1 มี.ค. 2023 เวลา 13:20 • กีฬา

พอตเตอร์มนต์เสื่อม เกิดอะไรขึ้นกับเขา ทำไมแพ้รัวๆ และโดนแฟนเชลซีขับไล่ขนาดนี้

โค้ชที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงที่ไบรท์ตัน ใครๆ ก็บอกว่าเป็นโค้ชชาวอังกฤษที่เก่งที่สุดในระดับท็อปทรีของประเทศ ตอนนี้โดนแฟนบอลเชลซีทั่วโลกขับไล่ไสส่ง มันเกิดอะไรขึ้นกับเกรแฮม พอตเตอร์กันแน่?
1
ย้อนกลับไปสมัยเป็นนักเตะ พอตเตอร์เป็นผู้เล่นที่มีแววใช้ได้ เล่นในตำแหน่งกองกลาง และเคยติดทีมชาติอังกฤษชุด u-21 มาแล้ว
แต่ปัญหาเริ่มต้นในปี 1996 เมื่อเขาย้ายไปเซาธ์แฮมป์ตัน ที่มีผู้จัดการทีม เป็นแกรม ซูเนสส์ และซูเนสส์ที่เคยเป็นกองกลางมาก่อน ก็ไม่คิดว่าพอตเตอร์จะมีพรสวรรค์อะไร ดังนั้นก็เลยไม่ค่อยให้โอกาสพอตเตอร์ลงสนาม
เมื่อไม่ถูกยอมรับในตำแหน่งมิดฟิลด์ พอตเตอร์จึงพยายามเล่นในตำแหน่งอื่น เพื่อโอกาสในการลงสนาม ทั้งแบ็กซ้าย และ เซ็นเตอร์แบ็ก ขอแค่ได้โอกาสลงเล่นก็ยังดี นั่นทำให้เขา "หลงทาง" ไม่พัฒนาไปสุดในตำแหน่งไหน สักตำแหน่ง
3
พอตเตอร์ค่อยๆ เสียความมั่นใจในฝีเท้าตัวเอง แล้วพอไม่ได้ลงเล่นกับสโมสร ก็หลุดจากทีมชาติเป็นการถาวร
จากนั้นพอตเตอร์ ก็โดนปล่อยตัวทิ้งจากเซาธ์แฮมป์ตัน พเนจรไปอีกหลายทีม แต่ก็วนเวียนในดิวิชั่น 3 หรือ 4 มาตลอด ทั้งยอร์ก ซิตี้, บอสตัน ยูไนเต็ด, แม็คเคิลสฟิลด์ ทาวน์
ปีสุดท้ายกับแมคเคิลสฟิลด์ ชีวิตของพอตเตอร์มีแต่ความซวยอย่างต่อเนื่อง ลงเล่นก็น้อย แถมมีอยู่วันหนึ่งเขาดื่มชาอยู่ที่บ้าน อยู่ๆ หมาของเขาก็กระโจนมาจะงับถ้วยชาที่เขาถืออยู่ สุดท้ายพอตเตอร์ทำแก้วแตก สะเก็ดแก้วไปโดนขาบาดเจ็บ ไม่สามารถลงเล่นได้ 4 สัปดาห์
1
เมื่ออะไรๆ ไม่เป็นใจ เล่นก็ไม่ดี ร่างกายก็บาดเจ็บ ทำให้พอตเตอร์ ตัดสินใจแขวนสตั๊ด ด้วยวัยเพียง 30 ปีเท่านั้น
2
ความซวยก็เรื่องหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว พอตเตอร์ยอมรับสภาพมากกว่า เพราะรู้ว่าฝีเท้ามีแค่นี้ ต่อให้พยายามอย่างไร ก็ไม่สำเร็จอยู่ดี เขาจึงตัดสินใจเลิกเล่น แล้วตั้งใจจะเอาดี ด้วยการเป็นผู้จัดการทีมในอนาคต
2
ปัญหาของพอตเตอร์คือ เขาเป็น Nobody คือถ้าคุณเป็นนักเตะที่โด่งดังล่ะก็ หลังเลิกเล่นไป เส้นทางการเป็นโค้ชก็จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ สโมสรต่างๆ จะยินดีรับคุณไปทำงานหลังบ้าน แต่ในเคสของพอตเตอร์ เขาต้องนับหนึ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง
2
พอตเตอร์ ไปลงเรียนที่ Open University สาขาวิชาสังคมศาสตร์ เรียนจบจนได้ปริญญาตรี ตามด้วยจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยลีดส์ เมโทรโปลิแทน ในสาขาวิชาความเป็นผู้นำ และการศึกษาความฉลาดทางอารมณ์
1
ในระหว่างที่เรียนหนังสือ พอตเตอร์ก็ลงคอร์สอบรมการเป็นโค้ชฟุตบอลไปด้วย จนได้ไลเซนส์จากเอฟเอ และทำให้เขาเป็นผู้จัดการทีมแค่ไม่กี่คนในประเทศเท่านั้น ที่มีวุฒิปริญญาโท จะว่าไปแล้ว พอตเตอร์เป็นคนฉลาดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
1
เมื่อได้ไลเซนส์ เขาจึงได้โอกาสคุมทีมสโมสรอาชีพ โดยประสบการณ์แรกของเขา คือในปี 2010 โดยได้โอกาสคุมทีมออสเตอร์ซุนด์ ในดิวิชั่น 4 ของสวีเดน
ใครจะเชื่อว่าพอตเตอร์ จะสร้างปรากฏการณ์พาออสเตอร์ซุนด์ จากทีมเล็กๆ ทะยานขึ้นมาลีกสูงสุดในประเทศได้สำเร็จ เลื่อนชั้นได้ถึง 3 รอบ นอกจากนั้นยังคว้าถ้วย สเวนส์ก้า คูเพ่น หรือเอฟเอคัพสวีเดนอีกด้วย
ไอเดียของพอตเตอร์ ถือว่าแปลกและแหวก แต่มันได้ผล ตัวอย่างเช่น เขาจับนักเตะทั้งทีม มาเล่นละครเวทีร่วมกัน โดยทั้งทีมต้องฝึกซ้อมเล่นละครกันสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง ในเย็นวันอังคาร
3
หลังจากซ้อมจนชำนาญหลายเดือน นักเตะทั้งทีมต้องขึ้นเล่นละครเวที ต่อหน้าชาวบ้าน ที่จะซื้อตั๋วเข้ามาดูมากกว่า 1,000 คน โดยรายได้จากละครเวที จะนำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในสวีเดนต่อไป
2
จุดประสงค์ของพอตเตอร์ ที่ต้องการให้มีละครเวที อย่างแรกคือทำให้นักเตะผ่อนคลาย ได้โฟกัสที่เรื่องอื่นๆ ด้วย เป็นการละลายพฤติกรรมของผู้เล่นในทีม และอย่างที่สอง ทอม เพ็ตเตอร์สัน นักเตะของออสเตอร์ซุนด์ เล่าให้ฟังว่า "ถ้าผมแสดงละครเวทีต่อหน้าคนดู 1,000 คน ได้แล้วล่ะก็ ผมก็จะทำอะไรในสนามฟุตบอลก็ได้ทั้งนั้น!"
2
หลังจากอยู่กับออสเตอร์ซุนด์ 7 ปี พอตเตอร์ได้กลับมาสหราชอาณาจักร ด้วยการคุมทีมสวอนซี จากนั้นแค่ปีเดียว ก็ได้ย้ายมาคุมทีมในระดับพรีเมียร์ลีก ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน
ตลอดชีวิตของพอตเตอร์ เคยเล่นพรีเมียร์ลีกแค่ 8 นัด ช่วงอยู่เซาธ์แฮมป์ตัน จากนั้นมาเขาก็ไม่เคยได้เล่นลีกสูงสุดอีกเลยจนแขวนสตั๊ด แต่ในที่สุดเขาก็กลับมายังลีกสูงสุดของประเทศแล้ว แต่คราวนี้ เขาอยู่ในฐานะผู้จัดการทีม
ถามว่าพอตเตอร์เก่งอย่างไรในฐานะผู้จัดการทีม คำบอกเล่าของไบรอัน เวค กองหน้าของออสเตอร์ซุนด์ เล่าว่า "เกรแฮมจะสอนผู้เล่นผ่านการซ้อม แต่เขาจะไม่บอกอะไรชัดเจน เขาไม่อยากให้นักเตะทำตามที่สั่งเป๊ะๆ เขาจะอธิบายว่า ในจังหวะแบบนี้ นักเตะมีทางเลือกอะไรบ้าง แล้วสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับนักเตะเอง ว่าจะตัดสินใจได้ถูกต้องหรือไม่ สิ่งที่เกรแฮมต้องการมากที่สุด คือนักเตะต้องกล้าตัดสินใจ และต้องตัดสินใจให้ถูกต้องด้วย"
เขามีเซนส์ที่ดี ไม่ชอบบังคับนักเตะ ยืดหยุ่นสูง ซึ่งทำให้นักเตะเองก็ชอบ เพราะไม่โดนบังคับ สั่งให้ทำอะไรเป๊ะๆ แบบ 1 2 3 4
เมื่อพอตเตอร์ย้ายไปคุมทีมไบรท์ตัน ต่อจากคริส ฮิวจ์ตัน สิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนคือ "ไบรท์ตันดีขึ้น"
จากอันดับ 17 ยุคฮิวจ์ตัน ที่เกือบตกชั้น แต่พอพอตเตอร์มาปั๊บ ทีมดีขึ้นนิดๆ มาอยู่อันดับ 15, 16 และกระโดดมาอันดับ 9 ถือว่าทิศทางดีขึ้นเรื่อยๆ จากเสี่ยงต่อการตกชั้น ก็ขยับมาเป็นทีมกลางตารางได้อย่างภาคภูมิ
อดัม ลัลลาน่า ดาวเตะของไบรท์ตันเล่าว่า พอตเตอร์เป็นโค้ชที่ทำงานหนักมาก "จากที่เคยร่วมงานกับเขา เขาเป็นคนที่คิดทุกอย่าง ละเอียดรอบคอบมาก เขากับสตาฟฟ์ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง คือคุณต้องทำงานหนักขนาดนั้น ถ้าอยากให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด"
ในฤดูกาลที่ 4 ของพอตเตอร์ กับไบรท์ตัน (2022-23) เขาทำให้ทุกคนต้องทึ่ง เพราะ ผู้บริหารขายคีย์แมนออกไป 3 คน ได้แก่ อีฟ บิสซูม่า (สเปอร์ส), มาร์ก คูคูเรลย่า (เชลซี) และ นีล โมเปย์ (เอฟเวอร์ตัน) ได้เงินมารวม 100 ล้านปอนด์ ตามหลักเสียผู้เล่น หน้า-กลาง-หลัง ครบแบบนี้ ทีมน่าจะยวบมากๆ
1
แต่ไปๆ มาๆ ไบรท์ตันกลับเล่นดีขึ้นซะอย่างนั้น พอตเตอร์ ใช้งานตัวที่มีอยู่พลิกแพลงจนทีม แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอีก
อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ ปกติเป็นผู้เล่นหมายเลข 10 แต่พอตเตอร์จับมาเล่นเป็นหมายเลข 6 ก็เล่นได้ดี
โจเอล เวลต์แมน เล่นเซ็นเตอร์แบ็กมาตลอด แต่พอโดนจับมายืนวิงแบ็กขวาก็เล่นได้เยี่ยม
ปาสกาล กรอสส์ เป็นตัวสารพัดประโยชน์ยืนตัวรุก กองกลาง หรือฟูลแบ็กก็ได้
บิสซูม่าย้ายทีมออกไป ก็ปั้นมอยเซส ไคเซโด้ กับ อีน็อค เอ็มเวปู มาคัฟเวอร์ตรงกลางทดแทน ซึ่งก็เล่นได้ดีทั้งคู่
สิ่งที่พอตเตอร์พิสูจน์ให้เห็นคือ เขามีความคิดสร้างสรรค์ กล้าสั่งผู้เล่นให้เปลี่ยนตำแหน่ง เพื่อให้เข้ากับระบบการเล่นของทีม นอกจากนั้นยัง มีเซนส์ในการปลุกปั้นนักเตะที่ไม่ดัง ให้กลายเป็นสตาร์ได้
1
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ "มูลค่า" ของพอตเตอร์ ทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ สื่ออังกฤษต่างชื่นชมว่าเขาคือผู้จัดการทีมชาวอังกฤษ ที่น่าจะดีที่สุดในตลาดแล้ว คนที่อยู่ในเลเวลนี้ ก็คงมีเพียงแค่ เอ็ดดี้ ฮาว กับ แกเร็ธ เซาธ์เกตเท่านั้น
1
พอตเตอร์อายุ 47 ปี ถือว่าเป็นกุนซือคนหนุ่ม หัวยังเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้ตลอด นอกจากนั้นยังมีบุคลิกไม่ใช่คนหัวแข็งจนเกินไป แบบที่ใครๆ ก็สั่งไม่ได้ ซึ่งผู้บริหารชอบคนนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว
4
นอกจากนั้นยังมีทักษะในการยืดหยุ่นได้ดี เสียนักเตะคนนี้ ก็ใช้คนนี้แทน ไม่ได้ยึดติดกับผู้เล่นคนใดคนหนึ่งเกินไป
ดังนั้นเมื่อเชลซี เปลี่ยนเจ้าของมาเป็นท็อดด์ โบห์ลี่ แน่นอนว่าเจ้าของใหม่ ก็ต้องการล้างไพ่ทั้งหมดในยุคของโรมัน อบราโมวิช แล้วเริ่มต้นนับหนึ่งไปตั้งแต่แรก มรดกจากในยุคของอบราโมวิช อย่างโทมัส ทูเคิล ก็ต้องโดนเด้งตามไปด้วย แม้ผลงานจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นก็ตาม
1
เมื่อปลดทูเคิลแล้ว โบห์ลี่ก็จำเป็นต้องมองหาผู้จัดการทีมสักคน ที่พร้อมจะสร้างทีมนับหนึ่งไปด้วยกัน และเมื่อพิจารณาแล้ว พอตเตอร์ คือคนที่เหมาะมากๆ
Sky Sports ใช้คำว่า Ticks a lot of right boxes หรือ "ผู้บริหารเชลซี ติ๊กถูกให้พอตเตอร์ผ่านเกณฑ์หลายข้อ" ไม่ว่าจะเป็น
