18 ม.ค. 2023 เวลา 06:17 • กีฬา

รอยแผลของนักสู้ ฟร้องก์ ริเบรี่

เป็นเรื่องที่น่าใจหายเมื่อกาลเวลาผ่านไปนักเตะที่เราเคยได้เห็นเขาคนนั้นโลดแล่นอยู่บนฟลอร์หญ้าเริ่มค่อยๆ ประกาศแขวนสตั๊ดไปทีละคนซึ่งมันก็เป็นไปตามกฎของเวลาบนโลกใบนี้ เมื่ออายุมากขึ้นเรี่ยวแรงก็เริ่มหดหาย บางคนก็มีอาการบาดเจ็บรบกวนทำให้ต้องตัดสินใจบอกลาอาชีพที่พวกเขารัก ทิ้งให้แฟนบอลอย่างพวกเราได้แต่คิดถึง
ซึ่งในครั้งนี้ก็มาถึงคิวของนักฟุตบอลตัวเล็กที่มีลีลาการเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ บวกกับหน้าตาที่ใครๆ ก็ต่างจดจำ ฟร้องก์ ริเบรี่ คือนักเตะอีกรายที่ถูกกาลเวลากดดันให้เขาจำเป็นต้องแขวนสตั๊ดในวัย 39 ปี หลังจากที่โลดแล่นใช้ชีวิตผาดโผนบนสนามหญ้าและไขว่คว้าความสำเร็จมากมาย เป็นเรื่องที่น่าเสียดายของแฟนบอลพอๆ กับเป็นเรื่องที่น่าประทับใจที่ครั้งนึงพวกเราเคยได้เห็นปีกซ้ายร่างเล็กคนนี้ได้ลงเล่นเป็นบุญตา
ฟร้องก์ ริเบรี่ คือนักสู้ตั้งแต่เด็ก อุบัติเหตุรถชนเมื่อตอนเขาอายุได้เพียง 2 ขวบ เด็กน้อย ริเบรี่ กระเด็นออกนอกรถไปไกลจากการปะทะของรถยนต์และรถบรรทุก โชคดีที่พระเจ้ายังเมตตาให้พวกเรามีสิทธิทำความรู้จักกับนักเตะอย่างเขาในอนาคต ริเบรี่ จึงรอดมาได้พร้อมกับรอยแผลเป็นบนใบหน้าที่ยาวตั้งแต่ขมับถึงปลายคาง
แต่การใช้ชีวิตวัยเด็กพร้อมกับรอยแผลเป็นบนใบหน้ามันก็ค่อนข้างลำบาก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดถึงมันบ่อยนักแต่เราก็รับรู้ได้ว่ามันผ่านไปได้ยากเย็นแค่ไหน หากว่า ฟร้องก์ ริเบรี่ ไม่ใช่นักสู้ที่แท้จริงมันก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายของโลกฟุตบอล โชคดีที่มันตรงกันข้ามตัวเขาเองเลือกที่จะไม่ใส่ใจบาดแผลในอดีต จริงอยู่ที่รอยแผลเป็นนั้นยังอยู่บนใบหน้าแต่ไม่ได้บาดลึกลงไปในจิตใจของเขาอีกแล้ว
เมื่ออายุได้ 6 ขวบ ฟร้องก์ ริเบรี่ เร่งรีบเริ่มเขียนเส้นทางชีวิตของตัวเองใหม่ จากการเป็นนักเตะเยาวชนของ สโมสรลีลล์ ใน ลีกเอิง ที่บ้านเกิดในฝรั่งเศส แต่การเป็นเด็กตัวเล็กบวกกับหน้าตาที่ผิดแปลกไปจากเด็กคนอื่นมันทำให้เขาต้องต่อสู้มากกว่าเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน และถึงแม้จะเริ่มต้นการเป็นนักเตะเยาวชนที่ สโมสรลีลล์ แต่ที่ที่ทำให้ให้เขาเริ่มเต้นเส้นทางอาชีพจริง ๆ กับเป็นที่ สโมสรบูโลญจน์ ทีมจากบ้านเกิดของเขาเอง
