16 ก.พ. 2023 เวลา 11:00 • การศึกษา

## Episode24: Basic concepts of the spine ##

หลังจากบทความที่ผ่านๆมาผมได้พูดถึง basic knowledge ของวิชา kinesiology ให้เราได้พอเข้าใจกันบ้างแล้วนะครับ หลังจากนี้ผมจะเริ่มลงรายละเอียดในเชิง mechanic ของแต่ละส่วนในร่างกาย โดยเราจะเริ่มจากส่วนแรกคือ overview conceptเบื้องต้นของกระดูกสันหลัง(vertebral column) หรือspineกันก่อนนะครับ
กระดูกสันหลังของเราโดยปกติจะประกอบไปด้วยกระดูก 33 ชิ้น ถูกแบ่งเป็น 5 ส่วนคือcervical(7 ชิ้น), thoracic(12 ชิ้น), lumbar(5 ชิ้น), sacrum(5 ชิ้น), coccyx(4 ชิ้น) โดยภายในพาร์ทของsacrumและส่วนของcoccyx นั้นจะfused รวมกันเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่
การเรียกชื่อกระดูกสันหลังแต่ละชิ้นเราจะเรียกเป็นชื่อย่อตัวอักษรตามregionที่อยู่ แล้วตามด้วยตัวเลขที่เป็นลำดับของกระดูกสันหลังภายในregionนั้นจากบนลงล่าง T6 จะหมายถึงกระดูกสันหลังส่วนอก(thoracic spine)ชิ้นที่ 6 เป็นต้นครับ
กระดูกสันหลังแต่ละส่วนนั้นจะมีลักษณะภายนอกที่ไม่เหมือนกัน จึงมีความสามารถในการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันสร้างความหลากหลายในการเคลื่อนไหวได้มากขึ้น กระดูกที่เป็นรอยต่อระหว่างregionในบริเวณcervicothoracic, thoracolumbar, lumbosacral จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเพื่อกลายเป็นส่วนต่อไปเช่น facet joint ของC7 ก็จะเริ่มมีความชันมากขึ้นเพื่อรับกับความชันของthoracic spine ที่มากกว่าในcervical spineเป็นต้น
ถ้าเราดูภายนอกของกระดูกสันหลังเราจะพบว่ากระดูกสันหลังของเราจะมี curve ที่ต่อเนื่องกันในแนวของ sagittal plane เป็นลักษณะreciprocal curvatureคือสลับกันระหว่างโค้งนูนและโค้งเว้า โดยกระดูกสันหลังในneutral position นั้น cervical spine กับ lumbar spine จะมีลักษณะโค้งเว้าทางด้านหลัง(concave posterior) ที่เรียกว่า “Lordosis” ที่มีความหมายว่า “bend backward” โดยที่องศาความโค้งของ lumbar จะมากกว่าใน cervical spine
ส่วนในthoracicกับsacrococcygeal region จะสลับกันคือมีลักษณะโค้งนูนทางด้านหลัง โค้งเว้าทางด้านหน้า(convex posterior and concave anterior)ที่เรียกว่า“Kyphosis” การที่มีconcaveทางด้านหน้านี้ ทำให้มีspaceสำหรับอวัยวะภายในช่องอกและ pelvic cavity มากขึ้นนั่นเอง
.
ความโค้งของspineทั้งชิ้นนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเราเกิดการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนท่าทาง เช่นถ้าเราแอ่นตัวไปทางด้านหลัง(trunk extension) จะพบว่าcervical กับlumbarที่มีlordosisอยู่แล้วก็จะแอ่นเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่thoracicเมื่อเราแอ่นตัวความเป็นkyphosisจะค่อยๆน้อยลง
แต่ใน sacrococcygeal region จะมีแตกต่างออกไปคือ จะยังมีความเป็นkyphosis (concave anterior และ convex posterior) อยู่เสมอเพื่อทำให้เกิดความมั่นคง ส่วนกลไกการเคลื่อนไหวเดี๋ยวผมจะนำมาอธิบายอีกทีในpartของsacroiliac jointนะครับ
ประโยชน์ของการที่ร่างกายมี curve ในแนว sagittal planeนี่คือการเพิ่มความแข็งแรงให้กับ axial skeleton เพราะจะสามารถรับloadจาก compression forceได้มากขึ้น ส่วนข้อเสียของcurveแบบนี้ก็มีเหมือนกันนั่นคือ เกิดแรงshear forceหรือแรงเฉือนขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นรอยต่อของcurve เราจึงมักเห็นอาการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังเกิดขึ้นในบริเวณนี้ เช่นเรามักพบlumbar spondylolithesisที่ L5 ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างlumbarกับsacrumเป็นต้นครับ
สำหรับโครงสร้างของกระดูกสันหลังจะประกอบไปด้วยส่วนหลักๆคือ
- Body ที่ทำหน้าที่support น้ำหนักตัวที่อยู่ด้านบน
- Vertebral arch(pedicle & lamina) ที่อยู่ล้อมรอบเพื่อprotect spinal cord
- Transverse process เป็นส่วนของpedicle ที่ยื่นออกไปด้านข้าง ในขณะที่
- Spinous process คือส่วนที่lamina เชื่อมรวมกันยื่นไปทางด้านหลัง
- Superior และ Inferior articular process เป็นตำแหน่งที่จะไปเชื่อมต่อกับกระดูกสันหลังระดับบนและอันล่างต่อไปครับ
.
โครงสร้างทั้งหมดนี้เป็นโครงสร้างหลักๆที่จะพบได้ในกระดูกสันหลังตลอดแนว รูปร่างอาจจะต่างกันตามแต่ละregion ซึ่งเดี๋ยวผมจะหยิบมาอธิบายอีกทีนะครับ
นอกจากโครงสร้างของกระดูกแล้ว กระดูกสันหลังแต่ละระดับก็จะมีโครงสร้างบางอย่างที่มีเฉพาะใน regionนั้น แต่ก็จะมีligamentบางตัวที่เป็นตัวหลักในการsupportกระดูกสันหลังในแทบจะทุกระดับ เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวและmaintain curve ของกระดูกสันหลัง รวมทั้งยังเป็นตัว protection ให้ spinal cord และ nerve root อีกด้วยครับ เช่น
- Ligamentum flavum เป็น ligament ที่เกาะอยู่ระหว่าง lamina ยาวตลอดแนวของกระดูกสันหลัง เป็นposterior wallให้กับspinal canal โดยที่ligamentum flavumจะถูกยืดเมื่อเกิดtrunk flexion ดังนั้นligamentum flavumนี้จึงหนาสุดในบริเวณlumbar region เพราะเป็นตำแหน่งที่เกิดflexion ได้มากที่สุดนั่นเอง
นอกจากนี้ligamentum flavumเป็นligamentที่มีความยืดหยุ่นได้สูง เพราะประกอบขึ้นจาก elastinมากถึง 80% ความยืดหยุ่นที่สูงนี้จะทำให้เมื่อเกิดextension แล้วligamentum flavumจะไม่หย่อนเข้าไปใน spinal canal เพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อspinal cordได้นั่นเอง
- Interspinous ligament จะเกาะอยู่ระหว่าง spinous process ระดับที่อยู่ติดกัน deep partจะเชื่อมต่อกับligamentum flavum สวนsuperficial partจะมีcollagenมากและเชื่อมต่อกับsupraspinous ligament
- Supraspinous ligament จะเกาะอยู่ระหว่างปลายสุดของ spinous process โดยที่ligament ตัวนี้จะlimitการแยกกันของ spinous process จากการทำท่าflexion ในส่วนของcervical regionนั้น supra spinous ligament จะหนาตัวขึ้นและเกาะยาวขึ้นด้านบนเรียกว่า “Ligamentum nuchae” เป็น membrane ที่เกาะยาวระหว่างspinous process ไปจนถึงท้ายทอยที่external occipital protuberance ทำหน้าที่ support น้ำหนักของศีรษะเมื่อเราก้มคอนั่นเอง
นอกจากนี้ligamentum nuchaeยังทำหน้าที่เป็นจุดเกาะให้กับกล้ามเนื้อคอเช่น trapezius, splenius capitisอีกด้วยครับ
- Intertransverse ligament มีขนาดเล็กเกาะอยู่ระหว่าง transverse process ระดับที่อยู่ติดกัน จะตึงตัวขึ้นเมื่อเอียงตัวไปด้านตรงข้าม
- Anterior longitudinal ligament เป็นเอ็นที่มีความหนาแข็งแรง หุ้มอยู่ด้านหน้าของกระดูกสันหลังยาวตั้งแต่basilar partของoccipital bone ยาวลงไปจนถึงด้านหน้าของกระดูกsacrum โดยpartที่อยู่ด้านบนจะแคบและค่อยๆกว้างขึ้นเมื่อยาวลงมาถึงด้านล่างตามขนาดของกระดูกสันหลัง ligamentตัวนี้จะถูกยืดออกเมื่อเกิด extension จึงมีส่วนช่วยคงlordotic curve ในcervical และlumbar regionอีกด้วย
- Posterior longitudinal ligament จะเกาะอยู่ด้านหลังของ vertebral body ยาวตั้งแต่บริเวณด้านหลังของกระดูกC2 จนถึงsacrum จึงเป็นตัวที่กั้นระหว่างกระดูกสันหลังกับspinal cord โดยpartที่อยู่ด้านบนจะของligament ตัวนี้จะกว้างและแคบลงเมื่อมาถึงระดับล่างๆ ความสามารถในการป้องกันdiscที่ปลิ้นออกมาจึงลดลง เป็นส่วนนึงที่ทำให้เราเจอเคสหมอนรองกระดูกปลิ้นในระดับlumbarได้บ่อยด้วยครับ
ทั้งหมดนี้ก็คือligament ตัวหลักๆที่เราจะเจอได้เกือบจะทุกระดับของกระดูกสันหลัง การเรียนรู้anatomyของ ligamentนี้จะทำให้เรา เข้าใจbiomechanicของการเคลื่อนไหวว่า ligamentแต่ละตัวจะช่วย support กระดูกสันหลังอย่างไรเมื่อเรามี movement ในทิศทางต่างๆนั่นเองครับ
ถ้าชอบเนื้อหาแบบนี้ผมฝากกด like กดแชร์ กดติดตามเพจphysioupskillด้วยนะครับ ส่วนถ้าใครมีข้อสงสัยอะไรก็commentไว้ด้านล่างได้เลยครับ
_PhysioUpskill_
#Physioupskill
⭐สำหรับใครที่อยากเรียนรู้เพิ่มเติม สามารถอ่านบทความอื่นๆได้ที่ https://physioupskill.com/บทความ/
หรือดูรายละเอียดคอร์สเรียนของเพจได้ที่ https://physioupskill.com/คอร์สเรียน/
ได้เลยครับ
Ref.
Neumann, D. A. (2016). Kinesiology of the Musculoskeletal System: Foundations for Rehabilitation. Mosby.
Grant’s Atlas of Anatomy. (2016). LWW.
Schuenke, M., Schulte, E., Schumacher, U., & Johnson, N. (2020). General Anatomy and Musculoskeletal System (THIEME Atlas of Anatomy) (THIEME Atlas of Anatomy, 1) (3rd ed.). Thieme.
Netter, F. H. (2018). Atlas of Human Anatomy. Elsevier Gezondheidszorg.
โฆษณา