ไม่เคยมีนัดชิงฟุตบอลโลกปีไหน อย่างน้อยก็ในช่วงชีวิตของผม ที่จะมันส์ได้ขนาดนี้ นี่เป็นเกมที่ระทึกอย่างมหัศจรรย์ ใช้ทั้งกลยุทธ์และความสามารถเฉพาะตัว เป็นเกมที่ยิ่งกว่าเหลือเชื่ออีก สุดยอดจริงๆ ขอรีแคปเก็บไว้เป็นความทรงจำอีกครั้ง ใน Blockdit ครับผม
16
แน่นอน ก่อนเกมทุกคนรู้อยู่แล้ว ว่าควรจะเป็นเกมที่สูสีกันที่สุด ให้สมศักดิ์ศรีของทีมที่ไล่ล่าแชมป์ 3 สมัยด้วยกันทั้งคู่
1
แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา ถ้าดูแค่ครึ่งแรกต้องบอกว่าอาร์เจนติน่าเล่นได้เหนือชั้นกว่าลิบลับ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็พลิกผันในเวลาแค่ 97 วินาที จากความสามารถของกองหน้าปีศาจคีลียัน เอ็มบัปเป้
3
อาร์เจนติน่าสร้างเซอร์ไพรส์อย่างแรก ด้วยการใช้อังเคล ดิ มาเรียเป็นตัวจริง ที่บอกว่าเซอร์ไพรส์เพราะแนวรับของฝรั่งเศส แต่ละคนยังหนุ่มยังแน่นทั้งนั้น แต่อาร์เจนติน่ากลับกล้าส่งนักเตะอายุเยอะ 2 คนลงตัวจริงพร้อมกัน เมสซี่ (35) และ ดิ มาเรีย (34)
4
ทีมฟ้าขาวเปิดฉากบุกตั้งแต่นาทีที่ 1 พวกเขาวิ่ง เพรสซิ่ง ทุ่มเท ซึ่งผิดคาดนิดๆ จากเกมที่ผ่านๆ มา ที่อาร์เจนติน่าจะไม่บุกขนาดนี้ แต่เกมนี้รู้ทั้งรู้ว่าเกมรุกฝรั่งเศสดุมาก แต่อาร์เจนติน่าก็ไม่กลัวบุกเข้าใส่ทันควัน
8
กลยุทธ์เกมรับของอาร์เจนติน่าก็ทำได้ดี มีตัวประกบติดคีลียัน เอ็มบัปเป้ตลอด ไม่เคยมีจังหวะที่เอ็มบัปเป้จะได้ยืนเล่นโล่งๆ ได้ครองบอลไม่ถึง 1 วิ ก็ต้องมีตัวมาซ้อนทันที ขณะที่โอลิวิเยร์ ชิรูด์โดนตัดขาดอย่างสมบูรณ์ ไม่มีส่วนกับเกมเลย ไม่มีอะไรแปลกใจที่ชิรูด์โดนถอดออกตั้งแต่นาที 40 คือลงต่อไป ก็หาช่องยิงไม่ได้
6
อาร์เจนติน่ามาได้ประตูจากจุดโทษ เพราะอุสมาน เดมเบเล่ ไปแตะด้านหลังอังเคล ดิ มาเรีย ถามว่าฟาวล์ไหม ในมุมของผู้ตัดสินมองว่าไปแตะตัวจนดิ มาเรียร่วง คือมันอาจจะ Soft แต่ก็มีการ Contact ดังนั้นก็พออยู่ในวิสัยที่ให้ได้ ซึ่ง VAR ดูแล้วก็ไม่ได้กลับคำตัดสินอะไร
6
นี่เป็นจุดโทษลูกที่ 5 ของอาร์เจนติน่าในทัวร์นาเมนต์นี้ ในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลก ไม่เคยมีชาติไหน ที่ได้จุดโทษ 5 ครั้งมาก่อนเลย นี่คือครั้งแรก
6
