29 ธ.ค. 2022 เวลา 15:45 • การตลาด
สิ่งที่ Marketer ต้องรู้เพื่อใช้ในการทำการตลาดในปีหน้า 2023
Trend ที่ 1 : Social media is paid media, and require MORE spending
Social Media ในตอนนี้ โพสต์อะไรไปแทบไม่มี Organic Reach เลย หมายความว่า ต่อไปจะทำการตลาดอะไรต้องจ่ายเงินเพื่อให้ลูกค้าเห็น
และนอกจากนี้
แนวโน้มการซื้อโฆษณาจะยิ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบอย่าง Google, Facebook, Instagram, etc. ก็ใช้ AI ในการช่วยเราซื้อ ads. และหากลุ่มเป้าหมายให้ธุรกิจ ซึ่งทำให้คุณอาจต้องจ่ายเสียค่าโฆษณาที่สูงขึ้นไปโดยปริยาย ทั้งการแข่งขันในการลงโฆษณาที่สูงขึ้น ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่งบ Digital Marketing สูงขึ้น
สิ่งที่ต้องทำ : Digital is not only the channel for Marketing
เตรียมงบการตลาด Digital ให้เพียงพอและควรประเมินก่อนว่าการทำการตลาดผ่านช่องทางไหนมีความคุ้มค่าเป็นแบบไหน มีประสิทธิภาพอย่างไร ได้ผลเร็วช้าเป็นอย่างไรบ้าง คือในเมื่อการทำการ Digital Marketing มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และประสิทธิภาพก็อาจได้น้อยลง (หากทำไม่ถูกวิธีตามกลยุทธ์ที่ควรเป็น)
ดังนั้นอยากให้นักการตลาด มองว่า Digital เป็นหนึ่งในช่องทางการตลาด ไม่ใช่ทางเดียวที่ทำ มีหลากหลายช่องทางการตลาดแบบ traditional เดิมๆ ที่สามารถทำได้
 
สิ่งที่ต้องทำ : Marketers need to understand Online Ads. Audience and how it work
เรื่องที่ 2 ที่อยากให้ทำเมื่อ Social Media เป็นการจ่ายโฆษณาแล้วนั้น นักการตลาด ควรมีความเข้าใจเรื่องของ Audience ที่ Platform ต่างๆ ให้ ไม่ว่าจะเป็น Google, Meta, LINE, TikTok, etc. มีให้ และไม่ควรฝากสิ่งเหล่านี้เป็นความเข้าใจของ Agency ตัวแทนบริษัทที่ซื้อโฆษณาเพียงอย่างเดียว
นักการตลาดควรความเข้าใจสิ่งเหล่านี้ และทำงานร่วมกับ Agency เพื่อหากลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับธุรกิจ เพราะคุณมีความเข้าใจลูกค้าคุณ มากกว่าเอเจนซี่ ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ก็จะช่วยให้คุณหากลุ่มลูกค้าที่ชัดขึ้นและถูกต้องขึ้นสำหรับธุรกิจของคุณ
สิ่งที่ต้องทำ : Collect customer data and consent to contact for marketing เรื่องที่ต้องทำคือ การทำเรื่องการเก็บข้อมูลลูกค้าเนื่องจากการใช้ Platform data จะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อโฆษณาที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ถ้าอยากจะยิงโฆษณาให้แม่นยำขึ้นการเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อไปติดต่อกลุ่มลูกค้าผ่านช่องทางการสื่อสารของตัวเองและนำข้อมูลเหล่านั้นไปทำ Custom Audience และ Lookalike Audience ที่ทำให้การซื้อโฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่จะให้มีประสิทธิภาพ ก็ต้องมีการทำ customer Segmentation ก่อนที่จะไปซื้อโฆษณา
Trend 2 : Platforms are more fragmented with different expectation
จริงๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนอยู่ ที่แต่ platform ถึงแม้มีกลุ่มผู้ใช้คนเดียวกัน แต่การเข้าไปในแต่ละ Digital Platform ก็มีความคาดหวัง และวิธีใช้ที่แตกต่างกัน การทำ content ไม่ว่าจะเป็น organic หรือ Paid content ก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละ platform ด้วย
สิ่งที่ต้องทำ : Tailor contents for each platform
