16 ก.ค. 2023 เวลา 00:34 • ไลฟ์สไตล์

จะเยอะไปไหน

วันนั้นผมถือของพะรุงพะรังกำลังจะเดินขึ้นบันไดออฟฟิศ น้องผู้หญิงคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาช่วยหิ้วกระเป๋าใส่คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปให้ พอมาถึงโต๊ะทำงาน น้องบ่นว่า “พี่จะมาทำงานหรือไปตั้งแคมป์เนี่ย กระเป๋าหนักมาก มันใกล้จะพังแล้วพี่”
ผมมองหูหิ้วกระเป๋าที่เส้นด้ายที่เย็บไว้เริ่มหลุดรุ่ย มันไม่เคยได้รับความสนใจเลย ถ้าน้องคนนั้นไม่ทัก
ปกติผมสะพายหลังจึงไม่รู้ถึงน้ำหนักกระเป๋าที่มันเกินความปกติแล้ว จึงลองหิ้วกระเป๋าดูอีกที ใช่ครับ มันหนักจริงๆ เพราะมันไม่ได้ใส่คอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว
ผมนึกถึง คนโด มาริเอะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดบ้าน ชาวญี่ปุ่น เจ้าของทฤษฎีการจัดบ้านที่ปรากฏในหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up หรือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว ในชื่อภาษาไทย
เธอบอกว่าการจัดบ้าน เป็นการเลือกที่จะเก็บหรือทิ้งสิ่งใด รวมทั้งการจัดสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นเข้าที่ จะช่วยทำให้ความคิดและชีวิตปลอดโปร่ง ทำให้เกิดโฟกัสและเป็นการจัดระเบียบภายในจิตใจ ช่วยลดความเครียดและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ไปในตัว
ประโยชน์มหาศาล แต่การจัดบ้านสำหรับผมมันคือเรื่องใหญ่ เพราะตอนนี้ข้าวของเต็มไปหมด มองไปทางไหนก็เห็นแต่สิ่งของวางแขวนอยู่ บนโซฟา บนลู่วิ่งไฟฟ้า บนโต๊ะกินข้าว หรือแม้แต่บนที่นอน คงต้องใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าจะเคลียร์ได้หมด ฮ่า ฮ่า
งั้นเริ่มจากสิ่งง่ายๆ ในกระเป๋าแล็ปท็อปก่อนดีกว่า
เย็นวันนั้น พอถึงบ้าน ผมเททุกอย่างออกจากกระเป๋า พบขยะอยู่มากมาย อาทิเช่น นามบัตรของตัวเองที่ยังอยู่ในแผนกเดิม ทิชชูเปียกที่ปัจจุบันกลายเป็นทิชชูแห้งไปแล้ว สลิปใบเสร็จที่ยังไม่ได้ทิ้ง คูปองลดราคาของร้านสะดวกซื้อที่หมดเขตไปแล้ว ปากกาที่ทำหล่นแล้วปากแตกเขียนไม่ค่อยติด (ไม่เคยใช้ปากกาจนหมึกหมดเลย) ยังมีเอกสารมากมายที่ไม่ได้ใช้สอดอยู่ด้านหลังกระเป๋า ที่หนักก็คือ ฮาร์ดดิสก์แบบพกพาและเพาเวอร์แบงค์ที่มีขนาดใหญ่เทอะทะเพราะเป็นรุ่นโบราณจากการใช้งานมานาน ตามเทคโนโลยีใหม่ๆ กับเขาไม่ทัน
ตอนนั้น รู้สึกโปร่งโล่งทั้งกระเป๋าและสมอง จากการได้กำจัดสิ่งไม่จำเป็นออกไปและได้จัดเรียงสิ่งของในกระเป๋าเสียใหม่ ทั้งเป็นการรีเฟรชสมองจากการวางแผนงานล่วงหน้าว่าวันรุ่งขึ้นมีงานอะไรบ้าง ต้องเดินทางไปไหนหรือเปล่า ถ้าไม่ ก็ไม่ต้องขนอุปกรณ์ไปเยอะ ทั้งที่ชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเพาเวอร์แบงค์ด้วย ที่ออฟฟิศก็มี เหลือแต่สิ่งที่เป็นเนื้อๆ เน้นๆ เท่านั้น
จากการที่ได้จัดระเบียบกระเป๋า ผมมีบทเรียนที่สรุปได้ดังต่อไปนี้
1. สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ย่อมมีผลกระทบต่อจิตใจและประสิทธิภาพในการทำงาน ถ้าเราจัดระเบียบมันเสียใหม่ เหมือนเราได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ไปพร้อมกัน
2. สิ่งที่ไม่จำเป็นหรือเก็บเอาไว้เผื่อใช้ในสักวัน ให้ทิ้งมันไปเลย เพราะวันนั้นไม่เคยมาถึง โอกาสที่จะต้องใช้มันน้อยมาก
3. ถ้ายังมีของสิ่งของนั้นอยู่แล้วใกล้จะหมด ยังไม่ต้องซื้อหามาเติมใหม่ รอให้หมดก่อนแล้วค่อยซื้อ บางอย่างมันไม่จำเป็นขนาดนั้น
4. เรามีสิ่งของที่เราชอบและไม่ชอบ ถ้าเราทิ้งสิ่งที่เราไม่ชอบ สิ่งของที่เหลือจะเป็นสิ่งที่เราชอบทั้งหมด
5. สิ่งที่เราคิดว่าชีวิตนี้ขาดมันไม่ได้ ลองเก็บมันไว้ให้ห่างตัวหรือลบไปจากชีวิตเราเลย แล้วเราจะรู้ว่าขาดมันแล้วเราก็ยังอยู่ได้
6. ใช้ชีวิตให้เรียบง่าย ทำและมีแต่สิ่งที่จำเป็น แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับการดำเนินชีวิตแล้ว
7. เวลาและพลังงานของเรามีอยู่อย่างจำกัด ทำเฉพาะในสิ่งที่สำคัญและอย่าไปเสียเวลากับสิ่งไร้ประโยชน์
8. ความเสียดายทำให้เราทนทุกข์อยู่กับสิ่งที่เราไม่ต้องการ ยอมตัดใจ แล้วเราจะรู้สึกขอบคุณตัวเองทีหลัง
ผมอยากให้ทุกคนลองจัดระเบียบชีวิตตัวเอง เริ่มจากอะไรก็ได้ พอทำชิ้นแรกได้ ชิ้นต่อไปจะตามมาเอง เพราะเราจะรู้สึกถึงความเบาสบาย ผ่อนคลาย ไร้ความรกรุงรัง มีน้อยลงแต่มีค่ามากขึ้น เข้าถึงความสงบสุขในใจที่แท้จริง
สุขง่ายๆ โดยการ “มี” ให้น้อยลง
ทิ้งในสิ่งที่เกินจำเป็นแล้วชีวิตจะเบาสบายขึ้น
โฆษณา