22 ธ.ค. 2022 เวลา 01:37 • หุ้น & เศรษฐกิจ
การประชุมเรื่องการเงินดิจิทัลของธนาคารแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๖๕ ตอนที่ ๒
(BOT Digital Finance Conference 2022)
ผู้อ่านทุกท่านครับ ภาคการเงินดิจิทัลไทยมีการเปลี่ยนแปลงและก้าวสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว วันนี้ ผมขอเชิญชวนทุกท่านมาติดตามเทรนด์การเงินดิจิทัลจากงาน BOT Digital Finance Conference 2022 (การประชุมเรื่องการเงินดิจิทัลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปี ๒๕๖๕) ในตอนที่ ๒
ซึ่งเป็นเรื่องราวของการเสวนาเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๕ ครอบคลุมประเด็นสำคัญทางด้านการเงิน ได้แก่ ระบบการชำระเงินในอนาคต การเชื่อมโยงการชำระเงินระหว่างประเทศอย่างไร้รอยต่อ และพัฒนาการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลในการชำระเงิน ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถติดตามรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=PwtujKYPjaE
การเสวนาในหัวข้อ เราพร้อมหรือยัง สำหรับระบบการชำระเงินในอนาคต
ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาระบบการชำระเงินในอนาคตใน ๓ มิติ ได้แก่
๑. การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการข้อมูลการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรม และเปิดกว้างให้เกิดการเชื่อมโยงกัน (Openness)
๒. การส่งเสริมการชำระเงินดิจิทัลและส่งเสริมความรู้ในการใช้งานการชำระเงินดิจิทัลในทุกภาคส่วน (Inclusivity)
๓. การกำกับดูแลผู้ให้บริการชำระเงินที่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ด้วยความยืดหยุ่น และสามารถรองรับความเสี่ยงใหม่ ๆ ได้ (Resiliency)
ภาพจากงาน BOT Digital Finance Conference 2022 / ธนาคารแห่งประเทศไทย
ผู้ร่วมเสวนาได้ให้ความเห็นในประเด็นข้างต้น โดยแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเรื่องความก้าวหน้า การชำระเงินดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างมากในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะการชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ใช้งานง่าย ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานเป็นอย่างดี และมีแนวโน้มสถิติการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน มีจำนวนธุรกรรมมากกว่า ๔๓ ล้านรายการต่อวันผ่านช่องทางดิจิทัล มีการเรียนรู้และการปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยในอนาคต หากจะทำให้ระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาช่วยในขั้นตอนการชำระเงินดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวก เพิ่มความรวดเร็ว และความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
รวมทั้งควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้กำกับดูแลกลุ่ม startup ตลอดจนผลักดันเรื่องการสร้างนวัตกรรมโดยมีความรับผิดชอบ (Responsible Innovation) ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญ การสนับสนุนนวัตกรรมของภาคเอกชนผ่านการปรับปรุงกฎเกณฑ์ และการทดลองกฎระเบียบใหม่ (Regulatory Sandbox) ที่มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เล่นใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนเข้ามาแข่งขันได้
การเสวนาในหัวข้อ การเชื่อมโยงการชำระเงินระหว่างประเทศแบบไร้รอยต่อ
ภาพจากงาน BOT Digital Finance Conference 2022 / ธนาคารแห่งประเทศไทย
ผู้ร่วมเสวนาในหัวข้อการเชื่อมโยงการชำระเงินระหว่างประเทศแบบไร้รอยต่อ เห็นว่า การส่งเสริมความเท่าเทียมในการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการกลุ่มต่าง ๆ จะช่วยให้บริการทางการเงินเข้าถึงลูกค้าได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ นวัตกรรมอย่างสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง หรือ Central Bank Digital Currency (CBDC) จะช่วยลดอุปสรรคของการทำธุรกรรมระหว่างประเทศได้อย่างมาก
ภาพจากเว็บไซต์ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)
CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศมีลักษณะเหมือนเงินสด แต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่มีการรองรับจากธนาคารกลางให้มีค่าเท่ากับเงินสกุลท้องถิ่น โดยสกุลเงินดิจิทัลนี้จะมีบทบาทขึ้นมาทดแทนเงินสดมากขึ้นในอนาคต และใช้แลกเปลี่ยนและชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เป็นหน่วยวัดมูลค่าของสินค้าและบริการ และสามารถใช้เป็นสินทรัพย์ได้ด้วย
นอกจากนี้ สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางจะเป็นนวัตกรรมทางการเงินที่เชื่อมโยงการชำระเงินระหว่างประเทศให้เป็นทางเลือกการชำระเงิน โดยมีความรวดเร็วและปลอดภัย ตลอดจนมีต้นทุนการทำธุรกรรมระหว่างประเทศที่ลดลง
การพัฒนา CBDC ของธนาคารกลางนี้ยังจะมีส่วนช่วยพัฒนาระบบการชำระเงิน และระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงิน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย
การเสวนาในหัวข้อ การดำเนินธุรกิจในโลกดิจิทัล วิวัฒนาการของระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล
ปัจจุบันธุรกรรมดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายผ่านช่องทางและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ จึงมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมโดยเชื่อมโยงช่องทางต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม National Digital ID (NDID) หรือระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผิดพลาด หรือการปลอมแปลงตัวตน มาทำธุรกรรมการเงิน
ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้ในการยืนยันตัวตน เช่น การใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) เครื่องมือดิจิทัลในการเก็บข้อมูลเพื่อทำความรู้จักกับลูกค้า (Know Your Customer: KYC) และการยืนยันตัวตนในรูปแบบดิจิทัลระหว่างธนาคาร (Cross - verification)
ภาพจากงาน BOT Digital Finance Conference 2022 / ธนาคารแห่งประเทศไทย
ผู้ร่วมเสวนาในหัวข้อ การดำเนินธุรกิจในโลกดิจิทัล วิวัฒนาการของระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล เห็นว่า ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) เป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจการค้าขายในอนาคตที่จะเกิดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ การสร้างความชัดเจนและสามารถยืนยันตัวตนบุคคลที่ทำธุรกรรมได้จึงมีความสำคัญอย่างมาก ควบคู่กับการพัฒนาลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระบบฐานข้อมูลและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความสำคัญของการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้บริโภคด้วย
ทีม Blockdit กระทรวงการต่างประเทศได้สรุปการเสวนาในหัวข้อหลัก ๆ จากการประชุมเรื่องการเงินดิจิทัลของธนาคารแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๖๕ ให้ท่านผู้อ่านได้ร่วมกันติดตามพัฒนาการในภาคการเงินดิจิทัล ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ ด้วยการอำนวยความสะดวกในการชำระเงินข้ามพรมแดนนะครับ
หวังว่า ท่านผู้อ่านจะมีความมั่นใจมากขึ้นในพัฒนาการสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล และการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องของไทย เพื่อให้ทันโลก และเพื่อประโยชน์ของประชาชนในการใช้ชีวิตอย่างสะดวก คล่องตัว รวมถึงความสะดวกในการดำเนินโครงการความร่วมมือกับต่างประเทศในยุคที่โลกของเราเชื่อมโยงกันมากขึ้นนะครับ
นายพิรฉัตร กิมสวัสดิ์
นักพัฒนาระบบราชการปฏิบัติการ
ข้าราชการในโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่รุ่นที่ ๑๕
โฆษณา