Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
O
OUR SOCIAL
•
ติดตาม
4 ก.พ. 2023 เวลา 09:11 • ไลฟ์สไตล์
เข้าใจ ป้องกันตัวเอง ให้ถูกต้อง
เขียนโดย Window M
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 “ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”
นี่เป็นบทกฎหมายที่ผู้ก่อเหตุใช้อ้างให้ได้ยินบ่อยครั้งมาก หลายคนแทบไม่รู้จัก ข้ออ้างนี้อย่างถูกต้อง พอก่อเหตุแล้วถูกจับได้ ก็บอกแก้ตัวว่า ทำผิดกฎหมายเพราะป้องกันตัวเอง ทั้งที่บทนี้ใช้ปกป้อง คุ้มครอง ผู้บริสุทธิ์ใจเป็นหลัก ผู้มีใจทุจริต จิตมาร อ้างบทนี้เพื่อคุ้มครองตัวเองให้พ้นความผิด
ทำไมบทกฎหมายมาตรานี้จึงถูกยกเป็นโล่ปกป้องการกระทำผิดของบุคคล ? คงต้องมาทำความเข้าใจการใช้ผลลัพธ์นี้ก่อน หากตัดสินการกระทำของเราว่า เป็นการป้องกันตัวเองหรือผู้อื่น บุคคลนั้นจะไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษอาญาใดๆ หมายความว่า การกระทำนั้นไม่ถือว่า เป็นความผิดอาญา ไม่มีโทษ คือ ผู้นั้นไม่ได้ทำความผิดกฎหมาย จึงไม่ต้องรับโทษ ในอีกทางหนึ่ง หากตัดสินว่า กระทำผิดกฎหมายและรับโทษอาญา แต่โทษให้รอไว้ก่อน หมายความว่า การกระทำนั้นมีความผิดอาญาและศาลลงโทษ แต่ยังไม่ต้องรับโทษทันทีจึงเรียกว่า รอลงอาญา
ตัวอย่างเช่น ศาลตัดสินว่า การกระทำนั้นเป็นความผิดและต้องรับโทษติดคุก 3 ปี โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้(คือ ยังไม่ต้องติดคุกวันนี้ หากทำผิดอาญาอีก จะต้องติดคุกทันที) เป็นต้น ดังนั้น ความต่างกันระหว่างไม่มีความผิด กับ รอลงอาญา คือ การกระทำนั้นถือว่า มีความผิดหรือไม่ แม้จะไม่ต้องรับโทษจริงก็ตาม
ทุกการกระทำไม่อาจอ้าง เหตุป้องกันตัวเองหรือผู้อื่นได้ เพราะมีปัจจัยขึ้นกับข้อเท็จจริงประกอบด้วย จึงทำให้ การกระทำที่ผิดกฎหมาย หากทำเพื่อป้องกันตัวเองหรือผู้อื่นแล้ว กฎหมายมองว่า นี่ไม่ถือเป็นความผิดอันต้องรับโทษอาญา มาดูกันว่า ทำยังไงกฎหมายจึงคุ้มครองการกระทำของเรามิให้ต้องรับโทษ ?
การป้องกันต้องทำโดย บุคคล และคนนั้นจะต้องมิใช่ ผู้เริ่มต้นก่อเหตุผิดกฎหมาย หมายความว่า เราต้องไม่ใช่ ผู้เริ่มก่อเหตุหรือใช้กำลัง ก่อน เพื่อให้เกิดสิทธิป้องกันตัวเองได้ ตัวอย่างเช่น นาย เอ เห็น เราขี่จักรยานยนต์ผ่านมา ก็วิ่งถือไม้เบสบอลเข้ามาตีเราให้ล้มลงแล้วกระทืบ สิทธิป้องกันตัวเองจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อเราโดนจู่โจมด้วยการถีบรถหรือตีด้วยไม้เบสบอล การต่อสู้ป้องกันตัวเองจะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย
ในอีกทางหนึ่ง เราใช้ไม้เบสบอลเข้าไปตี นาย บี ซึ่งคุกคามเราบ่อยๆและอยู่ในร้านขายสินค้า นาย บี ก็ตอบโต้กลับมาจนเราน่วมทั้งตัว กรณีนี้นาย บี อ้างเหตุป้องกันตัวเองได้เพราะมิใช่ ผู้เริ่มตีทำร้ายก่อน ดังนั้น แม้นาย บี จะเคยคุกคาม พูดเสียดสีเหยียดหยามเรา แต่ผู้เริ่มต้นใช้กำลังก่อน คือ เรา ซึ่งไม่มีสิทธิอ้าง เหตุป้องกันตัวเอง