- ถ้าปั้นไบรท์ตัน ที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย ให้ทะยานมาอยู่อันดับครึ่งบนของตารางพรีเมียร์ลีกได้ขนาดนี้ แล้วถ้าไปคุมทีมที่มีงบพร้อมทุกอย่าง แบบเชลซี มันจะไปฉิวขนาดไหน
- พอตเตอร์ มีเซนส์ในการหาตัวนักเตะโนเนมมาปั้นเป็นสตาร์ โรเบิร์ต ซานเชซ ติดทีมชาติสเปนชุดใหญ่, คาโอรุ มิโตมะ ตอนนี้เป็นปีกแถวหน้าของลีก, อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ ได้แชมป์โลกกับอาร์เจนติน่า คือเขามีเซนส์มาก ในการเลือกตัวนักเตะ
- ไม่เคยมีข่าวว่า ลูกทีมก่อหวอดใส่พอตเตอร์มาก่อนเลย ไม่ว่าจะคุมทีมอะไร ดูเหมือนเขาอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรัก
- ไบรท์ตันเล่นฟุตบอลได้สวยงามมากขึ้น การต่อบอลสั้นสวยๆ จากแดนหลังไปแดนหน้า นอกจากนั้น พอตเตอร์ยังพลิกแพลงแท็กติกได้ตลอด บางเกมเล่นหลัง 3 บางเกมเล่นหลัง 4
ด้วยความที่โพรไฟล์ผ่านทุกอย่าง ทำให้โบห์ลี่ ตัดสินใจกระชากตัวพอตเตอร์มาจากไบรท์ตัน เซ็นสัญญา 5 ปี พร้อมให้ค่าจ้างสัปดาห์ละ 190,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมหาศาล มากกว่าทั้ง มิเกล อาร์เตต้า ของอาร์เซน่อล และ เอริค เทน ฮาก ของแมนฯ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นว่าโบห์ลี่เชื่อใจพอตเตอร์ขนาดนั้น
โบห์ลี่ ต้องการสร้างอนาคตใหม่ให้เชลซี และเขาเลือกพอตเตอร์ มาคว้าความสำเร็จไปด้วยกัน
แต่ทุกอย่าง ก็ไม่เป็นไปอย่างที่โบห์ลี่คาดหวัง เพราะพอตเตอร์ทำเชลซีพังพินาศ ทีมแพ้ แพ้ แล้วก็แพ้ จนตอนนี้อยู่อันดับ 10 ของตารางพรีเมียร์ลีก โอกาสคว้าโควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในซีซั่นนี้ แทบไม่เหลืออีกแล้ว ส่วนเอฟเอคัพ ก็โดนแมนฯ ซิตี้ ถล่มเละ 4-0 แบบสู้กันไม่ได้
1
สถิติที่น่าตกใจมากๆ ของเชลซี คือ นับจากปี 2023 เชลซี ลงสนามไป 10 นัด ยิงประตูได้ "3 ลูก" เท่านั้น นี่เป็นอะไรที่เหลือเชื่อมาก มีการแซวกันว่า ถ้านับเฉพาะปี 2023 อย่างเดียว เรอัล มาดริด ยิงในประเทศอังกฤษ ได้เยอะกว่าเชลซีเสียอีก (มาดริดเล่นในอังกฤษ 1 นัด ยิงลิเวอร์พูลไป 4 ลูก)
2
เกมรุกแย่ เกมรับก็แย่ คือถ้าเล่นดีมีทรงแล้วแพ้ก็ว่าไปอย่าง แต่อันนี้เล่นแย่แบบครบวงจร หามุมดีๆ ได้ยากมากๆ
2
ถามว่าโทษพอตเตอร์ได้ไหม แน่นอน ก็ต้องโทษได้สิ เขาเป็นผู้จัดการทีม แต่ถ้าเราด้วยความแฟร์ มันก็ต้องเห็นใจเขาอยู่เหมือนกัน
พอตเตอร์น่าเห็นใจตรงไหน?
ข้อแรก พอตเตอร์มาคุมทีม "กลางฤดูกาล" เขาไม่มีโอกาสได้เก็บตัวปรีซีซั่น ไม่มีโอกาสทำความรู้จักผู้เล่น คือถูกแต่งตั้งปั๊บก็ต้องลุยเลย
ข้อสอง เขาไม่เคยมีประสบการณ์ คุมทีมลงเล่นทุกๆ 3 วัน แบบนี้มาก่อน ไบรท์ตันเล่นทุกๆ 7 วัน แต่ที่เชลซี ต้องเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก สลับกับพรีเมียร์ลีก มันต้องบริหารจัดการ Squad ให้ดี
ข้อสาม พอตเตอร์ไม่เคยคุมทีมที่เต็มไปด้วยสตาร์ระดับโลกขนาดนี้ การคุมนักเตะเกรดเอแบบนี้ ถ้าคุณไม่เคยเป็นนักเตะมาก่อน ไม่มีบารมีมากพอ มันยากมาก ที่จะทำให้นักเตะเชื่อคุณได้
ข้อสี่ เขาไม่เคยเจอความคาดหวังมหาศาลขนาดนี้ แฟนบอลเชลซีมีทั่วทั้งโลก และแต่ละคนก็ปรารถนาถึงชัยชนะทุกเกม ถ้าเป็นที่ออสเตอร์ซุนด์, สวอนซี หรือ ไบรท์ตัน เขาทำงานสบายๆ แพ้บ้างชนะบ้าง ก็ไม่เป็นไร เลเวลความกดดันมันคนละเรื่องกันเลย
ในซีซั่นนี้เชลซี เจอเรื่องราวเยอะมาก ทั้งการเปลี่ยนเจ้าของทีม เปลี่ยนสตาฟฟ์หลังบ้าน ตามด้วยเรื่องอาการบาดเจ็บของคีย์แมน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางคนสำคัญเจ็บยาวหลายเดือน
1
ยิ่งในเดือนมกราคม เชลซีทุ่มเงินซื้อผู้เล่นมหาศาล มากที่สุดในโลก คว้าตัวมาคนแล้วคนเล่า เอ็นโซ่ เฟอร์นันเดซ, มิไคโล มูดริค, ชูเอา เฟลิกซ์ ฯลฯ มันยิ่งทำให้พอตเตอร์ "มึน" เข้าไปใหญ่ ผู้เล่นตัวเดิมๆ เริ่มจะเข้าใจ เริ่มจะรู้จักแล้ว ก็ต้องมาเรียนรู้กับนักเตะที่ซื้อมาใหม่อีก
2
แฟนบอลก็ต้องด่าแน่นอนว่า เจ้าของทีมจ่ายเงินซื้อให้คุณขนาดนี้ คุณทำทีมชนะไม่ได้หรือยังไง แต่ถ้ามองในมุมพอตเตอร์ มันก็ยากเหมือนกัน ที่จะต่อจิ๊กซอว์ทุกชิ้นให้เข้ารูปเข้ารอยได้ในเวลาแค่นิดเดียว
สำหรับแฟนเชลซีนั้น พวกเขาคุ้นเคยกับโค้ชระดับท็อปมาตลอด ส่วนใหญ่เป็นโค้ชที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว โชเซ่ มูรินโญ่, กุส ฮิดดิงค์, คาร์โล อันเชล็อตติ, หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่, อันโตนิโอ คอนเต้, โทมัส ทูเคิล คือโอเค อาจมีสอดแทรกมาบ้างที่ประสบการณ์น้อยหน่อย อย่างโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ หรือ แฟรงค์ แลมพาร์ด แต่พวกนี้ สมัยเป็นนักเตะก็ถือว่าเป็นตัวท็อปเลย
1
พอมาเจอกับพอตเตอร์ ที่ไม่มีดีกรีทั้งสมัยเป็นนักเตะ และโค้ช มันก็ย่อมตั้งคำถามอยู่แล้วว่า "จะไหวหรือ?" ทุกคนกลัวว่าเลเวลของพอตเตอร์ มันเร็วเกินไป ที่จะให้มาคุมทีมระดับเชลซีหรือไม่
พอตเตอร์เอง ก็ไม่รู้จักการซื้อใจแฟนบอลด้วย ดูจากการที่ มี Reaction นิ่งเฉย ในจังหวะที่ทีมเสียประโยชน์ หรือเวลาลูกทีมไปทะเลาะกับคู่แข่งแทนที่จะเข้าไปช่วย เข้าไปแยกคู่แข่ง หรืออะไรก็ตาม แต่พอตเตอร์กลับยืนนิ่งเหมือนไม่ค่อยแคร์
1
แฟนๆ เชลซี ก็รู้สึกผิดหวัง ไม่เห็นถึงแพสชั่น ว่าคุณแคร์ทีมจริงๆ หรือเปล่า พร้อมจะสู้จนตัวตายเพื่อทีมใช่หรือไม่ ทำให้นับวันที่ผ่านไป พอตเตอร์ ขาดแรงสนับสนุนขึ้นเรื่อยๆ
คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อฟอร์มเชลซีจมดิ่งขนาดนี้ พอตเตอร์ จะโดนปลดหรือไม่?
ถ้าเราอ้างอิงจากลักษณะนิสัยของท็อดด์ โบห์ลี่ แล้ว "ไม่ง่าย" ที่เขาจะปลด
เอาเรื่องค่าเหนื่อยก่อน ถ้าฉีกสัญญาตอนนี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งเซ็นกัน 5 ปี เชลซีต้องจ่ายเงินชดเชยราวๆ 40 ล้านปอนด์ให้พอตเตอร์ เป็นตัวเลขที่หายวับไปเลย ซึ่งเจ้าของทีมก็จะรู้สึกเสียค่าโง่ด้วย เพราะตัวเองเลือกมาเองแท้ๆ แต่กลับปลดทิ้งในเวลาแค่ 5 เดือน
ตามหลักการโดยทั่วไป ทีมใหญ่ๆ จะไม่ใช้โค้ชสามคนในฤดูกาลเดียว อันนี้ใช้ทูเคิล กับ พอตเตอร์มาแล้ว คุณจะไปหาคนที่สามมาอีกหรือ แล้วโค้ชเก่งๆ ที่ไหน เขาจะอยากมารับเผือกร้อน ทำงานกลางซีซั่น
1
โบห์ลี่ นอกจากเป็นเจ้าของเชลซี เขายังเป็นหุ้นส่วนของทีมเบสบอล แอลเอ ดอดเจอร์สอีกด้วย โดยกับทีมดอดเจอร์ส ใช้ผู้จัดการทีมคนเดียว มา 8 ปีติดต่อกัน เราพอเห็นถึงลักษณะของโบห์ลี่ว่า ไม่ใช่คนที่ชอบเปลี่ยนแปลงอะไรบ่อยๆ
ทีนี้ ถ้าถามด้วยความเป็นกลางแล้วว่า ควรจะปลดดีหรือไม่? คำตอบมันก็ไปสองมุมอยู่ดี
มุมแรกคือ ปลด อันนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ผลงานที่เลวร้ายขนาดนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นกับเชลซีมาก่อน ทีมใหญ่ขนาดนี้ แต่ 13 เกมพรีเมียร์ลีก ชนะ 2 นัด มันก็เกินไป
ต่อให้ไม่พร้อมแค่ไหน ดูจากคุณภาพนักเตะแล้ว ทีมก็ไม่ควรร่วงไปเกินอันดับ 8 ของตาราง แต่อันนี้แพ้เละเทะ แม้แต่เจอทีมบ๊วยเซาธ์แฮมป์ตันในบ้านยังกล้าแพ้ มันก็เกินไปนะ เหมือนคุณธาตุไฟแตกเละเลยนี่หว่า
คนที่เชียร์ให้ปลด ก็จะบอกว่า ขอคนมีดีกรีดีกว่านี้เถอะ ซีดาน, หลุยส์ เอ็นริเก้ ฯลฯ ใครก็ได้ เอาคนที่มีบารมีหน่อย คอนโทรลนักเตะชั้นนำได้ พอตเตอร์ยังประสบการณ์น้อยเกินไป ในการรับมือกับทีมใหญ่ขนาดนี้
อันนี้คือมุมปลด แต่ในมุม "ไม่ควรปลด" ก็มีเช่นกัน หลายคนบอกว่า มิเกล อาร์เตต้า ในซีซั่นแรก ที่มาคุมทีมกลางซีซั่น พาทีมจบอันดับ 8
หรือเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่มาคุมซีซั่นแรกกลางฤดูกาล ก็จบอันดับ 8 เหมือนกัน อันนี้หนักกว่า คือไม่มีแชมป์อะไรเลย ไม่ได้โควต้าไปเล่นบอลยุโรปด้วยซ้ำ
ถ้ามั่นใจในศักยภาพที่พอตเตอร์เคยมีมาในฐานะโค้ชอังกฤษที่มีพรสวรรค์สูง แถมวุฒิการศึกษาดี เรียนจบปริญญาโทอีกต่างหาก คุณก็ควรให้โอกาสเขาไปก่อน จริงไหม?
