7 ก.พ. 2023 เวลา 07:57 • กีฬา

หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้จะโดนริบแชมป์ อธิบายดราม่าการเงินทีมเรือใบแบบเข้าใจง่าย

เกิดอะไรขึ้นกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พวกเขาทำผิดอะไรมากมาย 115 ข้อหา และพรีเมียร์ลีกจะสั่งริบแชมป์จริงหรือไม่ เราไปสรุปเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่แรก ทีละสเต็ปอย่างเข้าใจง่ายนะครับ
5
ย้อนกลับไป ในช่วงต้นทศวรรษ 2000s เกิดปรากฏการณ์นักธุรกิจทั่วโลก เริ่มลุยเข้ามาเทกโอเวอร์สโมสรต่างๆ ในยุโรป
1
ตัวอย่างเช่นในปี 2002 โรมัน อบราโมวิช เข้ามาเทกโอเวอร์เชลซี แล้วอัดฉีดเงินส่วนตัวเข้ามาให้สโมสรร้อยล้านปอนด์ เพื่อให้เชลซี ซื้อนักเตะคนไหนก็ได้ที่ต้องการ จนสุดท้ายก็คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จจริงๆ
3
การอัดฉีดเงินจากนายทุนอย่างบ้าคลั่งแบบนี้ อาจจะดูหวือหวาตื่นเต้น แต่มันเกิดปัญหาใหญ่ตามมา 2 ข้อ
ข้อแรก คือทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในลีก ทีมที่มีเงินไม่อั้น ก็ประสบความสำเร็จง่ายกว่า มันจะกลายเป็นลีกที่ชนะกันอยู่แค่ไม่กี่ทีม ก่อให้เกิดความน่าเบื่อขึ้นในการแข่งขัน
5
บรรดาทีมเล็กๆ ไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ดาวรุ่งที่ดังขึ้นมาวันเดียว ก็โดนเอาเงินฟาด จนทีมเล็กต้องปล่อยตัวนักเตะออกมา ไม่มีวันเลย ที่ทีมเงินน้อยๆ จะยกระดับเป็นทีมใหญ่ได้
และข้อสอง การอัดฉีดเงินอย่างบ้าคลั่ง ทำให้สโมสรจะไม่สนใจวินัยทางการเงิน คุณจะสนใจบัญชีตัวแดงทำไม ในเมื่อทำสโมสรขาดทุนแค่ไหน เดี๋ยวก็มีเจ้าของมาอัดเงินกลบหนี้ให้หมด ทีมไม่จำเป็นต้องทำการตลาดอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่แบมือขอเงินอย่างเดียวกับเจ้าของทีมก็พอ
3
ยูฟ่า ไม่สบายใจกับเรื่องนี้ พวกเขาไม่อยากให้วงการฟุตบอลกลายเป็นของเล่นเศรษฐี ดังนั้นยูฟ่าจึงออกกฎใหม่ที่ชื่อ Financial Fair Play (FFP) ขึ้นมา ในปี 2009
6
FFP แปลว่า "กฎแฟร์เพลย์เรื่องการเงิน" มันมีเงื่อนไขคือ สโมสรต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินทุกอย่างให้ยูฟ่าได้รับรู้ และเงินที่เอาไปซื้อนักเตะในแต่ละฤดูกาล จำเป็นต้องมาจากผลกำไรของสโมสรเท่านั้น ห้ามเป็นเงินส่วนตัวจากเจ้าของทีมเป็นอันขาด
3
กำไรของสโมสรเกิดจาก บัตรเข้าชม ค่าสปอนเซอร์ ค่าถ่ายทอดสด ค่าของที่ระลึก และเงินที่ได้จากการขายนักเตะ แต่ละปีสโมสรหาเงินได้เท่าไหร่ ก็จะมีงบในการซื้อนักเตะเท่านั้น
ถ้าสโมสรได้กำไรในปีนี้ 80 ล้านปอนด์ ก็มีงบในการซื้อผู้เล่นใหม่ 80 ล้านปอนด์ ง่ายๆ ตรงไปตรงมา