กรณีป้องกันสิทธิของผู้อื่น ก็เป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบที่อ้าง สิทธิป้องกันเพื่อมิให้ต้องรับโทษอาญาได้ด้วย ตัวอย่างเช่น เราขี่จักรยานเพื่อออกกำลังกายในสวนสาธารณะ เหยื่อหญิงกำลังโดนข่มขืนโดยชายสี่คน เราตัดสินใจช่วยเหลือเหยื่อด้วยการโทร.แจ้งตำรวจและคว้าท่อนไม้ไล่ฟาดชายสี่คนจนบาดเจ็บและตาย เหยื่อหญิงรอดได้ ความตายหรือบาดเจ็บของคนร้ายจากท่อนไม้ของเรา ย่อมอ้างเหตุป้องกันชีวิตของผู้อื่นได้
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ โจรบุกเข้าปล้นบ้าน เพื่อนบ้านเห็นเหยื่อกำลังปีนหนีข้ามมาข้างบ้าน หลังแจ้งตำรวจแล้วเขาตัดสินใจไปช่วยเหยื่อให้ข้ามเข้าบ้านของเขาได้ โจรไล่ตามจับเหยื่อได้ เขาต่อสู้เพื่อช่วยปล่อยเหยื่อด้วยท่อนไม้ฟาดโดนศีรษะโจรทำให้ตายคาที่ กรณีนี้ก็อ้างเหตุป้องกันชีวิตของผู้อื่นได้
นอกจากการใช้กำลังปกป้องหรือพาให้พ้นภยันตรายแล้ว ยังมีระดับการใช้กำลังต้องพอสมควรแก่เหตุด้วย กฎหมายจึงคุ้มครองผลของการกระทำนั้นคือ ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีความผิด หากทำเกินสมควรแก่เหตุ จะต้องรับโทษอาญาน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ตามดุลพินิจของศาล การวัดระดับการใช้กำลังว่าพอสมควรหรือเกินสมควร ขึ้นกับ ข้อเท็จจริงและดุลพินิจของศาล ตัวอย่างเช่น โจรสามคนมีปืนติดตัวบุกปล้นบ้านเหยื่อ เจ้าของบ้านใช้มีดต่อสู้ฆ่าโจรได้ อย่างนี้ถือว่าการฆ่าโจรเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เจ้าของบ้านเป็น นักแม่นปืนที่ผ่านการอบรมและแข่งชนะเลิศมาแล้ว โจรติดปืนเข้าปล้นบ้าน เหยื่อยิงโจรตายคาที่โดยไม่มีการยิงเตือนก่อน คำตัดสินกรณีนี้คือ นักแม่นปืนถือว่าได้รับการฝึกอย่างดีเยี่ยมย่อมเลือกยิงเตือนก่อนได้และเลือกยิงจุดใดบนร่างกายโจรได้ดีกว่าคนทั่วไป เมื่อไม่ทำก่อน ศาลมองว่าเจ้าของบ้านทำเกินสมควรแก่เหตุที่ฆ่าโจรตายโดยไม่ยิงเตือนและควรเลือกยิงจุดไม่สำคัญก่อน
ในอีกแบบหนึ่งคือ โจรยิงใส่เจ้าของบ้านแบบดวลกัน โจรถูกเจ้าของบ้านยิงตาย กรณีนี้กฎหมายมองว่าเป็นการป้องกันตนเองและทรัพย์สินได้ ดังนั้น มาตรวัดการใช้กำลัง อาวุธ และผลลัพธ์ เป็นเหตุให้ศาลมองเห็นความพอหรือเกินสมควรแก่เหตุเพื่อกำหนดโทษได้ชัดตามข้อเท็จจริง
ใช้ข้ออ้าง ป้องกันตัวเอง ได้ ต้องไม่ใช่ ผู้เริ่มใช้กำลังก่อน ความต่างกันระหว่าง ตัวต้นเหตุ กับ ผู้ใช้กำลัง คือ นาย เอ อยากได้ตำแหน่งแผงค้าของ นาย บี จึงรื้อและไล่ไป นายเอ ผลักอีกฝ่ายให้ล้มแล้วใช้ไม้ตีทำร้าย นาย บีซึ่งชกกลับก่อนวิ่งหนี นาย เอ มีใบหน้าบวม ตาช้ำ ตัวต้นเหตุคือ ความต้องการของ นาย เอ ที่จะแย่งที่ตั้งแผงจากนาย บี นาย เอ เป็น ผู้ใช้กำลังทำร้ายก่อน จึงอ้างเหตุป้องกันตัวเองไม่ได้ ส่วนนาย บี เจ้าของแผงและถูกทำร้ายก่อน เมื่อตอบโต้ด้วยการต่อยตีให้พ้นภัยจาก นาย เอ ย่อมอ้างเหตุป้องกันตัวเองได้
"กฎหมายปกป้องและคุ้มครองคนที่มาศาลโดยใจสุจริต"
อันตรายที่เกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดกฎหมายและใกล้จะถึง หมายความว่า สิทธิป้องกันตนเองหรือผู้อื่นเกิดขึ้นได้ต้องมีการทำร้ายที่ละเมิดกฎหมายก่อนและเป็นอันตรายที่อยู่ใกล้มาก เช่น ผัวกำลังตบตีและใช้มีดแทงเมีย พลเมืองดีรีบเข้าไปช่วยเมียหาที่หลบซ่อนตัว ผัวจึงใช้มีดแทงพลเมืองดี เมียกำลังถูกทำร้ายร่างกายอันเป็นการละเมิดกฎหมายอาญา และความตายใกล้จะถึงเมื่อผัวใช้มีดแทงเธอ พลเมืองดีเกิดสิทธิปกป้องเหยื่อได้หรือเมื่อผัวจะแทงมีดใส่เขา ก็ได้สิทธิตอบโต้ที่เป็นการป้องกันตัวเองและผู้อื่นให้พ้นภยันตรายใกล้จะถึงได้