ถึงแม้จะได้ขึ้นไปอยู่ในทีมชุดใหญ่ ฟร้องก์ ริเบรี่ ในตอนนั้นก็ยังคงหาที่ยืนของตัวเองไม่ได้ เขาวิ่งวนไล่ล่าความฝันที่จะได้เล่นอยู่ใน ลีกเอิง หลายปีกับหลายๆ ทีมแต่ก็ไม่เป็นผล ฟร้องก์ ริเบรี่ ไม่ใช้นักเตะที่เก่งมาตั้งแต่เกิด ไม่ได้เปี่ยมไปด้วยเทคนิคเฉพาะตัวชั้นยอด สิ่งที่ ริเบรี่ ทำได้ดีมาตลอดคือการยอมรับตัวเองและตั้งหน้าตั้งตากัดฟันสู้ต่อ
จากที่ล้มเหลวอยู่ใน ลีกเอิง มาสักพักเขาจึงตัดสินใจโยกย้ายไปยังต่างแดนครั้งแรก ที่ตุรกีกับ สโมสรกาลาตาซาราย แม้จะอยู่เพียงครึ่งฤดูกาลเท่านั้นแต่ ริเบรี่ ก็มีส่วนช่วยทีมต้นสังกัดถล่มศัตรูคู่แค้นอย่าง เฟเนร์บาห์เช่ ไปถึง 5 - 1 แถมยังได้ แชมป์เตอร์กิซคัพ ติดไม้ติดมือกลับบ้าน
เขากลับมาที่ ลีกเอิง อีกครั้งกับ สโมสรโอลิมปิก มาร์กเซย มันถึงเวลาที่ ฟร้องก์ ริเบรี่ เริ่มต้นไล่ล่าความสำเร็จอย่างเต็มตัว เพียง 2 ฤดูกาลจากนักบอลตัวเล็กแต่ชื่อเริ่มใหญ่และเป็นที่รู้จักมากขึ้น 2 ฤดูกาลที่ ริเบรี่ ช่วยให้ มาร์กเซย ไล่ล่าแชมป์เข้าชิงถ้วย กุปเดอฟร็องส์ ถึง 2 ครั้ง 2 ครา และก็เป็น 2 ฤดูกาลเพียงเท่านั้นก่อนที่โลกฟุตบอลจะได้รู้จักชายหน้าบากตัวเล็กนี้อย่างเต็มตัวสักที
จำนวนเงิน 25 ล้านยูโรพร้อมกับเสื้อหมายเลข 7 ที่บาร์เยิร์น มิวนิค สโมสรดังในศึก บุนเดสลีก้า มอบให้ ฟร้องก์ ริเบรี่ หลังจากย้ายเข้ามาในปี 2008 นักสู้หน้าบากคนนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 1 ฤดูกาลเดินหน้าคว้าแชมป์ทุกแชมป์ในประเทศทั้ง
บุนเดสลีก้า, เดเอฟเบ โพคาล, และลีกาโพคาล เหมือนกับว่าคนอย่างเขารอคอยเวลานี้มานาน ริเบรี่ ไม่ได้เก่งแค่ในลีกเยอรมันเท่านั้น ผลงานในระดับทวีปก็ไม่มีใครมาฉุดเขาอยู่อีกแล้ว ความเก่งของ ฟร้องก์ ริเบรี่ การันตีด้วยค่าตัว 65 ล้าน ยูโร ที่หลายทีมในยุโรปพร้อมใจกันจ่ายเพื่อฉีกสัญญาและคว้าเขามาร่วมทีมให้ได้ แต่สุดท้ายก็เป็นเสือใต้ บาร์เยิร์น มิวนิค ที่สามารถรั้งเขาเอาไว้ให้อยู่ไล่ล่าทุกแชมป์ต่อ
นับจากนาทีนั้น ฟร้องก์ ริเบรี่ ได้กลายเป็นนักเตะตัวสำคัญที่สโมสรบาร์เยิน มิวนิค ขาดไม่ได้ เหนือกว่ารอยแผลเป็นบนใบหน้าคือฟอร์มการเล่นอันน่าจดจำยิ่งจับคู่กับ อาร์เยน ร็อบเบน แล้วนั้นคู่หู ร็อบเบรี่ ก็กลายเป็นคู่หูสุดอันตรายทางฝั่งซ้ายและขวาที่ทำให้ใครก็หยุดเสือใต้ไม่อยู่ และฤดูกาลที่ 2012/13
เขาก็ทำสำเร็จสามารถพา บาร์เยิร์น มิวนิค เก็บ 3 แชมป์ได้ในประวัติศาสตร์ แชมป์ลีกบุนเดสลีกา, เดเอฟเบโพคาล และ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก ด้วยผลงาน 11 ประตูกับ 23 แอสซิสต์ แน่นอนว่ามันส่งผลให้เขาถูกจดจำในฐานะนักเตะที่ดีที่สุดในยุโรปในช่วงเวลานั้น ใกล้เคียงกับรางวัล บัลลงดอร์ ถึงแม้จะพ่ายแพ้ให้กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลีโอเนล เมสซี่ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ลดคุณค่าในตัวเขาลงเลยแม้แต่วินาทีเดียว
หลังจากชวดรางวัลแห่งเกียรติยศไปอย่างค้านสายตา ริเบรี่ ยังคงก้มหน้าไล่ล่าแชมป์ให้กับเสือใต้อย่างต่อเนื่อง การเล่นปีกริมเส้นที่มาพร้อมกับใจกล้าบ้าบิ่น เลี้ยงฝ่าตะลุยไม่มีกลัวใคร แต่แน่นอนว่าการโดนเตะซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อให้มีใจที่สู้แค่ไหน แต่ในปี 2015 เขาก็โดนอาการบาดเจ็บเข้าเล่นงาน จากที่เป็นตัวหลักเขาก็เริ่มเจ็บบ่อย จากโชว์ฟอร์มที่ดีอย่างสม่ำเสมอก็เริ่มกลายเป็นเรียกฟอร์มเก่งได้เป็นครั้งเป็นคราว และเมื่อเป็นแบบนี้วันสุดท้ายของเขากับเสือใต้ บาร์เยิร์น มิวนิคก็มาถึง
แม้ว่าในวันสุดท้ายมาถึง ริเบรี่ ยังคงแสดงให้เห็นว่าเขาพึ่งพาได้เสมอเมื่อ บาร์เยิร์น มิวนิค ต้องการความช่วยเหลือเขาก็ถูกเปลี่ยนตัวลงไปทำประตูส่งผลให้ในปีนั้นเสือใต้แซงหน้าคู่แข่งอย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์
บุนเดสลีก้าได้ในนาทีสุดท้ายก่อนที่จะย้ายออกไปหาความท้าทายใหม่ในลีก กัลโช่ เซเรียอา กับ ฟิออเรนติน่า ซึ่งที่แห่งนั้น ฟร้องก์ ริเบรี่ ก็กลายเป็นที่รักของชาวฟลอเรนซ์ได้เพียงระยะเวลาที่ไม่นาน ก่อนที่จะเป็นตัวหลักอีกครั้งในการช่วยให้ทีมน้องใหม่อย่าง ซาแลร์นิตาน่า ต้นสังกัดปัจจุบันหนีรอดการตกชั้น กัลโช่ เซเรียอา ในปีล่าสุด
จวบจนถึงทุกวันนี้เส้นทางการค้าแข้งของ ฟร้องก์ ริเบรี่ ถือว่าเป็นที่น่าจดจำของแฟนบอลได้เสมอ เขาคือนักเตะที่เปี่ยมไปด้วยใจสู้มาตั้งแต่ครั้งที่ประสบอุบัติเหตุเมื่อตอนอายุ 2 ขวบ การไม่ยึดติดกับรอยแผลในวัยเด็กนำพาให้ชีวิตเขาทะยานไปข้างหน้า
แน่นอนว่าภาพจำของปีกขวาหน้าบากจะถูกจดจำในสีเสื้อของบาร์เยิร์น มิวนิค ซะส่วนมาก จากผลงาน 24 แชมป์ตลอดเวลาที่สวมใส่เบอร์ 7 แม้จะถูกอาการบาดเจ็บก่อกวนทั้งๆ ที่ใจก็อยากจะสู้ต่อ ทั้งที่มีใจสู้แต่ร่างกายนั้นไม่ตอบรับ ต่อให้สุดท้ายจะต้องบอกลาเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลด้วยวัย 39 ปี แต่หลังจากแขวนสตั๊ดครั้งนี้ยังมีอีกเส้นทางที่เปิดขึ้นพร้อมให้ชายนักสู้คนนี้เดินทางต่ออีกครั้ง
แด่ ฟร้อง ริเบรี่ นักเตะที่ต่อให้ไปอยู่ที่ไหนก็ยังคงจะกลายเป็นตำนานให้แฟนบอลของทีมนั้นกล่าวขานอยู่เรื่อยมาเสมอ.
เขียนโดย : นักเตะจากโลกคู่ขนาน
โฆษณา