2
สโมสรห้ามอัดฉีดเงินนอกระบบเข้ามาเพื่อทำการซื้อผู้เล่น ห้ามเอาเงินส่วนตัวจากเจ้าของทีม ยกให้สโมสรแบบง่ายๆ เพื่อเปลี่ยนจากบัญชีที่ขาดทุนให้เป็นกำไรในพริบตา
1
กฎ FFP ถูกยกย่องว่าเป็นไอเดียที่ดี และฝั่งพรีเมียร์ลีกก็เห็นด้วย โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษระบุว่า ทุกสโมสรในฟุตบอลอังกฤษต้องทำตามแนวทาง FFP ที่ยูฟ่ากำหนดไว้
3
--------------------
หลายๆสโมสร เมื่อเจอกฎ FFP ก็พยายามหาทางรายได้เพิ่ม จะได้มีเงินเอาไปซื้อนักเตะใหม่ อย่างเช่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือลิเวอร์พูล ก็รับโฆษณามากขึ้นกว่าเดิม โดยไปเซ็นสัญญากับลูกค้าแบบ Regional Partner มากขึ้น
1
แมนฯ ยูไนเต็ด เซ็นสัญญากับมิสเตอร์ โปเตโต้ แบรนด์มันฝรั่งจากมาเลเซีย หรือ ลิเวอร์พูลเซ็นสัญญากับน้ำมะพร้าวชาวเกาะ แบรนด์จากไทยเป็นต้น คือพยายามหาตลาดใหม่ๆ ว่างั้นเถอะ
2
ส่วนแมนเชสเตอร์ ซิตี้นั้น ไม่ต้องไปเดินหา Regional Partner เพราะพวกเขา "โชคดี" ที่ได้เงินจากเมนสปอนเซอร์ นั่นคือ เอติฮัด แอร์เวย์ส อย่างมหาศาลมาก
3
ในปี 2011 เอติฮัด แอร์เวย์ส เซ็นสัญญา 10 ปี กับทีมเรือใบสีฟ้า ด้วยจำนวนเงิน 400 ล้านปอนด์ (เฉลี่ยปีละ 40 ล้านปอนด์)
1
นี่เป็นตัวเลขที่เหลือเชื่อ เพราะต่อให้เป็นเมน สปอนเซอร์ มีชื่อที่หน้าอกเสื้อปกติก็ไม่ได้จ่ายแพงกันขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ ตอนอาร์เซน่อล เซ็นสัญญากับฟลาย เอมิเรตส์ เซ็นกันที่ 15 ปี 90 ล้านปอนด์ แค่นั้นเอง (เฉลี่ยปีละ 6 ล้านปอนด์)
5
นอกจากเอติฮัด แอร์เวย์สแล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังมีผู้สนับสนุนใหม่ๆ มากมาย เช่น บริษัท Aabar Investment หรือ Arabtech แต่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทในประเทศยูเออีทั้งสิ้น
3
ด้วยสปอนเซอร์จำนวนมากจากยูเออี ทำให้ แมนฯ ซิตี้ มีรายได้ผ่านเกณฑ์ FFP สบายๆ พวกเขามีกำไรมากพอ ที่จะเอาไปซื้อนักเตะใหม่ เพื่อทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นทุกๆ ฤดูกาล
1
ดราม่าของแมนฯ ซิตี้ เริ่มบังเกิดขึ้นในปี 2015 สาเหตุเพราะแฮกเกอร์ชาวโปรตุเกส ชื่อรุย ปินโต้ ไปแฮ็กข้อมูลเอกสารสำคัญจากทีมฟุตบอลทั่วยุโรป และก่อตั้งเว็บไซต์ของตัวเองชื่อ Football Leaks ขึ้นมา จากนั้นก็เผยแพร่เอกสารลับๆ เหล่านั้นลงบนเว็บ จนคนทั้งโลกต้องตะลึง
4
ข้อมูลลับๆ ถูกปล่อยออกมามากมาย เช่น ค่าตัวของแกเร็ธ เบล ที่เรอัล มาดริดจ่ายให้สเปอร์ส จริงๆ แล้ว สูงกว่า 100 ล้านยูโร แพงกว่าค่าตัวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เรอัล มาดริด จ่ายให้แมนฯ ยูไนเต็ด (96 ล้านยูโร) แต่มีเอกสารระบุว่า ห้ามสเปอร์สเปิดเผยตัวเลขที่แท้จริงเด็ดขาด เพราะเรอัล มาดริด ต้องการให้โรนัลโด้เชื่อว่า เขายังคงเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกอยู่
9
หรือเนย์มาร์ ตอนย้ายจากซานโตส มาบาร์เซโลน่า ได้เงินกินเปล่าฟรีๆ 8.5 ล้านยูโร เป็นต้น คือข้อมูลใน Football Leaks มีความละเอียด และหลายๆ เอกสารก็ถูกพิสูจน์ในภายหลังแล้วว่าเป็นความจริง
3
รุย ปินโต้ แฮ็กข้อมูลไปทั้งหมด 3.4 เทราไบต์ เป็นข้อมูลเอกสาร 70 ล้านหน้า ก่อนจะอัพโหลดข้อมูลทั้งหมดลงบนเว็บไซต์ของตัวเอง คือเราไม่รู้ว่าเขาแค่เอาฮา หรือคิดจะเอาไปแบล็คเมล สโมสรต่างๆ ในภายหลังหรือเปล่า แต่ก่อนที่ปินโต้จะได้ทำอะไร ก็โดนตำรวจสากลมาจับกุมตัวเสียก่อน เข้าคุกไปเรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม เอกสาร 70 ล้านหน้า เมื่อถูกอัพโหลดลงในโลกออนไลน์แล้ว บรรดาสำนักข่าวต่างๆ ก็เลยเข้ามาค้นข้อมูลดู เผื่อจะเอาไปเล่นประเด็นอะไรเพื่อขยายผลได้
2
ในปี 2018 แดร์ สปีเกล สำนักข่าวจากประเทศเยอรมัน ไปค้นพบเอกสาร 3 ชิ้นสำคัญ ที่ปินโต้แฮ็กมาจากอีเมลของแมนเชสเตอร์ ซิตี้
5
ชิ้นแรกเป็นอีเมล ของไซม่อน เพียร์ซ บอร์ดบริหารของแมนฯซิตี้ คุยกับผู้บริหารของ Aabar Investment บริษัทจากยูเออี โดยในอีเมลมีเนื้อความว่า Aabar Investment จะเป็นสปอนเซอร์ให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปีละ 15 ล้านปอนด์ แต่ในรายละเอียดการจ่ายเงินจริง บริษัท Aabar Investment จะจ่ายแค่ 3 ล้านปอนด์ ส่วนอีก 12 ล้านปอนด์ที่เหลือ "ฝ่าพระบาท" (His Highness) จะจัดสรรมาให้เอง
8
คำว่า His Highness ในอีเมลจะตีความเป็นคนอื่นไม่ได้เลย นอกจากชีค มันซูร์ เจ้าของสโมสรแมนฯ ซิตี้ ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของยูเออี
1
มันแปลว่า บริษัท Aabar Investment ไปป่าวประกาศกับสื่อมวลชนได้เลยว่าสนับสนุนแมนฯซิตี้ปีละ 15 ล้านปอนด์ แต่จ่ายจริงๆแค่ 3 ล้านพอ อีก 12 ล้านเดี๋ยวสโมสรจะหามาเอง
2
ส่วนเอกสารชิ้นที่ 2 เป็นอีเมลที่เขียนในปี 2015 เป็นการคุยกันของ ฮอร์เก้ ชูมิลลาส CFO หรือหัวหน้าฝ่ายการเงินของแมนเชสเตอร์ ส่งจดหมายคุยกับไซม่อน เพียร์ซ บอร์ดของสโมสรว่า "เอติฮัด แอร์เวย์ส จะเป็นสปอนเซอร์ให้เราปีละ 67.5 ล้านปอนด์ แต่บันทึกไว้ด้วยว่า 8 ล้านปอนด์จะเป็นเงินของเอติฮัด แอร์เวย์ส ส่วนอีก 59.5 ล้านปอนด์ จะเป็นเงินของ ADUG"[ Note : ADUG ย่อจากอาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ที่มีเจ้าของคือชีค มันซูร์นั่นเอง ]
2
ดังนั้นอีเมลที่ 2 จึงหมายความว่า เอติฮัด แอร์เวย์ส ประชาสัมพันธ์ให้หน่อยว่าจะเป็นสปอนเซอร์เพิ่มให้แมนฯซิตี้อีกปีละ 67.5 ล้านปอนด์ แต่สนับสนุนจริงๆแค่ 8 ล้านพอ ที่เหลือ 59.5 ล้านปอนด์ เดี๋ยวชีคมันซูร์ โอนให้ พอได้รับเงินแล้วก็ส่งกลับมาให้สโมสรเป็นเงินก้อนเต็มจำนวน ที่ 67.5 ล้านปอนด์ แน่นอนว่าเป็นวิธีที่จะหลอกยูฟ่าว่า สโมสรมีรายได้เยอะนะ ทั้งๆที่ จริงๆ มีรายได้จากสปอนเซอร์นิดเดียวเท่านั้น
2
ส่วนอีเมลที่ 3 เอกสารระบุว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่ายเงินค่าจ้างให้โรแบร์โต้ มันชินี่ ผู้จัดการทีมในช่วงปี 2009-2013 ด้วยตัวเลขปีละ 1.45 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมาก (สัปดาห์ละ 27,884 ปอนด์) ที่ต้องจ้างราคาแค่นี้ เพราะถ้าจ่ายแพงกว่านี้ จะทะลุเพดาน FFP
5
แต่ในอีเมลระบุว่า กลุ่มทุน ADUG จ่ายเงินให้สำนักข่าวอัลจาซีร่าปีละ 1.75 ล้านปอนด์ แล้วสำนักข่าวอัลจาซีร่า จ่ายต่อให้บริษัทชื่อ IIS (Italy International Services) ที่มีมันชินี่เป็นเจ้าของ โดยจ่ายเงินให้ในฐานะที่ปรึกษาข่าวสาร
4
การจ่ายเงิน 2 ทางแบบนี้ เพื่อให้มันชินี่ได้รับเงินเต็มจำนวน (1.45 + 1.75) แต่ก็สามารถหลีกเลี่ยงกฎ FFP ไปพร้อมกันด้วย
2
ในอีเมล 3 ฉบับที่รุย ปินโต้ แฮ็กมาได้ มีรายละเอียดข้อมูลครบทุกอย่าง เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญจริงๆ ว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีเจตนาไม่โปร่งใสในการทำธุรกิจ
2
กลยุทธ์ที่แมนฯ ซิตี้ใช้ เรียกกันว่า "กระเป๋าซ้ายย้ายไปกระเป๋าขวา" โดยชีค มันซูร์ ไม่ได้อัดฉีดเงินตรงๆ ให้สโมสร เพราะผิดกฎ แต่เขาจะใช้บริษัทของตัวเอง ADUG ไปจ่ายเงินให้สินค้าต่างๆ แล้วให้สินค้าเหล่านั้น จ่ายเงินให้แมนฯ ซิตี้อีกที เพื่อหลีกเลี่ยงกฎ FFP
4
ถ้ายูฟ่าสงสัย ก็จะตอบได้ว่า ชีค มันซูร์ไม่ได้จ่ายนะ คนจ่ายคือเอติฮัด แอร์เวย์สต่างหาก, คนจ่ายคือ Aabar Investment ต่างหาก แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว มันก็คือเงินของเขาเองนั่นแหละ
1
ถามว่าทำได้ไหม? เอาเป็นว่า มันไม่ใช่การหาเงินที่ตรงไปตรงมา แบบทีมอื่นๆ ละกัน
1
หลังจากแดร์ สปีเกล เผยแพร่อีเมล 3 ฉบับ ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2018 จากนั้นทางยูฟ่า จึงเริ่มกระบวนการสืบสวน ผ่านสำนักงานภายใน ที่ชื่อ CFCB
8