หลายๆ ครั้งที่อาร์เจนติน่าได้จุดโทษก็ดู Soft แต่ในเมื่อกรรมการสามารถดับเบิ้ลเช็กได้จาก VAR ดังนั้นก็ไม่มีคำถามอะไร เมื่อฟาวล์ในเขตโทษก็เป็นจุดโทษแค่นั้น และเมสซี่ยิงนำให้อาร์เจนติน่า 1-0
2
จากนั้นฝรั่งเศสก็ยังตั้งสติไม่ได้ โดนเกมโต้กลับเร็วอีก ดิ มาเรีย ยิงเข้าไปให้อาร์เจนติน่านำห่าง 2-0 ถึงตรงนี้เดสช็องส์ ต้องส่งแรนดัล โคโล่ มูอานี่ และ มาร์คุส ตูราม ลงเล่นในนาที 40 เพราะเดมเบเล่กับชิรูด์ ดูทรงแล้วทำอะไรไม่ได้แน่ จะแก้เกมก็ต้องแก้ตอนนี้เลย
3
สุดท้ายจบครึ่งแรกฝรั่งเศสโดนนำ 2-0 ด้วยการไม่ได้ยิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทิศทางทุกสิ่งทุกอย่าง อาร์เจนติน่าคุมแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ช่วงพักครึ่ง เดส์ชองส์กระตุ้นนักเตะในทีมด้วยความเดือดดาล เขากล่าวว่า" เรารู้อยู่แล้วว่าต้องเจออะไรในครึ่งแรก ใครๆก็เตือนแล้ว แต่เราไม่สนใจจะรับฟังไม่รู้ว่าเพราะทัศนคติหรืออะไร แต่ตอนนี้เราก็ตามหลัง 2-0 ตอนนี้เราต้องสู้แล้ว เราต้องรู้ตัวว่ากำลังเล่นอยู่ในฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศ"
4
ในครึ่งหลังสถานการณ์ของฝรั่งเศสดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่ดีพอที่จะยิงได้ อาร์เจนติน่าคุมเกมได้เป็นส่วนใหญ่ คือจนถึงนาทีที่ 70 ฝรั่งเศสยังยิงไม่เข้ากรอบแม้แต่หนเดียวเลยด้วยซ้ำ
1
นั่นทำให้ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ควักไพ่ 2 ใบสุดท้าย คือ คิงสลีย์ โคมัน และ เอดูอาร์โด้ คามาวิงก้า ลงเล่นแทน อองตวน กรีซมันน์ และ เตโอ แอร์กน็องเดซ
1
จากนั้นเปลี่ยนแท็กติก ที่เคยใช้ 4-3-3 มาใช้ 3-3-4 แทน เอากองหน้า 4 ตัว ตูราม-เอ็มบัปเป้-โคโล่ มูอานี่-โคมัน ยืนเรียงกันกะเอาตายเลย คือถึงตรงนี้มันต้องกามิกาเซ่แล้ว ถ้าไม่แลกด้วยพลังทั้งหมดก็จบแล้ว
2
การใช้กองหน้า 4 ตัวขนาดนั้น ในขณะที่อาร์เจนติน่าใช้แผน 4-4-2 เหมือนเดิม ทำให้กองหลัง 4 คนของอาร์เจนติน่า ต้องปะทะกับกองหน้า 4 คนของฝรั่งเศส
3
กองหลังกับกองหน้าความเร็วมันผิดกันอยู่แล้ว นั่นทำให้ฝรั่งเศสเริ่มกลับมาสร้างจังหวะของตัวเองได้ และในที่สุดฝรั่งเศสก็มาได้จุดโทษในนาทีที่ 80 จากจังหวะที่โอตาเมนดี้ไปเหนี่ยวโคโล่ มูอานี่ร่วงในเขตโทษ
1
ลูกนี้ก็เป็นการเหนี่ยวที่ไม่หนัก ก็ Soft พอสมควร แต่ผู้ตัดสินจากโปแลนด์ได้วางมาตรฐานเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ถ้าฟาวล์ในเขตโทษต่อให้ Soft ก็จะให้ ในเมื่อให้จุดโทษอาร์เจนติน่าในครึ่งแรกไปแล้ว คราวนี้ก็ต้องให้ฝรั่งเศสเหมือนกัน
3
คีลียัน เอ็มบัปเป้ รับหน้าที่สังหารจุดโทษ และนี่คือจุดโทษแรกของฝรั่งเศสในบอลโลกครั้งนี้ด้วย ก่อนที่เอ็มบัปเป้จะยิงอย่างมั่นใจมาก แม้มาร์ติเนซจะปัดโดนบอลก็ยังเอาไม่อยู่ ลูกพุ่งเสียบตาข่าย ให้ฝรั่งเศสไล่มาเป็น 2-1
3
ฝรั่งเศสนั้นเอาจริงๆ ไม่มีพิษภัยอะไรเลย แต่อยู่ๆ มาได้จุดโทษเฉยเลย กำลังใจกลับมาอย่างรวดเร็ว และอีกแค่ 97 วินาทีต่อมา ตัวสำรองโคมันแย่งบอลจากเมสซี่ได้สำเร็จ ก่อนจะจ่ายเข้ากลาง ให้เอ็มบัปเป้ ชิ่งหนึ่งสองกับตูรามก่อนจะยิงเข้าประตูไป ตีเสมอ 2-2
5
ในจังหวะยิงเอ็มบัปเป้สามารถเอาบอลลงก่อนแล้วค่อยยิงชัวร์ๆ ก็ได้ แต่เขาวอลเลย์เปรี้ยงกลางอากาศทันที คือถ้าคุณไม่มั่นใจในตัวเองจริงๆ ไม่มีทางกล้าทำแบบนั้นแน่ๆ เอ็มบัปเป้ยิง 7 ลูกในทัวร์นาเมนต์ แซงหน้าเมสซี่ได้สำเร็จ จ่อจะเป็นดาวซัลโวในทัวร์นาเมนต์นี้แทน
4
เอ็มบัปเป้ กลายเป็นกองหน้าคนแรกต่อจากโรนัลโด้ของบราซิล ที่ยิง 2 ลูกในนัดชิงฟุตบอลโลกได้สำเร็จ ในรอบ 20 ปีไม่มีใครเคยทำได้ แต่เอ็มบัปเป้ทำได้
5
เราจะเห็นว่าการแก้เกมของเดส์ชองส์อย่างน้อยก็ได้ผล 2 ผู้เล่นที่ส่งมาทั้งโคโล่ มูอานี่ เรียกจุดโทษได้ ส่วนคิงสลีย์ โคมันก็แย่งบอลจากเมสซี่จนนำมาสู่การยิงประตู เดส์ชองส์ทำให้เห็นว่า ในสถานการณ์คับขันเขาก็ยังมีทีเด็ดในฐานะโค้ชระดับโลก
7
เกมบี้กันถึงช่วงทดเจ็บ เกือบจะมีปาฏิหาริย์เมื่อเมสซี่ได้ยิงนาที 90+7 ลูกแรงจัดเกือบจะเสียบคานอยู่แล้ว แต่อูโก้ โยริสปัดออกหลังได้สำเร็จ ทำให้เกมในเวลาปกติเสมอ 2-2
3
ฟุตบอลโลกนัดชิง 5 ครั้งหลังสุด มีการต่อเวลาถึง 4 ครั้ง เกมยังคงลุ้นต่ออีก 30 นาที ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะจบอย่างไร
นี่เป็นเกม 2 โฉมหน้าอย่างแท้จริง อาร์เจนติน่าเล่นได้เหนือกว่าแทบทั้งเกม แต่ฝรั่งเศสใช้ความมหัศจรรย์ 97 วินาทีของเอ็มบัปเป้ในการตีเสมอ 2-2 ได้สำเร็จ นี่เป็นนัดชิงที่เหลือเชื่อมาก
6
ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เมื่อตีเสมอได้แล้ว ฝรั่งเศสไม่จำเป็นต้องเล่นแผน 3-3-4 กามิกาเซ่อีกแล้ว จึงปรับมาเป็น 4-4-2 จับเอาคามาวิงก้าเล่นเป็นแบ็กซ้าย เอาโคมันถอยมายืนมิดฟิลด์ฝั่งขวา และ ตูรามเป็นมิดฟิลด์ฝั่งซ้าย มีความระมัดระวังมากขึ้น
2
ส่วนอาร์เจนติน่าก็เปลี่ยนกองหน้ามาเช่นกัน เอาเลาตาโร่ มาร์ติเนซ ลงแทนชูเลียน อัลวาเรซ ในนาที 103 กะว่าความสดของเลาตาโร่จะสามารถใช้การได้ช่วงที่ผู้เล่นฝรั่งเศสน่าจะอ่อนล้าแล้ว
1
เลาตาโร่ ได้โอกาสยิงเน้นๆ 2 ครั้ง แต่ก็ไม่เป็นประตูทั้งสองหน ครั้งแรกโดนอูปาเมกาโน่บล็อก ส่วนครั้งที่สองยิงออกไปเอง
2
อาร์เจนติน่าที่เมาหมัดของเอ็มบัปเป้เริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ และกลับมาสู่เกมของตัวเองได้อีกครั้ง และในที่สุดก็ยิงนำ 3-2 จากจังหวะยิงแสกหน้าของเลาตาโร่ มาร์ติเนซ ตอนแรกโยริสเซฟได้ แต่เมสซี่ยืนถูกที่ถูกเวลา ซ้ำเข้าไป ลูกนี้เช็ก VAR แล้วไม่ล้ำแน่นอน
7
นี่คือความอัจฉริยะอีกอย่างของเมสซี่ เขาเหมือนมีเรดาร์ที่จะรู้ว่าบอลจะไปทางไหน เซนส์ของเขามันทำให้อาร์เจนติน่าได้ประตูนี้
2
เมสซี่ทาบเอ็มบัปเป้ ยิง 7 ลูกเท่ากัน แต่ถ้าจบแบบนี้ ดาวซัลโวจะเป็นของเมสซี่เพราะเขาแอสซิสต์มากกว่าเอ็มบัปเป้
2
แต่แน่นอนฝรั่งเศสยังไม่ยอมตาย บุกขึ้นมาอีกชุดแล้วมาได้จุดโทษจากจังหวะแฮนด์บอลของมอนทีล ซึ่งคนที่สร้างจังหวะขึ้นมาก็คือเอ็มบัปเป้ และเอ็มบัปเป้ก็หยิบบอลยิงเองเข้าไป ตีเสมอ 3-3 เป็นแฮตทริกของเอ็มบัปเป้ และเขาก็แซงเมสซี่เป็นดาวซัลโวของฟุตบอลโลกอีกครั้งที่จำนวน 8 ประตู
3
ในรอบ 48 ปีที่ผ่านมา มีนักเตะแค่คนเดียวที่ยิงได้ 8 ลูกในบอลโลก นั่นคือโรนัลโด้ นาซาริโอ ในปี 2002 มันแสดงให้เห็นว่าเอ็มบัปเป้เก่งกาจขนาดไหน ที่ทำได้ 8 ลูกในทัวร์นาเมนต์เดียว
1
ตอนเขาหยิบลูกมาแล้วเตรียมซัด มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดแปลกๆ ว่า "เข้าแน่นอน" ความมั่นใจของเขามันส่งมาถึงคนดู ดังนั้นเพื่อนร่วมทีมก็ต้องรู้สึกเช่นกัน
1
จังหวะชี้ขาดของเกมนี้อยู่ที่นาที 120 เมื่อฝรั่งเศสได้หลุดไปโดยโคโล่ มูอานี่ ด้านซ้ายเอ็มบัปเป้ทำทางมาแล้ว ถ้าเขาจ่ายเอ็มบัปเป้ก็ซัดหายแน่ แต่มูอานี่ยิงเองแล้วไปติดบล็อก ซึ่งเมื่อฝรั่งเศสฆ่าอาร์เจนติน่าไม่ได้ ทำให้อาร์เจนติน่าสวนกลับมา แล้วก็เกือบได้ประตูเหมือนกันแต่มาร์ติเนซโหม่งออกหลัง