การทำรูปแบบ Content ที่มีรูปแบบที่แตกต่างกันตาม platform แต่การทำงานแบบนี้ก็ยิ่งใช้งบประมาณที่มากขึ้น เพราะทำ content ที่หลากหลายเพิ่มขึ้น ดังนั้นก่อนจะทำสิ่งเหล่านี้ อาจจะต้องมีการทำกลยุทธ์ก่อนว่า จะ FOCUS STRATEGY ที่ Platform ไหนก่อนดี เพราะงบประมาณของเราอาจจะไม่เพียงพอทำได้ทุก Platform ได้ส่วนจะเลือก platform ควรคำนึงถึงเรื่องอะไรบ้าง
- กลุ่มลูกค้า: ใครคือกลุ่มลูกค้าหลักที่เราจะขาย เค้าอยู่ platform ไหน
 
- Customer Journey: ลูกค้าเหล่านี้มี Journey ในการซื้ออย่างไร มีพฤติกรรมอย่างไรบน platform นั้นๆ เราจะได้เลือก platform กับ customer journey stage ที่เหมาะสมกัน หรือตาม marketing funnel ที่เหมาะสมกับ platform นั้นๆ
- กลยุทธ์ และการวัดผล: เมื่อเข้าใจทั้ง 2 ข้อด้านบนแล้ว ก็ต้องมองกลยุทธ์ที่จะใช้ใน platform นั้นๆ และตั้งค่าและเป่าหมายวัดผลที่แยกและเหมาะสมกับแต่ละ platform ไม่ควรมองรวมกัน
Trend 3 : Less attentions to the ads.
อันนี้เราคงไม่ต้องมีสถิติอะไรมายืนยันให้มากมาย แต่เราก็คงจะเห็นกันได้ว่า ผู้บริโภคมีความสนใจในโฆษณาที่น้อยลงไปเรื่อยๆ และถ้าสามารถจ่ายได้เพื่อไม่ต้องดูโฆษณษา โดยเฉพาะเด็ก Gen Z ลงไป ก็ยิ่งไม่อยากจะดูเลยทีเดียว ดังนั้น การทำโฆษณาต้องทำให้น่าสนใจ
สิ่งที่ต้องทำ : Customized/Personalized Digital Ads. to make it relevant to your audience
การทำให้โฆษณาให้น่าสนใจบน Digital สามารถทำได้ด้วยการทำ Customized/Personalized นั้นทำได้ง่ายกว่า Traditional Media เพราะว่า เราสามารถทำชิ้นงาน customized ตามความสนใจจาก Interest หรือ Audience ที่ระบบ Platform ให้เราได้แล้ว เราสามารถทำการ Customized ชิ้นงานตาม Marketing Funnel ด้วย เพราะฉะนั้น เราสามารถทำ Customized Ads. จากขั้นตอนเหล่านี้
>>>เลือก Platform
>>> ทำชิ้นงานแยก Persona ของแต่ละกลุ่มลูกค้าจาก (Profile/Interest/Behavior ที่แต่ละ Platform)
 
>>> ทำชิ้นงาน ตาม Marketing Funnel (Awareness > Consideration > Conversion) ณ จุดนี้อยากจะทำชิ้นงานแยก Personal หรือไม่ก็ได้ เพราะว่า ถ้าทำ แยก personal ตาม Marketing Funnel คือจะเปลืองงบมากขึ้น
Trend 4 : Digital is a channel, not only for the communication anymore.
จะเห็นว่าปัจจุบัน เราไม่ได้ใช้ Digital เป็นช่องทางการสื่อสารอีกต่อไป แต่ใช่ Digital เป็นช่องทางในการทำธุรกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำธุรกรรมทางการเงิน การจ่ายเงิน การสั่งอาหาร สั่งของ การซื้อของ
สิ่งที่ต้องทำ : Utilize Digital as a channel and design Digital Experience
ดังนั้นการคิดเรื่อง Digital ไม่ใช่แค่คิดเรื่องการสื่อสาร หรือการซื้อโฆษณาเท่านั้น แต่ควรคิดว่าจะใช้ Digital ในการเป็นช่องทางในการให้ประสบการณ์ลูกค้าอย่างไร ซึ่งจากการเห็น Research จากหลายที่ การ Design New Digital Experience เป็น Top Initiative ของ CMO ในปี 2021 เลยทีเดียว จาก Gartner Digital Leading Survey ดังนั้นการออกแบบประสบการณ์ให้มีตามความคาดหวังที่ลูกค้าเห็นเป็นความแตกต่าง และจุดเด่นของช่องทางออนไลน์
Top 5 ความคาดหวังที่ลูกค้าเห็นว่า Online ดีกว่า Offline จาก research ของ Wunderman Thomson Shopper Marketing กับกลุ่มตัวอย่างคนไทย
1. Wide variety of product/item selection
2. Review/evaluation of products
3. Low price / cost of purchase (including shipping costs)
4. Fun of Shopping
5. Comparison of brands/products
ในส่วนต่อไปนี้ จะเป็น Trends คิดว่ากำลังมา
Trend 5 : Customers touch many channels before buying and it is not linear.
ปัจจุบันลูกค้าทำการศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าจากหลากหลายช่องทางมาก่อน และนอกจากนั้น เมื่อเราอยากได้แล้ว ก็ต้องได้ คือจะไปซื้อ Offline หรือ Online ตามที่เราสะดวกที่สุด
สิ่งที่ควรเริ่มสนใจ : Transform single/multi-channel approach to OMNI-channel approach
เพราะลูกค้าเห็น Digital เป็นหนึ่งในช่องทางการซื้อ และการทำธุรกรรม ดังนั้นการทำช่องทางให้สามารถเห็นว่าลูกค้าซื้อในช่องทางใดบ้าง เห็นเป็น customer single view ได้นั้น เป็น trend ที่กำลังมาในต่างประเทศและก็ดูเหมือนในหลายๆ ธุรกิจก็กำลังจะมุ่งหน้าไปทางนี้
Trend 6 : Customer Loyalty is decline.
อันนี้เราในฐานะ ผู้บริโภคก็คงรู้สึกได้ถึงเรื่อง Brand Loyalty หรือ Brand Love ที่เราจะรักชอบแบรนด์ใด แบรนด์หนึ่งแบบไม่เปลี่ยนใจนั้นทำได้ยากขึ้น เพราะการแข่งขันที่มีแบรนด์ให้เลือกมากขึ้น และลูกค้าได้ลองประสบการณ์ ที่ดีจากหลากหลายธุรกิจ จากการไปนั่งฟัง Research ในหลายๆ กลุ่ม จะเห็นได้ว่าเขตพื้นที่ของการแข่งขันอาจจะไม่จำกัดในกลุ่มธุรกิจเดียวกันเท่านั้น ดังนั้นการจะได้ Brand Loyalty เป็นการแข่งขันกันบนการได้รับประสบการณ์จากแบรนด์
สิ่งที่ควรเริ่มสนใจ : Customer Experience from End-to-End
ดังนั้นการทำ Customer Experience โดยใช้ Digital ผสานกับการทำ Offline จะเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพราะการได้ประสบการณ์ของลูกค้าจะไม่แยก Offline และ Online อีกต่อไป และลูกค้าต้องการ สะดวกที่สุด เร็วที่สุด ง่ายที่สุด และการทำ Customer Experience จะไม่ใช่แค่แผนกการตลาดเท่านั้น แต่จะเป็น Experience แบบ End-to-End ที่ทำให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด ตั้งแต่
• ก่อนซื้อ >> แผนกที่รับผิดชอบ Marketing
• ขณะซื้อ >> แผนกที่รับผิดชอบ Marketing หรือ Sales หรือ Store/Brand หรือ e-commerce/App
• หลังซื้อ >> แผนกที่รับผิดชอบ Customer Service หรือ Customer Relationship หรือ Call Center หรือ CRM/Member Team
การทำ Customer Experience ต้องมีการทำ Single Customer View เพื่อให้เห็นลูกค้าเป็นคนหนึ่งคนจากทุกช่องทาง ซึ่งการจะทำได้นั้น ไม่ใช่ง่ายๆ จะต้องมีการวางกลยุทธ์และแผนงาน ทั้งเรื่อง Technology, Data, Process, และ รวมถึง KPIs ที่อาจจะต้องกำหนดให้แต่ละหน่วยงานให้ความช่วยเหลือในการเก็บข้อมูลด้วย
สิ่งที่ควรเริ่มสนใจ : Customer Data Platform (CDP) to allow the Organization to do the Customer Single View and Personalization Communication in the Future
ดังนั้นการทำ CDP เป็นสิ่งที่องค์กรที่ต้องการต่อยอดลูกค้าในอนาคต สามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้
• Customer Analysis : องค์สามารถเข้าใจสถานการณ์และความเข้าใจลูกค้าได้ เช่น รู้ว่ายอดขายที่ตกนั้นมาจากลูกค้าเก่า ลูกค้าใหม่ ลูกค้ามีรอบการซื้อซ้ำที่กี่วัน สัดส่วนลูกค้าซื้อซ้ำอยู่ที่เท่าไหร่ ลูกค้าที่กำลังจะลาจากมีรูปแบบอย่างไร เรื่องเหล่านี้จะสามารถตอบผู้บริหารได้จากการทำ CDP และทำ Customer Analysis