การคุมทีมกลางคันแบบนี้ มันวัดอะไรไม่ได้ ให้พอตเตอร์ได้มีปรีซีซั่นดีๆ ให้มีนักเตะฟูล Squad ได้คุมทีมแบบ Full Season จริงๆ แล้วถ้าล้มเหลวไม่เป็นท่า ถึงตรงนั้นค่อยไล่ออกก็ได้
ทีนี้ ถ้าถามผม ผมคิดว่า การเจอกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นสิ่งสำคัญ
ถ้าพอตเตอร์ "ทำได้" พาทีมเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ความมั่นใจบางอย่างจะกลับมาอีกครั้ง เขาเองก็จะมีโอกาสได้หายใจด้วย โฟกัสของแฟนๆ เชลซี ก็จะไปสนใจในเกมยุโรปแทน ยังพอมีอะไรให้ได้หวังในปีนี้ แบบนี้อาจจะรอด
3
แต่ถ้าพอตเตอร์ ทำไม่ได้ โดนดอร์ทมุนด์อัดคาบ้าน ร่วงเกมยุโรป เขาจะไม่เหลืออะไรเอาไว้เป็นยันต์ป้องกันตัวเองอีก ต่อให้โบห์ลี่จะไม่ชอบการเปลี่ยนโค้ชขนาดไหน ก็คงทนกระแสสังคมต่อไปไม่ไหวแล้ว
สุดท้ายนี้ ส่วนตัวแม้ผมจะเห็นใจพอตเตอร์อย่างไร แต่ผมคิดเหมือนกับลุงเบน ในเรื่องสไปเดอร์แมนครับ
Great power comes with great responsibility
2
แปลว่า พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง
1
ถ้าคุณ "เลือกแล้ว" ว่าจะมาคุมเชลซี ทีมใหญ่ระดับโลก ที่มีความคาดหวังมหาศาล แฟนบอลคุ้นชินกับการลุ้นแชมป์ทุกปี ทุกรายการ และรับค่าเหนื่อยมหาศาลอันดับต้นๆ ของพรีเมียร์ลีก
คุณก็ต้องมีความรับผิดชอบ ที่จะทำให้ทีมประสบความสำเร็จให้ได้ หรืออย่างน้อย ก็ไม่แย่ลงไปกว่าเดิม
ถ้าอยากอยู่สบายๆ ชนะบ้าง แพ้บ้าง ยังไงก็ไม่มีวันโดนไล่ออก ก็ไปอยู่ไบรท์ตันเหมือนเดิมก็ได้ หรือคุมทีมระดับสวอนซีก็ได้ แต่คุณเลือกเองว่าจะมาเชลซี นี่คือสิ่งที่เขาต้องรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น
หากพอตเตอร์ ไม่สามารถแบกรับความคาดหวังได้ ก็อาจต้องออกไปเก็บประสบการณ์มาก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องการคุมทีมเกรด A อีกครั้ง
เพราะม้าพยศที่ทรงพลัง ต้องการคนขี่ม้าที่ชำนาญ พอตเตอร์ไม่ได้ผิดอะไร แต่ถ้าเขายังไม่แกร่งพอที่จะคุมม้าที่ทรงพลัง ก็ต้องอำลาทีมไป แล้วไปหา Jockey ที่เก่งกาจมารับหน้าที่นี้แทน แค่นั้นเอง
5
#PotterMagic
โฆษณา