10 ม.ค. 2023 เวลา 00:00 • ประวัติศาสตร์
‘ผอบพระธาตุ’
โบราณวัตถุทางพุทธศาสนาที่เข้ามาคาบสมุทรแห่งสยามประเทศ ยุคสุวรรณภูมิ
โบราณวัตถุสำคัญที่ชี้ชัดถึงการเข้ามาของพุทธศาสนาในคาบสมุทรแห่งสยามประเทศ ในยุคสุวรรณภูมิ นั่นก็คือ ‘ผอบพระธาตุ’
นายแพทย์บัญชา พงษ์พาณิช ผู้เก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่พบในประเทศไทย ซึ่งได้ใช้โบราณวัตถุศึกษาและพิสูจน์ว่าเรื่องสุวรรณภูมิมีอยู่จริง โดยทำการศึกษามาเป็นเวลาหลายปีให้ข้อมูลถึงการเก็บรักษาผอบหินซึ่งรวบรวมไว้ที่สุธีรัตนามูลนิธิถึง ๒๖๑ ชิ้น ซึ่งค้นพบจากจากท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี บางกล้วย-ภูเขาทอง จังหวัดระนอง และคลองท่อม จังหวัดกระบี่
... เมื่อมาค้นคว้าถึงวัฒนธรรมในการปฏิบัติต่อพระธาตุ คติความเชื่อในเรื่องการปฏิบัติต่อพระธาตุที่มีสืบทอดมาถึงปัจจุบันนี้ ถือได้ว่า บรรพบุรุษสอนให้ลูกหลานมีความเคารพในพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
ดังนั้นในการกราบไหว้บูชาพระบรมสารีริกธาตุไว้ว่าจะเป็นที่บ้าน วัด หรือในพระเจดีย์เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน เท่ากับได้เข้าเฝ้าต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าโดยตรง อานิสงส์มีมากมายมหาศาล ทำให้จิตใจเบิกบานแจ่มใสเป็นกุศล จิตจะสะอาดผ่องใส ผู้ใดมีพระบรมสารีริกธาตุบูชาและมีการปฏิบัติบูชาอยู่ในศีลในธรรม อยู่เป็นประจำก็จะมีเทพ พรหมเทวดามาร่วมกราบไหว้โมทนาบุญ และคอยดูแลรักษาคุ้มครอง พระบรมสารีริกธาตุ ส่งผลทำให้ผู้ที่บูชาพระบรมสารีริกธาตุอยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญก้าวหน้าทั้งในทางโลกและทางธรรม
… ข้อมูลจากบทความ 'การเข้ามาของพระพุทธศาสนาและระบอบราชามหากษัตริย์ในดินแดนสุวรรณภูมิ' ของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นั้นได้อธิบายว่า
... การเผยแพร่พุทธศาสนาอย่างเป็นทางการของพระเจ้าอโศกในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๓ นั้น ตามมาด้วยกับ ‘ลัทธิการบูชาพระธาตุ’ ที่มีผลไปถึงการค้าพระธาตุและการสร้างพระสถูปบรรจุพระธาตุให้เป็นศูนย์กลางจักรวาลของชุมชนบ้านและเมือง ควบคู่ไปกับการรับแนวคิดและความคิดเรื่องการปกครองแบบราชามหากษัตริย์ เริ่มเผยแพร่โดยชาวพ่อค้าวาณิช ซึ่งมีความเชื่อทางพุทธศาสนาเป็นสำคัญ โดยมีผู้คนที่เป็นสมณพราหมณ์เดินทางร่วมมาด้วย
'... ชิ้นส่วนของผอบที่พบที่เขมายี้นี้เมื่อนำไปประกอบเพื่อหารูปเต็ม พบว่าเป็นแบบเดียวกับของที่พบที่เมืองกบิลพัสดุ์และเมืองตักศิลาแต่สมัยพระเจ้าอโศกลงมา ในขณะที่ตุ้มหูทองคำผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีของอินเดียบอกว่า เป็นแบบเดียวกันกับตุ้มหูของภาพสลักจักรวาทินที่เมืองอมราวดีในพุทธศตวรรษที่ ๕
ทั้งชิ้นส่วนของผอบบรรจุพระธาตุและตุ้มหูทองคำที่พบที่เขมายี้ คือสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าได้ถึงบางอ้อในเรื่องราวเข้ามาของพระพุทธศาสนาและการปกครองแบบราชามหากษัตริย์ในดินแดนสุวรรณภูมิ ว่าเป็นเรื่องที่เข้ามาจากการค้าขายทางทะเลข้ามมหาสมุทรอินเดีย จากฝั่งตะวันออกของอินเดียมายังฝั่งทะเลอันดามันของคาบสมุทรสยามหรืออีกนัยหนึ่งคาบสมุทรไทย