หลังการสืบสวนหนึ่งปีเศษ เข้าสู่เดือนมีนาคม 2020 ทาง CFCB บอกว่าแมนฯ ซิตี้ผิดจริง จึงมีบทลงโทษ ปรับเงิน 30 ล้านยูโร และไม่ให้เข้าแข่งในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2 ฤดูกาลซ้อน (2020-21 และ 2021-22) แต่แมนฯ ซิตี้ ไม่ยอมแพ้ พวกเขายื่นข้อมูลไปที่ศาลกีฬาโลก (CAS) เพื่ออุทธรณ์ต่อไป
1
ในการอุทธรณ์ที่ศาลกีฬาโลกเป็นไปอย่างดุเดือด แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อสู้ด้วยเงื่อนไขว่า กฎของยูฟ่า มีระบุรายละเอียดไว้ ว่าจะสามารถลงโทษทีมที่ทำผิดกฎ FFP ได้ภายในกรอบระยะเวลา 5 ปี
ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ แมนฯ ซิตี้ จะทำผิดหรือไม่ แต่ในช่วง 5 ปีหลังสุด (2015, 2016, 2017, 2018, 2019) พวกเขาไม่ได้ทำผิดกฎของ FFP รายได้ในช่วงหลัง ก็มีสปอนเซอร์จริงๆ เข้ามามากมาย ไม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวาอีกแล้ว
3
ดังนั้นศาลกีฬาโลก จึงมีมติให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ "รอด" ด้วยเสียงไม่เป็นเอกฉันท์ 2-1 บทสรุปคือทีมเรือใบสีฟ้าไม่โดนลงโทษแบน แต่แค่ปรับเงินเป็นจำนวน 10 ล้านยูโรเท่านั้น
1
ในวันที่ ศาลกีฬาโลกตัดสินผลออกมา เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ให้สัมภาษณ์อย่างมีความสุขว่า "ผมรู้ว่าทีมใหญ่ๆ โดยเฉพาะ ลิเวอร์พูล, แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล พวกเขาคงไม่ค่อยสบายใจที่เราอยู่ตรงนี้ แต่พวกเขาต้องเข้าใจนะ ว่าเราสมควรจะมาอยู่จุดนี้ และต่อสู้แย่งแชมป์กับทุกคน"
1
มุมของเป๊ป คือบรรดาทีมใหญ่ๆ คงจ้องจะอยากกำจัดแมนฯ ซิตี้ ที่เป็นเต็งหนึ่งในการไล่ล่าแชมป์ ถ้าไม่มีแมนฯ ซิตี้ คงได้แชมป์ง่ายกว่านี้ แต่เมื่อศาลกีฬาโลกตัดสินแบบนี้ ทุกคนก็ต้องยอมรับว่า ทีมเรือใบสีฟ้าไม่ได้ทำสิ่งที่สามารถเอาผิดได้
1
--------------------
1
ณ วันนั้นเหตุการณ์ก็เหมือนจะจบ แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ พรีเมียร์ลีกได้แอบตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา 1 ชุด (The Independent Commission) เพื่อสอบสวนแมนฯ ซิตี้ แบบลับๆ
20
ถ้ายูฟ่าเอาผิดไม่ได้ ทางพรีเมียร์ลีกจะสืบดู ว่าจะเอาผิดได้ไหม
2
พรีเมียร์ลีกไม่ได้มีกรอบ 5 ปี แบบยูฟ่า ดังนั้นจะสามารถย้อนหลังกลับไปไกลแค่ไหนก็ได้ เพื่อตรวจสอบว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เคยทำผิดกฎการเงินบ้างหรือเปล่า
1
นี่เป็นสิ่งที่เซอร์ไพรส์พอสมควร เพราะตามปกติองค์กรแม่ของประเทศนั้นๆ ก็มักจะปกป้องสโมสรของตัวเอง อย่างเคสนี้ถ้ายูฟ่าไม่ลงโทษแล้ว ตามหลักพรีเมียร์ลีกก็ไม่น่าจะลงมาเล่นเอง
1
