27 ธ.ค. 2022 เวลา 05:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ถอดพื้นฐานธุรกิจ CPF-TU-SINGER หลังงัดไม้ตาย! ซื้อหุ้นคืนสูงสุดถึง 5 พันล้านบาท
เมื่อไม่นานมานี้มีบริษัทใหญ่แห่ประกาศมาตรการซื้อหุ้นคืน ซึ่งแน่นอนว่ามาตรการดังกล่าว ส่งผลต่อ sentiment เชิงบวกกับหลายๆหลักทรัพย์ที่ประกาศมาตรการออกมา อย่างไรก็ตามกลยุทธ์การซื้อหุ้นคืน ถือเป็นมาตรการที่บริษัทจดทะเบียน นิยมนำมาใช้เพื่อพยุงราคาหุ้น
โดยการซื้อหุ้นคืน ก็คือการที่บริษัทนำเงินสดไปซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาซื้อคืนกันในตลาด หลังจากนั้นก็รายงานในหน้าข่าวของตลาดหลักทรัพย์ในแต่ละวันว่า ซื้อเท่าไหร่บ้าง โดยผู้ถือหุ้นรายไหนไม่อยากที่จะถือต่อ ก็สามารถตั้งราคาขายหุ้นให้บริษัทนั้นๆรับซื้อคืน
ขณะที่ข้อดีของการซื้อหุ้นคืน ถ้าในแง่ของความรู้สึก จะบ่งบอกถึงการส่งสัญญานของผู้บริหารว่า ราคาหุ้นต่ำเกินพื้นฐานบริษัทแล้ว นอกจากนี้จากจำนวนหุ้นที่ลดลงจะทำให้อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) สูงขึ้นอีกด้วย เนื่องจากหุ้นที่ซื้อคืนจะโดนหักออกไปจากจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทที่ใช้ในการคำนวณกำไรต่อหุ้น
ส่วนข้อเสียของการซื้อหุ้นคืน อาจจะทำให้บริษัทเสียโอกาสนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในโครงการอื่นๆ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว และอีกแง่มุมหนึ่งเมื่อบริษัทมีการขายหุ้นที่ซื้อคืน ก็จะทำให้กำไรต่อหุ้นอาจจะกลับมาสู่จุดเดิมหรือต่ำกว่าถ้าไม่สามารถสร้างส่วนของกำไรให้เติบโตได้
อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็มี 3 บริษัทยอดนิยมของนักลงทุน ได้ประกาศมาตรการซื้อหุ้นคืน ไม่ว่าจะเป็น CPF ระบุว่า มีมติออกโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ในวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท โดยจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนจำนวน 200 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 2.32% ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด ซึ่งจะซื้อด้วยวิธีการจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ กำหนดระยะเวลาที่ซื้อหุ้นคืน ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 65 ถึง 18 มิ.ย. 66
ส่วนสาเหตุในการซื้อหุ้นคืน เนื่องจากราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ซึ่งภายหลังการซื้อหุ้นคืนจะทำให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) และกำไรต่อหุ้น(EPS) สูงขึ้น
เช่นเดียวกันกับ TU อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 3,000 ล้านบาท เป็นจำนวนหุ้นที่ซื้อคืนไม่เกิน 200 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 4.19% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยกำหนดรับซื้อตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.-30 มิ.ย.66 ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดยการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินของบริษัท และเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้แก่ส่วนของผุ้ถือหุ้น (ROE) รวมถึงเพิ่มอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนและผู้ถือหุ้น ในศักยภาพการสร้างรายได้และกำไรในอนาคต รวมถึงฐานการเงินที่แข็งแกร่ง
และล่าสุด SINGER มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้น เพื่อบริหารทางการเงิน ภายในวงเงินไม่เกิน 640 ล้านบาท จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 18,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 1 บาท หรือคิดเป็นจำนวนไม่เกิน 2.19% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ทั้งนี้จะเริ่มต้นวันที่ 23 ธ.ค.65 จนถึงวันที่ 23 มี.ค.66
สำหรับเหตุผลในการซื้อหุ้นคืนเพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินของบริษัท ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบกับเพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้แก่ส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อัตรากำไรสุทธิ (EPS) และเพิ่มมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (Book Value Per Share) รวมทั้งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้น
ส่วนในแง่ของปัจจัยพื้นฐานของทั้ง 3 บริษัท โดยเริ่มจาก CPF มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ปรับประมาณการกำไรปี 2565 ขึ้น 11% เป็น 1.66 หมื่นล้านบาท เติบโต 27.15%จากปีก่อน และปรับประมาณการกำไรปี 2566-67 ขึ้น 0.01% และ 2% เป็น 1.79 หมื่นล้านบาท และ 1.95 หมื่นล้านบาท เพื่อสะท้อนราคาสุกรและไก่เนื้อในประเทศที่สูงขึ้น แต่ลดราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ลงเป็น 31.2 บาท จาก 31.4 บาท โดยแนะนำ Outperform
ขณะที่ TU โดยมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มีความเห็นว่า แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายปี 66 เป็น 23 บาท ด้วยแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/65 ที่สูงกว่าคาด แม้ว่าไตรมาส 4/65 อาจเห็นการอ่อนตัวตามฤดูกาล แต่ทำให้ภาพรวมกำไรปี 65 ดีกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า
ดังนั้นจึงปรับประมาณการกำไรปี 65-66 ขึ้นราว14% และ 5% จากประมาณการก่อนหน้า มาอยู่ที่ 7,886 ล้านบาท (ลดลง 2%จากปีก่อน) และ 7,949 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1%จากปีก่อนหน้า) ตามลำดับ ด้านธุรกิจของ Red Lobster จะค่อยๆ ดีขึ้น จากการปรับราคาขาย และปรับปรุงการดำเนินงานภายใน
ส่วน SINGER นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวทั้งจำนำทะเบียน และเช่าซื้อ รวมถึงการได้เงินสนับสนุนเพิ่มทุน PP และ RO รวม 1 หมื่นล้านบาทจะช่วยเร่งการเติบโตในปี 65-66 คาดสินเชื่อขยายตัวสู่ 1.6 หมื่นล้านบาท (โต 60%), 2.3 หมื่นล้านบาท (โต 44%) และคาดกำไรปี 65-66 อยู่ที่ 1 พันล้านบาท เติบโต 47% และ 1.3 พันล้านบาท เติบโต 19%จากปีก่อน รวมการลดสัดส่วนถือหุ้น SGC เหลือ 75% แล้ว
ขณะที่ ระยะสั้น คาดกำไรไตรมาส 4/65 ยังมีลุ้น New high ต่อเนื่องจากพอร์ตสินเชื่อโต ส่วน Valuation ราคาซื้อขาย P/BV ลดเหลือ 1.7 เท่า จากเดิมสูง 4-5 เท่า นอกจากนี้บริษัทประกาศซื้อหุ้นคืน 18 ล้านหุ้น วงเงิน 640 ล้านบาท (Imply เฉลี่ยราคาซื้อคืน 35.5 บาท) ในเวลารับซื้อคืนสั้นเพียง 3 เดือน (23 ธ.ค. -23 มี.ค.) ขณะที่ ราคาปรับลงมามาก และอยู่ในโซนที่น่าสนใจ ซื้อกลับ จึงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 39 บาท
โฆษณา