• Personalized Campaign : เราสามารถทำ campaign personalization จากการเข้าใจ customer segmentation และการเห็น Customer Interaction / Transaction with Brand ที่เป็นจะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการสื่อสาร และทำ personalized offer & communication เพื่อ up-sales หรือ/และ cross-sales กับฐานลูกค้าปัจจุบันของลูกค้าได้
• Manage Customer Experience to be seamless and less effort: ให้ความสะดวกลูกค้าเมื่อมาติดต่อในแต่ละช่องทางต่างๆ ทำให้ Customer Experience สามารถทำได้ดีมากขึ้น เพื่อผสานการทำงานระหว่าง Technology และการให้บริการจากคน
7 Trend ที่เล่ามานี้ ก็มีสิ่งที่ต้องทำ 6 เรื่อง และ สิ่งที่กำลังมา 3 เรื่อง
แค่ทำเรื่องเหล่านี้ อีก 3 Future Trends ที่คิดว่าจะมาในอนาคตอีก 3-5 ปี หรืออาจจะไกลกว่านั้น หากองค์กรได้มีความพร้อมในด้านบน นักการตลาดก็จะพร้อมไปทำต่อใน Future Trend เหล่านี้ได้ และต้องการความพร้อมของทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่แนกการตลาดอย่างเดียว
Trend 8 [Future Trend] : Personalized Communication/Offer/Promotion
• ลูกค้าจะให้ความสนใจต่อโฆษณาลดลง ดังนั้นการทำ Personalized Communication จะช่วยให้ลูกค้าเปิดใจรับการสื่อสารจากแบรนด์ได้มากขึ้น
ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีหลายองค์กรโดยเฉพาะ องค์กรที่มีความพร้อมเรื่อง Data และช่องทางการสื่อสารที่สามารถติดต่อลูกค้าทางดิจิตอลได้เช่น ทาง application หรือทาง LINE Official Account หรือองค์กรที่มี Loyalty Program
Trend 9 [Future Trend] : Personalized Product & Service
• ความแตกต่างของสินค้าและบริการจะมีน้อยลงเรื่อยในการแข่งขัน ดังนั้นจุดที่สามารถสร้างความแตกต่างในปัจจุบันที่เราเห็นจาก Research ก็คือการทำ Personalization ที่มีการใช้ Technology หรือข้อมูลเข้ามาทำให้สินค้าและบริการ เลือกเป็นรูปแบบเฉพาะของเราเอง จะมีมากขึ้น
Trend 10 [Future Trend] : Product-As-A-Service
• คือการทำ Product-As-A-Service ที่ทำให้แบรนด์สามารถเก็บเงินลูกค้าแบบ pay per usage จาก subscription fee ของการ เข้าใช้บริการ เช่นการเข้าไปดู หรือฟัง streaming และ Business Model แบบนี้ทำให้ลูกค้าไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ upfront แล้วทยอยมาจ่ายรายเดือน และรายปี ซึ่งในภาพรวมธุรกิจอาจได้รายได้มากขึ้น รวมไปถึงเราจะเห็น trend ว่าคนรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ให้ความจำเป็นที่จะต้องครอบครองสินค้าอีกต่อไป แต่แค่ได้เข้าใช้ก็พอ ดังนั้นเราจะเห็นว่าแบรนด์
ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะครับ
คิดเห็นเป็นอย่างไรเอามาแลกเปลี่ยนกันครับ 😁😁😁
โฆษณา