ทำไมการ ‘ทำงานที่ไม่อยากทำ’ ถึงมีประโยชน์ซ่อนอยู่มากกว่าที่เราคิด
.
หลังจากที่เริ่มทำงานมาได้เป็นระยะเวลาหนึ่งเราจะรู้ความสัจธรรมข้อหนึ่งว่า “ไม่ใช่ทุกงานที่เราทำจะเป็นสิ่งที่เราอยากทำ” ถูกต้องไหมครับ? และบางครั้งมันก็มีมากจนรู้สึกเหนื่อยล้ากับมันเหลือเกิน
.
ตอนเป็นเด็กเรามักอยากโตเร็วๆ เพราะจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่ต้องมาคอยถูกกำกับโดยพ่อแม่ แต่พอเราโตจนถึงจุดหนึ่งเราก็จะพบว่าเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วยิ่งเป็นเรื่ิองยากที่จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ งานที่เคยคิดว่าดี ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เคยโหยหาก็ค่อยๆเริ่มจืดชืดลงไปเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นการประคับประคองให้ตัวเองอยู่ในจุดเดิมนี้กลับทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายและต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำบ่อยขึ้นเรื่อยๆ
.
เมื่อวานมีโอกาสได้ฟัง podcast ของคุณรวิศ หาญอุตสาหะ เกี่ยวกับการบริหารจัดการเวลาในแต่ละวัน เขาพูดบอกว่าสิ่งที่เราควรทำคือการแบ่งย่อยสิ่งที่ต้องทำใหญ่ๆออกมาเป็นก้อนเล็กๆ ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดแต่ยังไม่เร่งด่วนก่อน และถ้าอยากรู้ว่าสิ่งไหนสำคัญ ส่วนมากแล้วก็คือสิ่งที่คุณไม่อยากทำนั้นแหละ เพราะฉะนั้นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการไปถึงเป้าหมายใหญ่คือวางแผนและลงมือทำ
.
สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากการเป็นนักเขียนอิสระก็คือว่าเรามีอิสระในการกำหนดเวลาของตัวเองว่าอยากทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแต่ต้องกำหนดส่งให้ทันเดดไลน์ตรงเวลาและรักษาคุณภาพของงานเอาไว้ ความโชคดีของผมอย่างหนึ่งก็คือว่าผมรักการเขียนอยู่แล้วเลยสนุกกับการทำงานโดยส่วนมาก แต่ก็มีบ้างในวันที่นอนดึก งานประจำอื่นๆท่วมตัว แต่ก็ยังต้องส่งงานให้ทันเดดไลน์ตามที่สัญญากับ บก. เอาไว้
.
ถ้าเกิดกรณีแบบนี้ขึ้นสิ่งที่ผมอย่างแรกคือตัดอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองออกไปก่อนเลย จะมาบอกว่า “เหนื่อย ไม่อยากทำ” บอกได้เลยว่ายังไงมันก็ไม่เสร็จ มันมี “กฎ 5 วินาที” สำหรับนักวิ่งเวลาไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงในตอนเช้า เทคนิคง่ายๆคือนับ 1 ถึง 5 แล้วลุกเลย เหมือนกันครับ เวลาเรารู้ว่ามีงานที่ต้องทำแม้ไม่อยากทำ สูดหายใจลึกๆ หลับตาแล้วเริ่มนั้บ 1...2...3...4...5 แล้วลุกไปทำเลย
.
เพราะบอกได้เลยว่าทัศนคติที่เอาอารมณ์เป็นหลักเป็นตัวถ่วงที่หนักที่สุดเลย ซึ่งการฝึกให้ตัวเองลุกขึ้นมาทำงานที่สำคัญแต่ยังไม่อยากทำได้บ่อยจนเป็นนิสัย สิ่งที่จะตามมาคือวินัยและไม่ต้องบอกว่ามันสำคัญมากขนาดไหนต่อการพัฒนาศักยภาพของตนเอง
.
มันเป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างแหละที่จะอยากรู้สึกดีตลอดเวลา แต่สำหรับคนที่เคยผ่านอุปสรรคและคลื่นปัญหาชีวิตมาแล้วจะรู้ว่าดอกผลของความพยายามเมื่อถึงปลายทางแล้วจะสวยงาม
และหอมหวานมากขนาดไหน เหมือนคนที่ลุกไปวิ่งทุกเช้าเพื่อฝึกร่างกายให้พร้อมสำหรับมาราธอน ไม่มีใครอยากลุกมาวิ่ง เตียงของทุกคนอุ่นเหมือนกันหมด แต่ถ้าคุณเคยเห็นหรือได้สัมผัสของความรู้สึกในการวิ่งเข้าเส้นชัย คุณจะรู้เลยว่าที่เราทำมาทั้งหมดนั้นไม่ได้สูญเปล่าเลย
.
“วินัยคือการเลือกระหว่างสิ่งที่คุณต้องการตอนนี้กับสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุด”
.
* Abraham Lincoln
.
ทุกครั้งที่มีโอกาสได้พูดคุยหรืออ่านประวัติของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ ไม่มีใครเลยที่สร้างมันขึ้นมาชั่วข้ามคืน ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นจากการทำงานอย่างมีวินัย ใช้เวลาหลายต่อหลายชั่วโมงต่อวันติดต่อกันยาวนานหลายปี ศิลปินต้องทำความสะอาดแปรง ชาวสวนต้องคอยกำจัดวัชพืช นักร้องต้องฝึกการเปล่งเสียง นักเขียนก็ต้องนักเขียน ฯลฯ ทุกอย่างเป็นงานใช้แรงงานแต่เป็นงานสำคัญที่ต้องทำ
.
ถ้าเราไม่มีความอดทนและวินัยในการทำสิ่งที่ต้องทำ เราจะไม่มีทางสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ตัวเองสำหรับความสำเร็จได้เลย
.
แนวคิดนี้สามารถนำไปปรับใช้กับสิ่งอื่นๆในชีวิตได้หมด ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับคนรัก ครอบครัว เพื่อนฝูง ลูกค้า พนักงาน ลูกน้อง หัวหน้า ฯลฯ บทสนทนายากๆที่เราเลี่ยงมาตลอด จดหมายที่ต้อง
เขียนเพื่อแจ้งข่าวร้ายกับลูกค้า การพูดปรับความเข้าใจกับคนในครอบครัวแม้ว่าจะโกรธกันขนาดไหน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งคุณรู้ว่าสำคัญที่ต้องทำแต่ไม่อยากทำทั้งสิ้น เรามักมีเหตุผลให้ผัดวันไปก่อนเสมอและสุดท้ายก็วนเข้าลูปอารมณ์นรกที่วนไปมาไม่รู้จบ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ความรู้สึกรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
.
เมื่อวางอารมณ์ของตัวเองออกไปแล้ว เทคนิคต่อมาที่จะทำได้ก็คือการวางของรางวัลให้ตัวเองเมื่อทำงานนั้นจบ อย่างเช่นเช้าวันไหนที่ผมเขียนงานจบ ก็ได้ดื่มน้ำผลไม้อร่อยๆที่ซื้อมาแช่ในตู้เย็นเอาไว้ โฟกัสกับผลลัพธ์ว่าวันนี้จะเขียนกี่งาน อย่าไปกังวลว่ากระบวนการมันจะลำบากขนาดไหน อีกอย่างหนึ่งที่ได้ผลดีเลยก็คือการบอกกับตัวเองว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนเป็นการขู่ตัวเองให้กลัว
.
ต้องจำเอาไว้อย่างหนึ่งว่าระหว่างที่เรากำลังทำงานสำคัญเหล่านี้อยู่ อย่ารับงานอื่นมาเพิ่มโดยที่ไม่มองผลกระทบของมันที่จะมีต่องานที่อยู่ในมืออยู่แล้ว บางคนอาจจะบอกว่าเจ้านายสั่งมา ไม่ทำไม่ได้ เราอยู่ในสถานการณ์นี้บ่อยๆ สิ่งที่ต้องทำก็คือสอบถามเลยว่างานไหนด่วนกว่ากัน แจ้งให้เจ้านายทราบด้วยว่ามันจะกระทบกับงานปัจจุบันยังไง อย่างน้อยๆเขาต้องรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย อย่าไปคาดหวังว่าหัวหน้าจะรู้เองโดยที่คุณไม่บอก
.
พลังของจิตใจที่มุ่งมั่นมีขีดจำกัดในแต่ละวัน ถ้าเรารู้ว่าวันนี้ต้องทำอะไรบางอย่างที่ไม่อยากทำ ตื่นมารีบทำมันก่อนเลย (หรือให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้) เพราะยิ่งเลื่อนออกไปเรื่อยๆ พลังงานความมุ่งมั่นก็จะค่อยๆหายไป พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าวางแผนไว้เลยว่าจะจัดการสิ่งนั้นยังไง และนับ 1...2...3...4...5 แล้วลุกขึ้นไปทำเลย
.
เชื่อผมเถอะว่ามันไม่ได้แย่ขนาดนั้น
.
.
#โสภณชวนอ่าน
โฆษณา