาได้รับความช่วยเหลือเงินกู้จากสหรัฐฯ ซึ่งกำลังดำเนินนโยบายต้านคอมมิวนิสต์และมองไทยเป็นประเทศสำคัญในยุทธศาสตร์ของภูมิภาคนี้
การคมนาคมทางบกซึ่งมีถนนหลายสายมากขึ้น ขนาดถนนขยายมากขึ้น เชื่อมต่อไปสู่พื้นที่ต่างๆ สะดวกขึ้น และมีพาหนะรถยนต์สำหรับใช้สัญจรและแพร่หลายในภายหลัง ล้วนส่งผลต่อการขนส่งลักษณะเดิมอย่างการขนส่งทางเรือ เห็นได้จากหลักฐานทั้งคำบอกเล่าและในเอกสารที่บันทึกว่า ภายหลังจากถนนตัดหลายสาย บนถนนคับคั่งไปด้วยรถยนต์ อาคารร้านค้าต่างๆ หรือสำนักงานที่เป็นกิจการซึ่งเชื่อมโยงกับการขนส่งทางเรือก็ซบเซาลง บางแห่งเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงาน ส่วนท่าเรือหลายแห่งก็ปิดกิจการหรือปรับเปลี่ยนการบริการไป
โฆษณา