การเข้ามาดังกล่าวนี้น่าจะเกิดขึ้นภายหลังการส่งพระสมณทูตโสณะและอุตตระเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในรัชกาลพระเจ้าอโศก ซึ่งก็สอดคล้องกันกับบรรดาโบราณวัตถุ เช่น ตรีรัตนะ ตุ้มหู ทองคำ และขันสำริดที่มีลวดลายสัญลักษณ์ รูปสตรี พบที่ดอนตาเพชรและเขาสามแก้วซึ่งมีอายุราวสมัยราชวงศ์โมริยะ–สุงคะลงมา... '
… ดร.วรรณพร เรียนแจ้ง อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และที่ปรึกษาโครงการ Gandhara Connections Project, Faculty of Classics, University of Oxford ซึ่งเชี่ยวชาญและทำวิจัยเรื่อง 'ผอบพระธาตุในเอเชียใต้ช่วงต้นและชิ้นส่วนภาชนะศิลาในพม่าและภาคใต้ของไทย' (Early South Asian relic caskets and related stone fragments from Burmaand southern Thailand.) ได้กล่าวถึงในการเสวนาหัวข้อ ‘พุทธศาสนากับเส้นทางการค้าในสุวรรณภูมิ ดินแดนเชื่อมอารยธรรมโลก’ ว่า
การพบผอบที่ใช้บรรจุพระธาตุอยู่มากมายโดยเฉพาะในอินเดียทางเหนือ ผอบที่พบในแต่ละที่จะมีลักษณะคล้ายกันเพราะมีการลอกเลียนแบบกันมาจนแพร่กระจายมาถึงทางใต้ของอินเดีย
' ...การสร้างผอบเพื่อบรรจุพระธาตุขึ้นมาอาจเป็นการนำไปสู่การค้าพระธาตุในดินแดนแถบนี้ นอกจากนี้ การพบสถูปสาญจีในอินเดียที่สร้างขึ้นเมื่อ 200 ปีก่อนคริสตกาลทำให้เข้าใจได้ว่า วัฒนธรรมการบูชาพระธาตุมีมาอย่างจริงจังแล้วในสมัยนี้ โดยการบรรจุพระธาตุลงในผอบพร้อมกับลูกปัดซึ่งถือเป็นของมีค่าและบางพื้นที่อย่างเช่นญี่ปุ่น ถือว่าลูกปัดคือพระธาตุแล้วนำไปฝังไว้ในสถูป ตำแหน่งการฝังจะแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย
พัฒนาการของศาสนา การค้า และความเจริญรุ่งเรืองของอินเดีย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระพุทธศาสนาเผยแพร่เข้าสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ แต่ดินแดนนี้ก็มิใช่ดินแดนล้าหลังและเป็นเพียงตำนานเท่านั้น กลับเป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองบนเส้นทางการค้าสำคัญของโลกที่เชื่อมอารยธรรมจากตะวันออกและตะวันตกมาตลอดหลายร้อยหลายพันปี… '
… วิทยานิพนธ์ ‘ระบบการจัดและการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในประเทศไทย’ โดย จีราวรรณ แสงเพ็ชร์ ซึ่งวิจัยในระดับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปี พ.ศ.๒๕๕๒ ได้ให้ข้อมูลถึงผอบพระธาตุผ่านระบบการจัดและการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจากหลักฐานทางโบราณคดี ไว้ว่า
' ...จากหลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทย สมัยทวารวดีถึงสมัยรัตนโกสินทร์ รวมถึงอิทธิพลทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสัมพันธ์ระหว่างพระบรมสารีริกธาตุ กับวัตถุสิ่งของที่บรรจุและสร้างถวายบูชา
สำหรับการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในประเทศไทย สมัยทวารวดีมีระบบการจัดและการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่มีความสัมพันธ์กับอินเดีย ศรีลังกา และเมียนมา ทั้งในส่วนของตำแหน่งและรูปแบบผอบ
การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุภายในพระสถูปเจดีย์ ในอินเดียระยะแรกมีการประดิษฐานที่ตำแหน่งแกนกลาง ระดับลึกจากพื้นดินหรือระดับพื้นดินส่วนฐานของพระสถูป โดยสร้างห้องกรุรูปสี่เหลี่ยม ประดิษฐานเพื่อความปลอดภัย จากนั้นจึงปิดผนึกอย่างมิดชิด
ในส่วนของสิ่งของที่บรรจุร่วม ระยะแรกสุดมีการประดิษฐานเฉพาะพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมามีการบรรจุวัตถุมีค่าและสัญลักษณ์มงคลที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งจะเป็นประเพณีที่ปรากฏสืบมา
นอกจากนี้ ยังอาจมีการบรรจุวัตถุที่สามารถกำหนดอายุการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุสมัยนั้นๆ ได้ เช่น ภาชนะดินเผา เหรียญกษาปณ์
สมัยต่อมามีตำแหน่งการประดิษฐานที่มิใช่ตำแหน่งแกนกลางพระสถูป รวมทั้งมีการบรรจุผอบประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่สร้างกันเป็นชั้นซ้อนลดหลั่นกัน ผอบชั้นในสุดมักสร้างด้วยศิลาแก้วผลึกหรือทองคำ... '
… สำหรับโบราณวัตถุที่เป็นผอบพระธาตุ ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ ‘คติการวางฤกษ์ที่พบในปราสาทเขมรแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 - 18’ โดย นัยนา มั่นปาน ในหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดี ระดับปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีพ.ศ.2562 หัวข้อ การวางฤกษ์ในพุทธสถาน ซึ่งอยู่ในบทที่ 3 รูปแบบการวางฤกษ์ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากหลักฐานทางโบราณคดี ได้ชี้ถึงโบราณวัตถุที่เป็นผอบศิลาหรือผอบหินไว้อย่างชัดเจน
' ...หลักฐานการวางฤกษ์ในพุทธศาสนานั้นมีความเกี่ยวข้องกับการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ปรากฏมาตั้งแต่หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน โดยพบหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่สถูปปิปราห์วา เมืองกบิลพัสดุ์ เขตพีรทปุระ รัฐอุตตรประเทศ
จากการขุดค้นพบการสร้างสถูปซ้อนทับกัน 3 ชั้น โดยในครั้งแรกขุดค้นลงไปลึกประมาณ 10 ฟุต พบว่าบริเวณตำแหน่งกลางสถูปได้พบผอบหินสบู่ ภายในผอบบรรจุสิ่งของ เช่น ลูกปัด แก้วผลึก เครื่องประดับทองคำ แผ่นทองคำ ด้านล่างระดับพื้นที่พบผอบพบแนวท่ออิฐทรงกลมวางเรียงในแนวดิ่งลงมา โดยลดขนาดลงเรื่อย ๆ ช่วงละ 2 ฟุต ซึ่งสันนิษฐานว่า คือแนวแกนกลางของสถูป
เมื่อขุดลงมา 18 ฟุต และขุดเปิดทางด้านตะวันออก พบแผ่นศิลาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฝาหีบหินทรายขนาดใหญ่ ซึ่งแตกออกเป็น 4 ส่วน เมื่อเปิดฝาหินออก พบผอบ 5 อันเรียงซ้อนกันอยู่ได้แก่
- ผอบหินสบู่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 ½ นิ้ว
- ผอบหินสบู่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 ½ นิ้ว มีจารึกที่ฝาผอบอักษรพราหมีข้อความว่า (I)ya sal(I)lanidhane Budhasa Bhagavata(sa) Sakiyana sukita bhatinam sabhaginikana Saputadalana
“อิย สาลีลนิธาเน พุทธส ภควต(ส) สากิยาน สุกิต ภตินมฺ สภคินิกน สปุตทลน” แปลได้ว่า “ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า ของศากยะสุกิติและพี่น้องพร้อมด้วยบุตรและพระชายา”
- ผอบหินสบู่ ทรงหม้อน้ำหรือทรง lota ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 ¾ นิ้ว
- ผอบหินสบู่ มีฝาทรงกรวยแหลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 ¾ นิ้ว
- ผอบหินแก้วผลึก(Crystal) ขัดมัน มีฝาปิดรูปปลา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 ¼ นิ้ว ภายในผอบบรรจุแผ่นทองตัดรูปดาว 7 ชิ้น และลูกปัด
นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยของผอบไม้และผอบเงินซึ่งได้ย่อยสลายไปแล้ว คงเหลือเพียงสิ่งของที่บรรจุอยู่ภายในผอบกว่า 200 ชิ้น เช่น พระบรมสารีริกธาตุ, แผ่นทองรูปสัญลักษณ์มงคล (ตรีรัตนะ, สวัสดิกะ, พระศรี, ช้าง, สิงห์, ใบไม้, ดาว) แผ่นเงินรูปดอกบัว, เครื่องประดับทองคำ, เครื่องประดับหินรัตนชาติ, เหรียญเงินตอกลาย, ภาชนะบรรจุเมล็ดพืช, ขดลวดทองแดง, หินคาร์เนเลียนและหินมาลาไคต์, ลูกปัด กำหนดอายุการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุนี้ได้ราวพุทธศตวรรษที่ 3
ต่อมาได้ขุดบริเวณแกนกลางสถูป ต่อจากระดับหีบหินทรายลงมาอีก 6 ฟุต พบการก่ออิฐทำเป็นห้องกรุ 2 ห้อง วางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ เมื่อเปิดห้องกรุด้านทิศเหนือออก ส่วนกลางของกรุประดิษฐานผอบหินสบู่ภายในพบกระดูกเผาไฟ ห้องกรุด้านทิศใต้ พบจานดินเผาประเภทสีดำขัดมัน (Northern black polished ware) วางซ้อนกัน 2 ใบ ใบด้านบนแตกออกจากแรงกดทับ
เมื่อเปิดออกพบกระดูกเผาไฟอยู่ภายในปะปนกับดิน ไม่ปรากฏสิ่งของมีค่าหรือของมงคลใด ๆ ในห้องกรุนี้ กำหนดอายุห้องกรุนี้ได้ราวพุทธศตวรรษที่ 1 ซึ่งมีอายุเก่ากว่าการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นพบในครั้งแรก
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่สถูปปิปราห์วา แสดงให้เห็นพัฒนาการการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในระยะแรกว่า เป็นเพียงการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุลงในผอบและฝังลงในห้องกรุบริเวณแกนกลางสถูป โดยไม่ได้บรรจุสิ่งของมีค่าใด ๆ ซึ่งสอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนานิกายเถรวาท ที่ยังไม่มีการผสมผสานความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู... '
... จากหลักฐานทางโบราณคดีที่วิทยานิพนธ์ยกมาและได้สรุปแสดงให้เห็นพัฒนาการแนวความคิดและความเชื่อความศรัทธาของพระธาตุในพุทธศาสนาว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 1-5 การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ นิยมประดิษฐานในตำแหน่งแกนกลางของสถูป และช่วงพุทธศตวรรษที่ 3-8 นิยมบรรจุสิ่งของมีค่าลงไปในห้องกรุด้วย
ส่วนในอินเดียตอนใต้ที่นิยมการประดิษฐานในบริเวณเสามากกว่าบริเวณแกนกลางของสถูป อาจเนื่องมาจากเป็นชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่สำคัญของอินเดียตอนใต้ จึงถูกใช้เป็นพื้นที่สำคัญและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
... เพราะฉะนั้นจากการประมวลหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวกับผอบพระธาตุทั้งในอินเดียที่ส่งผ่านมายังศรีลังกาและคาบสมุทรแห่งสยามประเทศ ในยุคสุวรรณภูมิจึงค่อยๆ เฉลยภาพที่ชัดเจนของการเผยแผ่พุทธศาสนาที่เข้ามาที่นี่
ติดตามบทความ วิดีโอ และรายการต่างๆ เพิ่มเติมได้ที่
โฆษณา