ผมชื่นชอบคำกล่าวที่ว่า
“Risk comes from not knowing what you're doing.”
Warren Buffett,
ถึงแม้ผมเองยังไม่เคยลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ หรือในสินทรัพย์ลักษณะใดๆ แต่ผมก็พยายามทำตามคำแนะนำของท่าน Warren Buffett, นักลงทุนมืออาชีพที่มีผู้คนตั้งฉายาให้ท่านว่า
“The Oracle of Omaha”
โดยกลุ่มกิจการที่ท่านและทีมงานดูแลอยู่นั้น มีมูลค่าหน่วยลงทุนหรือหุ้นเพียงหน่วยเดียวสูงถึง “400K+” เหรียญ! (USD)
คำแนะนำของท่านคือ
“Invest in as much of yourself as you can. You are your own biggest asset by far."
ผมขอหยิบยกมุมมองของท่าน WB ในงานประชุมผู้ถือหุ้นที่มีท่านและเพื่อนคู่ใจนั่งเป็นประธาน และมีผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก โดยท่านได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับวงการคริปโตไว้ดังนี้ครับ
->”If you said … for a 1% interest in all the farmland in the United States, (You as Warren Buffett) pay our group (farmland owners) $25 billion, I’ll write you a check this afternoon,”
“[For] $25 billion I now own 1% of the farmland.”
->”[If] you offer me 1% of all the apartment houses in the country and you want another $25 billion, I’ll write you a check, it’s very simple.”
และ “ท่อน Hook” อยู่ตรงนี้ครับ
->”Now if you told me you own all of the bitcoin in the world and you offered it to me for $25 I wouldn’t take it because what would I do with it?
I’d have to sell it back to you one way or another. It isn’t going to do anything. The apartments are going to produce rent and the farms are going to produce food.”
ครับ ตามที่ผมเข้าใจคือ ท่าน พยายามจะบอกว่า
# ทั้ง “พื้นที่เพาะปลูก” และ “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่า” นั้น คือ
“Productive assets” ที่เราสามารถ “มองเห็นและเข้าใจที่มาและที่ไป” ของ “มูลค่า” ตาม “กลไกของตลาด” ได้
และนั่นคือหัวใจในการ “ประเมินความเสี่ยง” ในการลงทุนได้!
ซึ่ง Productive assets ทั้งสองมีค่าคู่ควรในการลงทุนของท่านเป็นเงินนับ “พันล้านเท่า!” เมื่อเทียบกับ การลงทุนใน Cryptocurrency ที่ท่านมองว่าเป็น “Non-productive assets” เพราะ
“It creates nothing!”
นั่นเอง!
ผมจึงลองค้นข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของ “สินทรัพย์” ตาม “ระดับของความเสี่ยง” ดู และพบ
“พีระมิดแห่งความเสี่ยง”
หรือ “Asset Class” ตามความเข้าใจของผม
โดยมีใจความว่า
1. เงินฝากธนาคาร
มีความปลอดภัยสูง แต่มีผลตอบแทนต่ำ
1
เป็นการลงทุนที่เสี่ยงน้อยที่สุด เพราะเป็นการที่เอาเงินไปฝากธนาคาร สามารถถอนออกตอนไหนก็ได้ โอกาสที่เงินก้อนนี้จะหายไปก็เลยต่ำเอามาก ๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยดอกเบี้ยเงินฝากที่น้อยนิด
2. พันธบัตรรัฐบาล
ผลตอบแทนต่ำ โอกาสผิดนัดชำระน้อย
มีความเสี่ยงกว่านำเงินไปฝากธนาคารนิดหน่อย เพราะอาจมีความเสี่ยงเรื่องราคาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย แต่พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ จะมีโอกาสผิดนัดการจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นน้อย
3. หุ้นกู้
ออกโดยเอกชน ทำให้มีโอกาสผิดนัดชำระมากขึ้น
ต่างจากการออกโดยรัฐ เพราะผู้ออกเป็นเอกชน เลยมีโอกาสผิดนัดในการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นสูงขึ้น ความเสี่ยงจึงสูงขึ้นตาม
4. กองทุนรวม
ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่ลงทุน
กองทุนรวมมีความเสี่ยงหลายระดับ อยู่ที่ว่ากองทุนนั้นเอาเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อะไร เช่น ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล (ความเสี่ยงต่ำ), ลงทุนในหุ้นกู้ (ความเสี่ยงก็ขยับขึ้นมาเล็กน้อย), ลงทุนผสมทั้งหุ้นและตราสารหนี้ (ความเสี่ยงปานกลาง), ลงทุนในหุ้น (ความเสี่ยงสูง), ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ น้ำมัน (ความเสี่ยงสูงมาก) เป็นต้น
5. หุ้น
ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน
เพราะการลงทุนในหุ้น ก็คือการนำเงินไปลงทุนในกิจการเพื่อร่วมเป็นเจ้าของในบริษัทนั้น ๆ การที่บริษัทได้กำไรมาก ผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นได้รับก็มากตามไปด้วย ในทางกลับกันหากบริษัทขาดทุนหรือล้มละลาย ผู้ถือหุ้นก็ต้องร่วมรับผิดชอบกับการสูญเสียนี้ด้วยเช่นกัน
1
6. อนุพันธ์
ความเสี่ยงสูง โอกาสได้กำไรมากแต่ขาดทุนได้มาก
ตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารที่ใช้สิ่งของในการอ้างอิงราคา เช่น ราคาข้าว ราคาน้ำมัน ราคาทอง โดยเป็นการซื้อของนั้นมาเพื่อเก็งกำไรในอนาคต แต่เพราะปัจจัยที่ส่งผลต่อราคามีเยอะมาก ๆ เลยทำให้คาดการณ์ได้ยาก โอกาสที่จะผิดจากที่คาดไว้จึงสูง และผลตอบแทนก็อาจจะแตกต่างจากที่คาดไว้เยอะด้วยเช่นกัน
ดังนั้นตามมุมมองของชาวบ้านอย่างผมที่ไม่ได้อยู่ในวงการซื้อขาย “สินทรัพย์ digital” ในรูปแบบ Cryptocurrency ก็มองว่า
ตลาด Crypto มีความ “ผันผวนด้านราคา” สูง (High Volatility)
“If the price of a stock fluctuates rapidly in a short period, hitting new highs and lows, it is said to have high volatility.
If the stock price moves higher or lower more slowly, or stays relatively stable, it is said to have low volatility.”
ผมจึงอนุมานว่า มันคือสินทรัพย์ “ความเสี่ยงสูง” และ ผมจึงสรุปว่า
“The less you know, The higher risks you take!”
และถ้าหากท่านผู้ใดสนใจ มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัล “โนเบล” และท่านผู้รู้ในวงการเศรษฐกิจอีกหลายท่านต่อมุมมองตลาด Cryptocurrency และมุมมองแบบชาวบ้านๆนอกวงการอย่างผม
post นี้ของผม อาจมีประเด็นที่ท่านสนใจครับ
โฆษณา