ในอีกมุมหนึ่ง หากเป็นการใช้สิทธิทางกฎหมาย แล้วถูกขัดขวางมิให้ใช้สิทธินั้น จะไม่ถือว่า ป้องกันสิทธิของตนหรือผู้อื่น เช่น ผัวจะฟ้องหย่าเมียที่มีชู้และฟ้องเรียกค่าเสียหายกับชู้ทางศาล ชู้กลัวและโมโหจึงจับผัวมาซ้อมและขู่ให้เลิกฟ้องศาล กรณีนี้ชู้ไม่มีสิทธิอ้างการป้องกันตัวเองและผู้อื่นเพราะเหตุผัวจะใช้สิทธิทางกฎหมาย
ระดับความรุนแรงของการใช้กำลัง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบว่า เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ เพราะหากทำพอสมควรแก่เหตุ จะถือว่าไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษ ในอีกทางหนึ่งถ้าใช้กำลังทำเกินกว่าเหตุ จะมองว่าเป็นการทำที่ต้องรับโทษอาญาน้อยกว่าอัตราโทษโดยดุลยพินิจของศาลได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงในคดีจึงสำคัญต่อการพิจารณาระดับความรุนแรงด้วย
ตัวอย่างเช่น โจรมีมีดพกติดตัวลอบเข้ามาขโมยในบ้าน เจ้าของบ้านรู้ตัวก็ชกต่อยต่อสู้กัน แย่งมีดแล้วแทงโจรจนได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือตาย กรณีนี้มองว่าโจรมีมีด เจ้าของบ้านใช้หมัด นับว่า เป็นการป้องกันทรัพย์สินของตนพอสมควรแก่เหตุได้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ โจรสามคนพกปืนบุกปล้นบ้าน เจ้าของบ้านใช้มีดและปืนต่อสู้ไล่โจร บ้างถูกแทงตาย บ้างถูกยิงตาย บ้างก็ยิงบาดเจ็บสาหัส กรณีนี้การตอบโต้จากเจ้าของบ้านอาจมองเป็น การทำพอสมควรแก่เหตุได้ เมื่อโจรมีปืนพร้อมฆ่า เจ้าของบ้านก็ใช้อาวุธทัดเทียมกันได้เช่น มีดหรือปืน เป็นต้น
เมื่อทำผิดกฎหมายแล้วจะอ้าง ป้องกันตัวเอง หวังให้พ้นความผิดและไม่ต้องรับโทษ ควรทำความเข้าใจองค์ประกอบของเหตุอ้างทางกฎหมายให้ถ่องแท้ก่อน จะไม่เสียเวลาไปหาข้ออ้างอื่นเพื่อให้ได้สมดังใจ ไม่ต้องหมกมุ่นกับความหวังในข้ออ้างนี้อีก
หลักการทางกฎหมายนั้นเมื่อทำความผิด ทุกคนต้องรับโทษที่กำหนดไว้ เมื่อคิดถึงบางคนอาจมีความจำเป็นที่ต้องละเมิดกฎหมายเพื่อป้องกันตัวเองตามสัญชาตญาณของมนุษย์หรือปกป้องบุคคลอื่น จึงเขียนข้อกฎหมายเป็นทางออกให้แก่คนกลุ่มนี้ไว้ โดยขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละเหตุการณ์ว่าควรได้ประโยชน์จากเหตุอ้างตามกฎหมายนี้หรือไม่ แค่ไหน
ปัจจัยสำคัญของเหตุอ้างนี้ คือ ต้องไม่ใช่ผู้เริ่มก่อเหตุละเมิดกฎหมาย อันตรายต้องเกิดใกล้ตัวมากพอ ระดับความรุนแรงของการตอบโต้ต้องสมดุลย์กัน เจตนาตอบโต้เพื่อปกป้องหรือพาให้พ้นอันตรายเบื้องหน้า มิใช่เจตนาล้างแค้น สนุกสนาน เพื่อการพนัน ศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจกับข้อเท็จจริงและตัดสินว่า การกระทำนั้นเป็นการป้องกันตัวเองหรือผู้อื่นหรือเป็นการทำผิดกฎหมาย รับโทษอย่างไร แค่ไหน
ตำรวจไม่มีสิทธิปฏิเสธการจับกุม คุมขัง ช่วยเหลือ
เมื่อพบชายหญิงทำร้ายกันด้วยเหตุว่าเป็นเรื่องผัวเมีย กฎหมายอาญาไม่มีเหตุยกเว้นความผิดให้กรณีทำร้ายร่างกายกัน
*********************************
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย