ถ้าคนอินเดีย หรือคนจีนมาเที่ยวไทย
สิ่งที่พวกเขาต้องซื้อกลับบ้าน ก็คงเป็น ยาดม หรือยาหม่อง
แต่ถ้าคนไทยไปเที่ยวอินเดีย นอกจากอาหารอินเดียที่หอมไปด้วยเครื่องเทศแล้ว
หนึ่งสิ่งที่ถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์
คือเครื่องสำอางและสินค้าความงาม แบรนด์ที่ชื่อว่า “Himalaya”
เรื่องราวของแบรนด์สินค้าความงามแบรนด์นี้ น่าสนใจตรงไหนบ้าง ?
BrandCase จะเล่าให้ฟัง แบบเข้าใจง่าย ๆ
จุดเริ่มต้นของ Himalaya ไม่ใช่การทำเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย
แต่เป็น ยาจากสมุนไพรธรรมชาติ
เรื่องมันเริ่มขึ้นในปี 1930
เมื่อ โมฮัมเหม็ด มานัล ชายหนุ่มชาวอินเดีย ได้เดินทางไปประเทศพม่า เพื่อศึกษาดูงานเกี่ยวกับสมุนไพร
ในระหว่างที่เดินป่า เขาก็ได้ไปเห็นชาวบ้านกำลังรักษาช้างที่กำลังตกมัน ด้วยสมุนไพรพื้นบ้าน
แล้วเขาก็ได้เห็นว่าสมุนไพร ที่ชาวบ้านใช้สงบสติอารมณ์ของช้างที่กำลังตกมันนั้นชื่อว่า Rauwolfia Serpentina ซึ่งมีชื่อไทยคือ “ระย่อมน้อย”
เขาจึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ในการคิดค้น ยารักษาโรคจากสมุนไพรธรรมชาติ มาให้คนทั่วไปสามารถรับประทานได้ง่าย ๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เมื่อเขากลับมาถึงประเทศอินเดีย เขาก็ได้ไปหาแหล่งสมุนไพรที่ชื่อ ระย่อมน้อย
และนำสมุนไพรดังกล่าว ไปทำการศึกษา
จนค้นพบว่า สมุนไพรชนิดนี้ มีคุณสมบัติต้านความดันโลหิตสูง
จนกระทั่งเขาได้คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวแรก
โดยใช้รากของระย่อมน้อย มาวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ยา Serpina ได้สำเร็จ และนับเป็นยาลดความดันโลหิตจากสมุนไพร 100% ตัวแรกของโลก
ตั้งแต่ Serpina เริ่มได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
เขาก็ได้นำพืชสมุนไพรอื่น ๆ มาศึกษาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ยาใหม่ ๆ
ซึ่งผลิตภัณฑ์ยาที่มีความโดดเด่นคือ ยา LIV.52 เป็นยาสมุนไพรสำหรับบำรุงตับ
ที่วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1955
และต่อมาก็ได้รับความนิยมจากหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก มาจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งยาตัวนี้ ก็เป็นสินค้าหลักของ Himalaya ที่สามารถทำยอดขายได้สูงเป็นอันดับต้น ๆ โดยมียอดขายจากทั่วโลกมากถึง 1,000 ล้านเม็ดต่อปี เลยทีเดียว
ในเวลาต่อมาแบรนด์ Himalaya ก็ได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยได้มีการตั้งโรงงานผลิตขนาดใหญ่
และได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ขนาดใหญ่ขึ้นในปี 1991 ที่เมืองบังคาลอร์ เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นซิลิคอนแวลลีย์ ของประเทศอินเดีย
เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรธรรมชาติโดยเฉพาะ
แล้วแบรนด์ Himalaya ก้าวเข้าสู่ตลาดเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายได้อย่างไร ?
