-ด้วยเหตุผลของความไม่น่าจดจำที่ผ่านมานี่แหละ ผมเป็นหนึ่งในคำสบประมาทที่ Lil Yachty ได้กล่าวในบทสัมภาษณ์ข้างต้นเลย ถ้าไม่เจอเพจ Frank Ocean Thailand ผมก็คงไม่สนใจเลยด้วยซ้ำว่า Lil Yachty กลับมาแล้วนะเว้ย ต่อให้จะมาด้วยรสใหม่ก็ตาม ผมอาจจะไม่ได้หยิบขึ้นมาฟังขึ้นมาจริงๆ
-ต่อเนื่องด้วย WE SAW THE SUN! ที่ให้อารมณ์เมาแดด เจิดจ้าจากฤทธิ์ยาบางอย่างเสียมากกว่า มันคงไม่ใช่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แน่ๆ ในช่วง Outro ก็มีคลิปเสียงของนักวาดภาพชื่อดัง Bob Ross ที่เคยไกด์แนวทางงานศิลป์ในรายการของเขา ซึ่งเป็นจุดประกายให้ Lil Yachty กล้าที่จะรับอิทธิพลอันหลากหลาย เลยเอามาแปะใน Outro เพื่อตอกย้ำเป้าประสงค์นี้ด้วย
-sAy sOMETHINg และ paint THE sky เป็นเพลงที่ว่าด้วยฤทธิ์ของความคลั่งรักที่มาพร้อมกับความไม่แน่ใจ เดาใจไปเรื่อยมากเสียจนพร่ำเพ้อและ overdose ไปเสียเอง ในเพลงแรกมี Outro โหยหวนที่น่าจดจำมากๆ จนไม่อยากให้รีบตัดจบไปเลย sHouLd i B? เป็นการตัดพ้อถึงรักข้างเดียวที่มีท่วงทำนอง post-punk พลุ่งพล่านชวนออกไปโลดแล่นมากกว่าจมอยู่กับความรู้สึกผิดหวังแบบฟูมฟาย
-ตอกย้ำถึงการเกิดมาเป็นศิลปินผู้ที่พร้อมเล่นแร่แปรธาตุในเลนของอัลเทอร์เนทีฟในเพลง The Alchemist. ที่โดดเด่นด้วยการกระหน่ำกลองแบบชาวพังค์ ความกระแทกกระทั้นของ Yachty ที่ไม่ได้ใส่ยับทั้งเพลง มีการ cool down ของนักร้องสาว Fousheé ที่ดันมาแทรกตอนกำลังตีเหล็กร้อน โดยรวมเป็นความมันส์แบบแปลกๆที่อาจไม่สาแก่ใจสายฮาร์ดคอที่อยากเห็นความ go hard อย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นมิติใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องฮาร์คอทั้งเพลง ขับเคลื่อนตีมอัลบั้มที่คาดเดาไม่ได้ก็ถือว่า vibe โดยรวมไม่เสียกระบวนจนเกินไป
-ปิดท้ายด้วย REACH THE SUNSHINE. ที่ได้ Daniel Caesar มาขับขานด้วยน้ำเสียงที่หยาบกร้านผิดจากลูกเอื้อนอันแสนคุ้นเคย เป็นการคูลดาวน์คนฟังให้ลืมตาตื่นในยามรุ่งสาง หลังจากที่เจ้าของอัลบั้มเค้าซัดความหนักหน่วงมาตั้งสองเพลง ท่าทีดูเหมือนจะคลี่คลาย แต่ก็มีจุด twist หวนคืนสู่ความผีบ้าผีบอจนได้
-อย่างไรก็ดีท่อน Outro กลับทำหน้าที่จบอัลบั้มแบบสนิทได้เป็นอย่างดี stereo เข้มข้น แถมมีการเหยาะตัวโน้ตแบบเดียวกับอินโทรเปิดอัลบั้มให้ความรู้สึกเปิดลูปให้ไปฟังตั้งแต่แทร็คแรกได้อย่างแนบเนียนอีกรอบด้วย เป็นการส่งท้ายที่สาแก่ใจแก่การเป็นเพลงปิดอัลบั้ม