3
สุดท้ายเกมต้องมาตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ จุดนี้ฝรั่งเศสเสียเปรียบมาก เพราะอาร์เจนติน่าเป็นประเทศที่มีสถิติ Penalty Shootouts แกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์บอลโลก แล้วเอมิเลียโน่ มาร์ติเนซตั้งแต่ติดทีมชาติมาก็ยังไม่เคยแพ้ใครเลย ในช่วงการดวลลูกโทษ ขณะที่อูโก้ โยริส ก็ยังไม่เคยชนะใครเลยเหมือนกันตอนเล่นให้ทีมชาติ
5
เมื่อฝรั่งเศสมีเอ็มบัปเป้คนเดียวที่มั่นใจ ตรงข้ามกับอาร์เจนติน่าที่พร้อมทุกคน รวมถึงโกล์ ทำให้อาร์เจนติน่ายิงเข้ามากกว่า เป็นผู้ชนะไปในการดวลจุดโทษครั้งนี้
2
ในที่สุดลีโอเนล เมสซี่ ก็ก้าวไปเป็นแชมป์โลกได้เสียที จากนี้ไป เขาสามารถถูกเรียกว่า G.O.A.T. ได้อย่างภาคภูมิ และเงาที่เคยโดนเปรียบเทียบกับมาราโดน่ามาตลอดกาล ก็คงลบล้างเสียที
7
อาร์เจนติน่าได้ดาวดวงที่ 3 เป็นชาติที่ 4 ต่อจากบราซิล, อิตาลี และ เยอรมัน เป็นชัยชนะที่คู่ควรอย่างยิ่ง สิ้นสุดการรอคอย 36 ปีแค่ตรงนี้
16
ในขณะที่ฝรั่งเศสทีมนี้ยังมีอนาคต ในสภาพที่ทีมไม่พร้อมเลย ตัวเจ็บเพียบ แต่ใกล้เคียงกับการป้องกันแชมป์ได้ขนาดนี้ก็ยิ่งกว่าสุดยอดแล้ว สปิริตไม่ยอมตายของพวกเขา และแท็กติกอันสุดยอดของเดส์ชองส์ เชื่อได้เลยว่าจากวันนี้จะมีแฟนคลับทีมชาติฝรั่งเศสเพิ่มอีกเพียบเลย
ส่วนคีลียัน เอ็มบัปเป้ แน่นอนว่าเขาจะกลายเป็นผู้เล่นเบอร์ 1 ของโลกในระยะเวลาอันใกล้นี้ เขาต้องไปถึงบัลลงดอร์อย่างแน่นอน นี่คือหัวหอกที่อัจฉริยะที่สุดเท่าที่คุณนึกออก นับจากโรนัลโด้ นาซาริโอ ไม่มีใครที่เป็นสไตรเกอร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเท่านี้อีกแล้ว
7
วันนี้เอ็มบัปเป้จะได้เข้าใจความผิดหวัง และมันจะเป็นรากฐานที่ทำให้เขาแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้อีกในอนาคต
9
ฟุตบอลโลกครั้งนี้จบแล้ว และแชมป์โลกเป็นของอาร์เจนติน่า ดาวซัลโวเป็นของเอ็มบัปเป้ และนี่เป็นเกมที่สุดยอดที่สุด คุ้มค่ากับการดูที่สุด เชื่อว่าอีกหลายสิบปี ก็คงไม่มีใครลืมเกมนี้ได้ มหัศจรรย์จริงๆ
9
  • 327
โฆษณา