18 มี.ค. 2023 เวลา 15:27 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] Let's Start Here. - Lil Yachty

เรือเล็กออกจากฝั่ง
“ช่างแม่งอัลบั้มก่อนหน้านั้นเถอะ ตอนนั้นผมยังเด็ก และไม่สนห่าไรทั้งนั้น เลยทำให้ผมทำสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น mumble rapper ไอ้เด็ก SoundCloud คนที่ไม่ซาบซึ้งประวัติศาสตร์ฮิปฮอปได้มากพอ ด้วยความสัตย์จริงนะ ผมเป็นได้มากกว่าฮิปฮอปก็แล้วกัน มีเด็กๆอีกมากมายที่ยังไม่ได้ยิน references ของผมมากมาย พวกเขายังไม่รู้จัก Bon Iver, Pink Floyd, Black Sabbath, James Brown ผมแค่อยากจะโชว์ด้านที่แตกต่างของผมบ้าง”
-ยังดีที่การเพิ่งหยิบอัลบั้มนี้มารีวิวเลทมาแล้ว 1 เดือนกว่านั้น อย่างน้อยผมก็ได้ perspective จากเจ้าของอัลบั้มเพิ่มเติมไม่มากก็น้อย การที่ผมแทบไม่ได้ฟังอัลบั้มใดๆของ Lil Yachty เลย ผมจึงไม่สามารถปะติดปะต่อถึงพัฒนาการของหนุ่มจอร์เจียคนนี้ได้ดีมากนัก บอกกันตรงๆเลยคือ เป็นแร็ปเปอร์ที่ผมไม่คิดที่จะฟังเลยด้วยซ้ำ
-ด้วยเหตุผลของความไม่น่าจดจำที่ผ่านมานี่แหละ ผมเป็นหนึ่งในคำสบประมาทที่ Lil Yachty ได้กล่าวในบทสัมภาษณ์ข้างต้นเลย ถ้าไม่เจอเพจ Frank Ocean Thailand ผมก็คงไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่า Lil Yachty กลับมาแล้วนะเว้ย ต่อให้จะมาด้วยรสใหม่ก็ตาม ผมอาจจะไม่ได้หยิบขึ้นมาฟังขึ้นมาจริงๆ
-นี่คืออัลบั้มแรกเลยที่ผมได้มาทำความรู้จัก ในฐานะผู้โดยสารหน้าใหม่ที่ยอมขึ้นเรือไปกับกัปตันหน้าเดิมที่อยากจะเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือใหม่ในที่่ๆเขาไม่เคยไป ผมค่อนข้างที่จะชอบความกล้าเปลี่ยนของศิลปินในยุคนี้เหมือนกัน แต่ไอ้ความกล้าเปลี่ยนทั้งที ถ้าทำไม่ดีมีสิทธิ์ล่มได้เลยครับ
-ยิ่งไอ้หนุ่ม Lil Yachty เป็นแร็ปเปอร์ที่กระแสตอบรับในผลงานไม่โดดเด่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การเปลี่ยนกระแสน้ำ Alternative ในครั้งนี้ ช่างเป็นการเดิมพันที่สูงลิบลิ่ว เปลี่ยนสไตล์เพลงทั้งที เตรียมรับแรงปะทะของอีกฟากฝั่งได้เลย แต่ก็หนีไม่พ้นแรงหมั่นไส้จากชุมชนฮิปฮอปอยู่แล้ว ประหนึ่งไม่ได้ไปต่อในโลกฮิปฮอป จึงไปอิงแอบกับแนวเพลงอื่น และการสัมภาษณ์ในช่วงเดินสาย เกิดวิวาทะตามมาอีกว่า มึงไม่เห็นฮิปฮอปเป็นส่วนนึงของแขนงศิลปะซินะ