คิดตามคอมม่อนเซนส์ ถ้าแมนฯ ซิตี้ผิดจริง พรีเมียร์ลีกเองก็จะมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีตามไปด้วย และอย่าลืมว่า แมนฯ ซิตี้ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสโมสรที่เป็นจุดขายของบอลอังกฤษ ถ้าแมนฯ ซิตี้ โดนลงโทษ ทีมใหญ่ก็จะหายไปหนึ่งทีม ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีในแง่การตลาดเลย
1
แต่ฝั่งพรีเมียร์ลีก ต้องการทำให้ทุกอย่างโปร่งใสยุติธรรม จึงมีการสืบสวนกันให้เคลียร์ไปเลย โดยสืบย้อนกลับไปไกลตั้งแต่ปี 2009 ปีแรกที่ทางยูฟ่า กำหนดกฎ FFP ขึ้นมา
3
คณะกรรมการอิสระ ใช้เวลาสืบสวนทั้งหมด 4 ปีเต็ม และเมื่อวานนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2023) พวกเขาแจ้งบทลงโทษแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยแบ่งเป็น 5 Section ประกอบด้วย
1
-------------------
Section 1 - แมนฯ ซิตี้ ใช้กลยุทธ์กระเป๋าซ้าย-กระเป๋าขวา ตั้งแต่เมื่อไหร่ และเงินที่ได้มา อย่างไม่ถูกต้องตามกฎ FFP เอาไปซื้อผู้เล่นคนไหนบ้าง ระหว่างปี 2009-2018
2
ผลการตรวจสอบ : ใน Section 1 แมนฯ ซิตี้ ทำผิด 50 ข้อหา
4
Section 2 - ชี้แจงข้อมูลรายได้ของผู้จัดการทีม และนักเตะคนไหน ไม่ตรงความเป็นจริงบ้าง เช่นกรณีของโรแบร์โต้ มันชินี่ ที่แจ้งพรีเมียร์ลีกว่า ให้รายได้ปีละ 1.45 ล้านปอนด์ แต่มีรายได้อื่นซ่อนอยู่อีกปีละ 1.75 ล้านปอนด์
4
ผลการตรวจสอบ : ใน Section 2 แมนฯ ซิตี้ ทำผิด 24 ข้อหา
1
Section 3 - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ละเมิดกฎ FFP ของยูฟ่า ระหว่างปี 2013-2018 หรือไม่
ผลการตรวจสอบ : ใน Section 3 แมนฯ ซิตี้ ทำผิด 5 ข้อหา
1
Section 4 - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จงใจทำผิดกฎ Profitability and Sustainability Rules ของพรีเมียร์ลีกหรือไม่ (คือกฎ FFP เวอร์ชั่นพรีเมียร์ลีก) ระหว่างปี 2015-2018
2
ผลการตรวจสอบ : ใน Section 4 แมนฯ ซิตี้ ทำผิด 6 ข้อหา
1
Section 5 - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จงใจไม่ให้ความร่วมมือกับพรีเมียร์ลีก หรือไม่ ระหว่างปี 2018 จนถึงปัจจุบัน ในการส่งเอกสารและข้อมูลที่ถูกต้อง
2
ผลการตรวจสอบ : ใน Section 5 แมนฯ ซิตี้ ทำผิด 30 ข้อหา
1
[ ดังนั้นเมื่อรวมทั้งหมด 5 Section แมนฯ ซิตี้ ละเมิดกฎของพรีเมียร์ลีกทั้งหมด 115 ข้อหา ด้วยกัน ]
2
-------------------
1
[ จากนี้ไปยังไงต่อ ]
พรีเมียร์ลีกรวบรวมข้อมูลมา 4 ปีเต็มๆ ถ้าไม่มั่นใจ พวกเขาไม่เปิดหน้าแลกแบบนี้แน่นอน ส่วนฝั่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ต้องหาหลักฐานมาสู้กันต่อไป ว่าทั้ง 115 ข้อหา ที่ว่านั้น พวกเขาไม่ได้ใช้กลยุทธ์กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา แต่เป็นรายได้ที่มาอย่างถูกต้องจริงๆ
1
เอาจริงๆ ฝั่งแมนฯ ซิตี้ ไม่มีทางคาดคิดเลยว่า พรีเมียร์ลีกจะมาเล่นงานพวกเขาในลักษณะนี้
1
เอาจริงๆ ทีมเรือใบสีฟ้ามีเงินจ้างทีมทนายระดับโลก ก่อนหน้านี้ ในคดีที่ยูฟ่าฟ้อง ก็ยังชนะมาแล้ว คราวนี้ก็จะสู้อย่างสุดความสามารถเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองให้ได้
แต่ว่าคดีนี้ พรีเมียร์ลีกระบุกฎไว้ชัดเจนแต่แรกแล้วว่า ไม่สามารถส่งเรื่องเข้าศาลกีฬาโลกได้ (CAS) ดังนั้นแมนฯ ซิตี้ ก็ต้องสู้คดีตรงๆ กับคณะกรรมการอิสระของพรีเมียร์ลีก
2
บทสรุปคือเรื่องนี้จะยืดเยื้อ ไม่มีทางจบภายในปีนี้ ตอนนี้อยู่ในช่วง "ตั้งข้อหา" แค่นั้น แมนฯ ซิตี้ยังไม่ใช่คนผิด หรือต่อให้โดนประกาศว่าผิด ก็จะมีการอุทธรณ์กันต่ออีก
2
ตามกฎของพรีเมียร์ลีกในเบื้องต้นนั้น ถ้ามีการทำความผิดข้อหาทุจริตทางการเงิน ก็จะมีการตัดสูงสุด 30 แต้ม แต่ยังอีกไกลกว่าจะถึงตรงนั้น
2
เรื่องการริบแชมป์พรีเมียร์ลีกที่คุยกันขำๆ อาจจะเป็นจริงก็ได้ เพราะถ้าการตัด 30 แต้มเกิดขึ้นจริงในแต่ละซีซั่น ก็จะทำให้แชมป์ถูกเปลี่ยนมือ
2
2011-12 รองแชมป์แมนฯ ยูไนเต็ด (เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน)
2013-14 รองแชมป์ลิเวอร์พูล (เบรนแดน ร็อดเจอร์ส)
1
2017-18 รองแชมป์แมนฯ ยูไนเต็ด (โชเซ่ มูรินโญ่)
2018-19 รองแชมป์ลิเวอร์พูล (เจอร์เก้น คล็อปป์)
2
2020-21 รองแชมป์แมนฯ ยูไนเต็ด (โอเล่ กุนนาร์ โซลชา)
2021-22 รองแชมป์ลิเวอร์พูล (เจอร์เก้น คล็อปป์)
3
ถ้าหากแมนฯ ซิตี้ โดนตัดแต้มและนำมาสู่การริบแชมป์ แมนฯ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ก็จะได้แชมป์เพิ่มอีกทีมละ 3 ครั้ง และจะสร้างสถิติใหม่ๆ ขึ้นมาหลายอย่าง เช่น
- โชเซ่ มูรินโญ่ จะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย
1
- เจอร์เก้น คล็อปป์ จะได้แชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 3 สมัย
- เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้แชมป์ 1 สมัย
1
- เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันจะได้แชมป์ 14 สมัย
- สตีเว่น เจอร์ราร์ด จะได้ปลดล็อกคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรก
2
- แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะได้แชมป์ลีก 3 สมัยติดต่อกัน (2010-11, 2011-12, 2012-13) เป็น Three-peat รอบที่สามที่ทำได้
2
ถามว่าเป็นไปได้ไหมที่แมนฯ ซิตี้จะโดน คำตอบคือ "มีโอกาส" เพราะในฟุตบอลยุโรปนั้นมีเคสเรื่องการตัดแต้มเพราะทุจริตกันบ่อยๆ ตั้งแต่เคส โอลิมปิก มาร์กเซย ในปี 1994, ยูเวนตุส ในปี 2006 และ บัววิสต้า ในปี 2008 อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ถ้าคุณผิดจริง
1
แต่เรื่องการริบแชมป์เอาไปให้อันดับสองนั้น ไม่รู้จะเกิดได้จริงไหม เพราะฟุตบอลอังกฤษไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรแบบนี้มาก่อนเลย
1
อย่างไรก็ตาม การพิจารณายังอยู่อีกยาวไกล ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปีแน่นอน ยังมีอะไรต้องสืบกันอีกเยอะ และอย่าลืมว่าทีมทนายของแมนฯ ซิตี้ ก็คือระดับโลก
1
สำหรับแมนฯ ซิตี้นั้น สิ่งที่น่ากลัวมากๆ ระหว่างนี้ คือนักเตะของทีม และแฟนบอล อาจรู้สึกไม่มั่นคง คือจะเล่นไปทำไม จะเชียร์ไปทำไม ได้แชมป์ไปก็อาจถูกริบอยู่ดี ซึ่งถ้าคุณคิดแบบนี้ จะส่งผลต่อฟอร์มในสนามแน่ๆ
3
รวมถึงในช่วงซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ เชื่อได้เลยว่าอาจมีนักเตะหลายคน เริ่มมองหาทีมจะย้าย ขณะที่ผู้เล่นใหม่ๆ ที่แมนฯ ซิตี้ อยากได้ คงต้องคิดเยอะจริงๆ ถ้าอยากย้ายมารวมทีมด้วย
เช่นเดียวกับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในปีที่แล้วว่า "เจ้าของทีมอธิบายผมว่าเกิดอะไรขึ้น และผมเชื่อเขา ผมบอกกลับไปว่า 'ถ้าพวกคุณโกหกผม นั่นคือวันที่ผมจะไม่อยู่ที่นี่อีกแล้ว ผมจะย้ายออกไปทันที และผมก็จะไม่ใช่เพื่อนของพวกคุณอีกต่อไป"
2
ถ้ากวาร์ดิโอล่ารู้ว่าเงินที่ตัวเองเอามาซื้อนักเตะ เกิดขึ้นจากความไม่โปร่งใส มันก็เสียเครดิตของเขาเช่นกัน และแน่นอนว่าเป๊ปต้องย้ายทีมแน่ๆ ซึ่งแผนอนาคตของทีมเรือใบสีฟ้า ที่มีเป๊ปเป็นศูนย์กลางก็จะพังทลายทันที
1
ถ้านักเตะย้ายออกหมด ไม่มีตัวใหม่มาแทนที่ และสโมสรไม่มีเงินให้ใช้เหมือนปัจจุบัน สิ่งที่สร้างมายาวนานหลายปี ก็อาจต้องนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่แรก
1
แต่เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าคำตัดสินสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แมนฯ ซิตี้เสียเปรียบ แต่อาจพลิกกลับมาชนะก็ได้ ตอนกับยูฟ่าพวกเขายังชนะมาแล้ว ทุกอย่างอยู่ที่ความสามารถของทีมกฎหมายแล้ว
2
ในเรื่องนี้เราจะส่งท้ายกันที่ Quote ของหนังสือพิมพ์เดลี่เมล ที่สรุปเหตุการณ์นี้ไว้อย่างตรงประเด็นว่า
"นี่คือเรื่องอื้อฉาวที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษตั้งแต่ก่อตั้ง แมนฯ ซิตี้จะสู้ด้วยพลังทั้งหมดที่มี เพราะถ้าพวกเขาพ่ายแพ้ มันอาจหมายถึงจุดล่มสลายของสโมสร"
4
#FINANCIALRULES
1
โฆษณา