ในปี 1996 แบรนด์ Himalaya ได้ไปเปิดร้านจำหน่ายยาที่หมู่เกาะเคย์แมน
ซึ่งในตอนนั้น ก็มีลูกค้าท้องถิ่นได้ถามหาสินค้าที่เป็นของใช้ส่วนตัว เช่น แชมพู, ครีมนวดผม, สบู่, และโลชันบำรุงผิวต่าง ๆ
เมื่อบริษัท ได้เห็นช่องว่างในการทำตลาดตรงนี้ จึงอยากลองพัฒนา
เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย เป็นแบรนด์ของตัวเองดูบ้าง
โดยเน้นผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ให้สามารถตีตลาดได้ทั่วโลก
ซึ่งการรีแบรนด์เพื่อเข้าสู่ธุรกิจใหม่ของ Himalaya นั้น ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้เปลี่ยนไป
จนเป็นที่จดจำในฐานะแบรนด์เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย
ที่เน้นการผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ 100%
ปัจจุบันแบรนด์ Himalaya มีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ใน 5 ประเภทหลัก ๆ คือ
- ผลิตภัณฑ์ยาและอาหารเสริม
- ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล
- ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก
- ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสัตว์
- ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน
โดย Himalaya มีสินค้ามากกว่า 500 ชนิดจำหน่ายอยู่ใน 106 ประเทศทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย Himalaya ได้เริ่มเข้ามาบุกตลาดเมื่อปี 2010
โดยสินค้าที่ฮิตติดตลาดคือ ครีมทาใต้ตา กับลิปบาล์ม ซึ่งเป็นสินค้าที่ติดตลาดไทยตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามา
อย่างครีมทาใต้ตา เป็นครีมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และลดเลือนรอยคล้ำใต้ตา ซึ่งในช่วงแรกก็ผลิตมาสำหรับชาวอินเดีย ที่ส่วนมากมีปัญหาเรื่องใต้ตาหมองคล้ำ ซึ่งเป็นครีมทาใต้ตาในราคาประหยัด
และที่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก ๆ ในประเทศไทย ก็ด้วยราคาที่ย่อมเยา แต่มีคุณภาพใกล้เคียงกับครีมทาใต้ตา ของเคาน์เตอร์แบรนด์อื่น ๆ ที่มีราคาสูง
สรุปกันสั้น ๆ อีกทีคือ
จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Himalaya เดิมที เริ่มจากการทำเพียงแค่ยารักษาโรค จากสมุนไพรธรรมชาติ
แล้วมารีแบรนด์ตัวเองให้เป็นแบรนด์เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายแบบออร์แกนิก เพื่อตีตลาดคนอินเดีย และทั่วโลก
ซึ่งจุดเด่นที่เห็นได้ชัดเจนของแบรนด์นี้ก็คือ
“การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ ในราคาที่ไม่แพง”
15ถูกใจ
7แชร์
2.4Kรับชม
แสดงความคิดเห็นของคุณ...
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      มิติใหม่ของวงการร้านกาแฟและคาเฟ่ เมื่อมีพนักงาน “นมเมจิ” มายื่นใบสมัครงาน ใครจะคิดว่า การสมัครงานยุคนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของมนุษย์ออฟฟิศ อีกต่อไป เมื่อได้เกิดปรากฏการณ์หนึ่งในวงการร้านกาแฟและคาเฟ่เครื่องดื่ม เมื่อมี “พนักงานนม” มายื่นใบสมัครให้เจ้าของร้านพิจารณา
      หุ้นกู้ TUC ระดับ BBB+ แนวโน้มอันดับเครดิต “บวก” ดอกเบี้ยระหว่าง 3.50-5.05% ต่อปี นำไปชำระหนี้ ชำระค่าคลื่นความถี่ และเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อการเติบโต TUC x ลงทุนแมน
      กรณีศึกษา KTC บริษัทบัตรเครดิต ลูกรักธนาคารกรุงไทย ถ้าพูดถึงบัตรเครดิตเจ้าดังในไทย KTC ก็คงเป็นบัตรเครดิตที่หลายคน มีอยู่ในกระเป๋าสตางค์
      สหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีหนี้ 1,000,000,000,000,000 บาท ตัวเลขนี้อ่านว่า “หนึ่งพันล้านล้านบาท” โดยเป็นตัวเลขหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ จนต้องมีการขอขยายเพดานหนี้เพิ่มเติม
      ดูทั้งหมด