-ประเด็นการเปลี่ยนแนวทางเพลง เอาเป็นว่า ถ้าเขาอยากจะซึมซับแนวทางอื่นที่ไม่ใช่แค่แร็ปด้านเดียว ทำใจให้กว้างแล้วปล่อยเค้าไปหน่อยก็คงจะดี อย่างไรก็ตาม ต่อให้จะเปลี่ยนกระแสแนวเพลง มันคงจะไร้ความหมาย หากงานเพลงเหล่านั้นไม่ได้มีการทุ่มเทหรือเค้นศักยภาพออกมากันให้เห็นจริงจัง ซึ่ง Let Start Here. พ้นข้อครหาแห่งการเปลี่ยนแนวทางเพียงเพื่อหลีกหนีจากความล้มเหลวแห่งการไม่ได้รับการยอมรับ หรือเปลี่ยนเพื่อตามกระแสไปงั้นๆได้อย่างสนิทใจ
-มันจะมีแทร็ค interlude ระบายความในใจอย่าง :(failure(: ที่พอทำให้เราเข้าใจถึงความอยากเปลี่ยนสไตล์ในครั้งนี้ บางทีความ Rich and Famous มันคือบันไดสู่ความหลุดพ้นจากความยากจนก็เท่านั้น ไม่สามารถบำบัดทุกข์บำรุงสุขได้ ประหนึ่งชีวิตย่อมมีทางเลือกและหนทางมากพอที่จะ revise your steps rewrite your future ได้ โดยนัยก็คือการอ้าแขนรับสไตล์ที่แตกต่างจากเดิมนั่นแหละ อะไรคือความสำเร็จที่แท้จริง คงเป็นคำตอบที่เขายังค้นหาต่อไป ซึ่งผมก็เห็นด้วยและคิดอยู่เสมอว่าอัลบั้มนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของ Lil Yachty จริงๆ
-เปิดอัลบั้มด้วย the BLACK seminole. ที่ได้กลิ่น Pink Floyd ลอยมาแต่ไกลเชียว แต่ก็ไม่ได้เอามาทั้งดุ้น โมดิฟายไซคลิเดลิคให้โฉ่งฉ่าง เสียงร้องโหยหวนสุดสะท้านของ Diana Gordon เพิ่มความคลั่งสร้างความ insane ตั้งแต่แรกฟัง ราวกับติดไอพ่นวาร์ปไปสู่ดินแดนอันไกลโพ้น ส่งสัญญาณแห่งการปลดแอกจากตัวตนเดิมๆของเขาตามการเปรียบเปรยถึงหัวหน้าชนเผ่าที่ต่อสู้เพื่อปลดแอกความเป็นทาส
-ในขณะเดียวกันก็สัมผัสอณูความบิดเบี้ยวตามตีมที่ Yachty อยากให้เป็น สอดคล้องกับความไม่ชอบมาพากลตามปกอัลบั้ม นี่คงเป็นนิมิตรหมายในการออกเดินทางไปสู่หมุดหมายใหม่ และการสร้างความบันเทิงเชิง escpism ไปพร้อมๆกัน
-the ride- เป็นการเบิกทางการเดินทางที่ช่างเบิกบาน ราวกับหลุดอยู่ในมิติพิศวง พร้อมด้วยไอ้หนุ่มเท็กซัส Teezo Touchdown เบรคความโลดแล่นด้วย Funk บีทกลองสุดเท่ห์ในเพลง running out of time ที่ได้เห็น charisma ของ Yachty ในแบบที่ไม่เคยเห็นจริงๆ ยื้อเวลาซึมซับไอแดดซัมเมอร์ก่อนจะสาย
-THE zone~ เบิกทางสว่างด้วยภาคดนตรีที่แข็งแรง นักร้องสาว Justine Skye มาเป็นตัวเสริมปลอบประโลมคลายเหงาในยามที่เจ้าของเพลงกำลังเพรียกหาพื้นที่ในแห่งหนนึงที่ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ซึ่งก็คือนิยามของ “บ้าน” ที่เจ้าตัวยังต้องการหาหนทางที่จะพายเรือกลับไป
-ต่อเนื่องด้วย WE SAW THE SUN! ที่ให้อารมณ์เมาแดด เจิดจ้าจากฤทธิ์ยาบางอย่างเสียมากกว่า มันคงไม่ใช่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แน่ๆ ในช่วง Outro ก็มีคลิปเสียงของนักวาดภาพชื่อดัง Bob Ross ที่เคยไกด์แนวทางงานศิลป์ในรายการของเขา ซึ่งเป็นจุดประกายให้ Lil Yachty กล้าที่จะรับอิทธิพลอันหลากหลาย เลยเอามาแปะใน Outro เพื่อตอกย้ำเป้าประสงค์นี้ด้วย
-มุมมองของด้านมารผจญก็ถูกเล่าออกมาได้สนุกและเร้าใจยิ่งกว่าสมัยทำเพลงแร็ปเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นการเป็นคนกีในเพลง ​pRETTy ที่มีการใช้ออโต้จูนกระเส่าลูกคอแบบเดียวกับเพลง Poland มา apply ในอัลบั้มนี้ และมีแนวโน้มที่จะเป็นซิกเนเจอร์โดดเด่นติดตัว Yachty อย่างน่าฉงนสนเท่ห์ด้วย อีกทั้งการได้ตัวละครลับในอัลบั้มอย่าง Fousheé มาร่วมเติมลวดลายในอัลบั้มได้อย่างกลมกลืน
-drive ME crazy! ขับเคลื่อนด้วยนีโอ-โซลสุดซุกซน ชิวล์นุ่มนวลที่สุดในอัลบั้ม ในท่อนสุดท้าย เรายังได้เห็นการแร็ปของ Yachty ที่หลงเหลืออยู่แบบไม่ตะบี้ตะบัน ก่อนที่จะผลักคนฟังไปสู่หลุมดำในเพลง IVE OFFICIALLY LOST ViSiON!!!! ที่ใส่ความ intensive อย่างเดือดสัด มาหมดทั้งเสียงโหยหวน กรีดกราย ความตาลาย รวมไปถึงความลุกลี้ลุกลนในช่วงท้ายเพลงเป็นการเติมเต็มมโนภาพที่กระตุกจิตกระชากใจยิ่งกว่าซาวนด์
-sAy sOMETHINg และ ​paint THE sky เป็นเพลงที่ว่าด้วยฤทธิ์ของความคลั่งรักที่มาพร้อมกับความไม่แน่ใจ เดาใจไปเรื่อยมากเสียจนพร่ำเพ้อและ overdose ไปเสียเอง ในเพลงแรกมี Outro โหยหวนที่น่าจดจำมากๆ จนไม่อยากให้รีบตัดจบไปเลย sHouLd i B? เป็นการตัดพ้อถึงรักข้างเดียวที่มีท่วงทำนอง post-punk พลุ่งพล่านชวนออกไปโลดแล่นมากกว่าจมอยู่กับความรู้สึกผิดหวังแบบฟูมฟาย
-ตอกย้ำถึงการเกิดมาเป็นศิลปินผู้ที่พร้อมเล่นแร่แปรธาตุในเลนของอัลเทอร์เนทีฟในเพลง The Alchemist. ที่โดดเด่นด้วยการกระหน่ำกลองแบบชาวพังค์ ความกระแทกกระทั้นของ Yachty ที่ไม่ได้ใส่ยับทั้งเพลง มีการ cool down ของนักร้องสาว Fousheé ที่ดันมาแทรกตอนกำลังตีเหล็กร้อน โดยรวมเป็นความมันส์แบบแปลกๆที่อาจไม่สาแก่ใจสายฮาร์ดคอที่อยากเห็นความ go hard อย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นมิติใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องฮาร์คอทั้งเพลง ขับเคลื่อนตีมอัลบั้มที่คาดเดาไม่ได้ก็ถือว่า vibe โดยรวมไม่เสียกระบวนจนเกินไป
-ปิดท้ายด้วย REACH THE SUNSHINE. ที่ได้ Daniel Caesar มาขับขานด้วยน้ำเสียงที่หยาบกร้านผิดจากลูกเอื้อนอันแสนคุ้นเคย เป็นการคูลดาวน์คนฟังให้ลืมตาตื่นในยามรุ่งสาง หลังจากที่เจ้าของอัลบั้มเค้าซัดความหนักหน่วงมาตั้งสองเพลง ท่าทีดูเหมือนจะคลี่คลาย แต่ก็มีจุด twist หวนคืนสู่ความผีบ้าผีบอจนได้
-อย่างไรก็ดีท่อน Outro กลับทำหน้าที่จบอัลบั้มแบบสนิทได้เป็นอย่างดี stereo เข้มข้น แถมมีการเหยาะตัวโน้ตแบบเดียวกับอินโทรเปิดอัลบั้มให้ความรู้สึกเปิดลูปให้ไปฟังตั้งแต่แทร็คแรกได้อย่างแนบเนียนอีกรอบด้วย เป็นการส่งท้ายที่สาแก่ใจแก่การเป็นเพลงปิดอัลบั้ม
-อัลบั้มแห่งการเกิดใหม่ของนาย Yachty ในครั้งนี้สามารถพิสูจน์ความเอาจริงเอาจังได้อย่างเต็มคาราเบล ไม่ว่าจะเป็นการใส่ดีเทลในการเล่าเรื่อง การเลือกนักร้องประสานเสียง แขกรับเชิญที่ไม่จำเป็นต้อง well known มาก การขับเคลื่อนเรื่องราวการเดินทางที่ทำให้ผมโคตรเอ็นจอยไปกับการผจญภัยของไอ้หนุ่มที่กำลังล่องเรือท่ามกลางความสับสนและสิ่งยั่วยุอันรายล้อมมากมาย ความอยากกลับมาเป็นที่ยอมรับ การมองหาแห่งหนที่เขาได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่
-ต่อให้ Yachty จะไม่เค้นความเป็นสาย lyricist จ๋าขนาดนั้นมากก็ตาม แต่การเน้นขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ที่นอกเหนือจาก lyrics ก็จูงใจให้คนคล้อยตามโดยที่ไม่จำเป็นต้องวนดีเทลทางภาษาอย่างเดียว ซึ่งก็สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ Yachty ที่อยากให้ปล่อยสมองโล่งๆแล้วดำดิ่งไปกับ vibe ล้วนๆไปเลย
-ผมรู้แล้วว่า Yachty มีศักยภาพและ vision มากพอที่ปลดล็อกตัวเอง (มันต้องแบบนี้ซิวะ) ส่วนเรื่องอนาคตของ Yatchy เป็นเรื่องที่น่าคาดเดา เพราะนี่คือการเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เล่นเดิมพันไปเสียแล้วว่า จะเอาไงดีกับโลกของฮิปฮอปและอัลเทอร์เรทีฟดีต่อจากนี้ ? ในเมื่อจุดยืนแกอยากจะเป็นมากกว่าฮิปฮอปซะแล้ว
-ในฐานะผู้ฟัง ผมก็ไม่สามารถบอกได้เช่นกันว่า สไตล์แบบไหนดีที่สุดสำหรับเขา นั่นคงเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากๆราวกับเราก็ไม่รู้เลยว่า จุดหมายปลายทางของ Yachty จะลงตัวที่ตรงไหน ? หรืออาจจะไม่ตายตัวที่กรอบใดกรอบนึงก็ได้
-นั่นคงเป็นนิมิตรหมายที่ดี(มั้ง?)ในการปรับ mindset เสียใหม่ ในยุคสมัยดิจิตอลที่ขุดสูตรสร้างความแปลกใหม่จนไม่รู้ว่าจะแปลกใหม่ในเวย์ไหนแล้ว ฉีกแนวที่เคยทำแม่งเลย เอาจริงผมชอบความกล้าได้กล้าเสียแบบนี้มากๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ศิลปินคนนั้นจะซื่อตรงต่อแนวทางนั้นมากน้อยเพียงใด บางทีความมั่นใจดังกล่าวอาจไม่ถูกใจแฟนเพลงดั้งเดิมก็เป็นได้
อยากออกจาก comfort zone เริ่มตอนนี้เลย
Top Tracks: the BLACK seminole., running out of time, ​pRETTy, THE zone~, IVE OFFICIALLY LOST ViSiON!!!!, sAy sOMETHINg, sHouLd i B?, The Alchemist.
Give 7.5/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา