Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
WealthThink
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
21 ก.พ. 2023 เวลา 03:30 • ธุรกิจ
ทำไมเราได้วงเงินบัตรเครดิต ไม่เท่ากัน แม้จะมีรายได้เท่ากัน
เคยสงสัยไหมว่า เวลาเราสมัครบัตรเครดิตพร้อมเพื่อน ที่มีเงินเดือนไม่ต่างกันมาก ทำไมถึงได้วงเงินไม่เท่ากัน หรือบางครั้ง อาจไม่ได้รับการอนุมัติเลยด้วยซ้ำ
1
จริง ๆ แล้ว หนึ่งในสาเหตุสำคัญ มาจาก Credit Score ของแต่ละคน ที่ไม่เท่ากันนั่นเอง
แล้ว Credit Score ที่ว่านี้คืออะไร ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญ
BillionMoney จะสรุปให้ฟัง
หากอธิบายง่าย ๆ Credit Score ก็คือคะแนน ที่ใช้บอกความสามารถ ในการชำระหนี้ของแต่ละบุคคล ซึ่งอ้างอิงมาจากข้อมูลการชำระหนี้ ในอดีตของแต่ละคน
โดยหน่วยงาน ที่เป็นผู้รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ มักจะเรียกกันว่า “เครดิตบูโร” ซึ่งในประเทศไทย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ
โดย NCB จะนำข้อมูลการชำระหนี้ และข้อมูลอื่น ๆ
ที่ได้มาจากสมาชิก ซึ่งก็คือธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ออกสินเชื่อ มาทำการวิเคราะห์ และคำนวณออกมาเป็น Credit Score
Credit Score จะแบ่งออกเป็น 8 ระดับ ตั้งแต่ระดับ AA-HH ซึ่งจะมาจากคะแนนตัวเลข ที่คำนวณได้
และมีค่าระหว่าง 300-900 คะแนน
โดยระดับ AA จะเป็นระดับที่สูงที่สุด ถือเป็นลูกหนี้ที่มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ น้อยที่สุดนั่นเอง
แล้ว Credit Score มีความสำคัญอย่างไร ?
เวลาเราต้องการจะขอกู้เงิน ไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ ทำธุรกิจ หรือขอสินเชื่ออื่น ๆ เช่น บัตรเครดิต
สถาบันการเงินที่เราไปขอกู้ จะเช็ก Credit Score ของเรากับ NCB แล้วนำข้อมูลเหล่านั้น มาประกอบการพิจารณา การขอสินเชื่อของเรา
ซึ่งการมี Credit Score ที่ดี ก็ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถตัดสินใจ อนุมัติสินเชื่อให้เราได้ง่ายขึ้น รวมถึงอาจได้วงเงินที่สูงขึ้น เพราะมีความมั่นใจว่า ถ้าหากเรากู้เงินไปแล้ว เราจะไม่ผิดนัดชำระหนี้นั่นเอง
ในทางกลับกัน ถ้าหากเราเคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ ข้อมูลเหล่านี้ ก็จะถูกนำไปคำนวณเป็น Credit Score ด้วยเช่นกัน
การรักษา Credit Score ไว้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยให้เรา สามารถขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้นในอนาคตนั่นเอง
แล้วเราจะรักษา Credit Score ของเราให้ดีต่อเนื่อง ได้อย่างไร ?
หลัก ๆ แล้วสิ่งที่เราต้องทำมีแค่ 2 อย่าง คือ
- จ่ายหนี้ให้ครบ ในแต่ละงวด
- จ่ายหนี้ให้ตรงเวลา
ซึ่งถ้าหากการเงินของเราเกิดติดขัด จนไม่สามารถนำเงินมาจ่ายหนี้ได้ครบ และทันเวลาจริง ๆ อีกทางเลือกหนึ่งคือ การติดต่อไปยังผู้ให้สินเชื่อของเรา เพื่อเจรจาประนอมหนี้
แล้วถ้าหากผิดนัดชำระหนี้ จนติดแบล็กลิสต์เครดิตบูโร เราควรจะทำอย่างไร ?
จริง ๆ แล้ว NCB ไม่ได้มีหน้าที่ในการให้แบล็กลิสต์ใคร เพียงแต่เป็นผู้นำข้อมูลจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก มาคำนวณเป็น Credit Score และให้ข้อมูลเหล่านั้นแก่สมาชิก หากมีการร้องขอเท่านั้น
ซึ่งการอนุมัติสินเชื่อ จะเป็นอำนาจของสถาบันการเงิน ที่เราไปขอสินเชื่อ เพราะฉะนั้น การติดแบล็กลิสต์เครดิตบูโร จึงไม่มีอยู่จริง
อย่างไรก็ตาม เราสามารถตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตัวเองได้ ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ NCB ซึ่งถ้าหากพบว่า เรายังมีหนี้ที่ค้างชำระ ก็ควรจะชำระหนี้นั้น ให้เร็วที่สุด
ซึ่งหลังจากที่ชำระหนี้ไปแล้ว ระบบของ NCB ก็จะบันทึกการชำระหนี้ของเราไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะปิดยอดหนี้ไปแล้ว แต่การผิดนัดชำระหนี้ ก็จะถูกนำไปคำนวณ Credit Score และยังคงแสดงอยู่ในระบบของ NCB ไปอีกไม่เกิน 3 ปี
ซึ่งเราจะไม่สามารถไปแก้ไขอะไรได้
1
สิ่งที่เราทำได้ คือการชำระหนี้หลังจากนี้ให้ตรงเวลา และครบตามยอดหนี้ที่ถูกเรียกเก็บเท่านั้น
ซึ่งเมื่อผ่านการผิดนัดชำระหนี้ไปจนครบ 3 ปีแล้ว ข้อมูลการผิดนัดชำระหนี้ของเรา ก็จะถูกลบออกจากระบบของ NCB โดยอัตโนมัติ และ Credit Score ของเรา ก็จะกลับมาอยู่ในระดับที่ดีอีกครั้ง
การรักษา Credit Score นั้น เป็นสิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญ ในการบริหารการเงิน เพราะถ้าหากในอนาคต เรามีความจำเป็นต้องขอกู้เงิน หรือขอสินเชื่อต่าง ๆ
การมี Credit Score ที่ดีนั้น จะเป็นแต้มต่อให้เรา สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น และอาจช่วยให้เราได้รับวงเงินบัตรเครดิตสูงกว่าคนที่มีรายได้มากกว่าเราก็ได้..
References
-
https://www.ncb.co.th/about-us/history-th
-
https://www.ncb.co.th/fin-knowledge/credit-score-benefits
ธุรกิจ
12 บันทึก
24
9
12
24
9
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย