เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ตามคาด แต่ส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไป

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 4.50-4.75% ในการประชุมวันนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2550
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกันนับตั้งแต่ที่เฟดเริ่มวัฏจักรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.2565
แถลงการณ์ของเฟดระบุว่า "แม้เงินเฟ้อได้ชะลอตัวลง แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้เฟดมีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นช่วงเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยต่อไป"
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนม.ค.66 อยู่ที่ 49.8 เพิ่มขึ้นจากระดับ 48.4 ในเดือนธ.ค.65 ตามการปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกองค์ประกอบ โดยความเชื่อมั่นของทั้งภาคการผลิต และที่ไม่ใช่ภาคการผลิต อยู่เหนือระดับ pre-COVID (ค่าเฉลี่ยปี 62) เล็กน้อย
แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นของภาคการผลิต จะยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 แต่ความเชื่อมั่นก็ปรับดีขึ้นในเกือบทุกหมวดธุรกิจ นำโดยกลุ่มผลิตยานยนต์ ที่ความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกองค์ประกอบ ตามสถานการณ์การขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่เริ่มคลี่คลาย และกลุ่มผลิตเหล็กที่ความเชื่อมั่นด้านผลประกอบการและการผลิตปรับดีขึ้นมาก
ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคที่มิใช่การผลิต ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่สูงกว่าระดับ 50 ในเกือบทุกธุรกิจ สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ยกเว้นกลุ่มก่อสร้างที่ดัชนีความเชื่อมั่นยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จากต้นทุนที่สูงเป็นสำคัญ
อีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 56.5 ตามการเพิ่มขึ้นของดัชนีฯ ย่อยในเกือบทุกองค์ประกอบ และเกือบทุกหมวดธุรกิจ โดยในภาคการผลิต ความเชื่อมั่นของกลุ่มผลิตเหล็กเพิ่มขึ้นในด้านผลประกอบการและคำสั่งซื้อ ขณะที่ปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ที่คลี่คลายลง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของกลุ่มผลิตยานยนต์ปรับดีขึ้นในเกือบทุกด้าน
ภาคที่มิใช่การผลิต ได้รับปัจจัยบวกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะดีขึ้นจากนักท่องเที่ยวจีน ที่จะเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป ส่งผลให้ความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อและปริมาณการค้า รวมถึงผลประกอบการของกลุ่มการค้าปรับเพิ่มขึ้นมาก
IQ
  • 3
โฆษณา