3 เม.ย. 2023 เวลา 01:00 • ท่องเที่ยว
สวิตเซอร์แลนด์

ทริปเกินฝัน Unblock Swiss : รวมสถานที่เด็ด เที่ยวเองได้แม้ไปครั้งแรก

ตอนที่เราบอกใครต่อใครว่า “เราจะไปสวิส” แทบทุกคนที่ได้ยินต้องตาลุกวาว พร้อมกับยิงสารพัดคำถามกลับมาทันที.. ไปเมื่อไหร่ ไปยังไง ทำยังไงถึงได้ไป อิจฉาจัง...
1
ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะถ้าเอ่ยชื่อ สวิตเซอร์แลนด์ เชื่อได้เลยว่าเป็นประเทศในฝันของใครหลายๆ คน สำหรับพวกเราแล้ว ยอมรับเลยว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยแม้แต่กล้าที่จะฝัน เพราะมันดูห่างไกลความจริงมาก แต่เมื่อโอกาสมาถึง และเมื่อเราได้ไปยืนอยู่ตรงจุดนั้น ต้องบอกเลยว่า เกินฝัน... สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ใช้คำว่าสวยได้เปลืองสุดๆ อย่างที่มีคนเคยบอกเอาไว้จริงๆ
1
เที่ยวยกครัว ทัวร์กันเอง กระเตงลูกลุยสวิสครั้งแรก
ทริปนี้เราเดินทางกัน 4 คน พ่อ แม่ และ 2 ลูกชาย เป็นยุโรปครั้งแรกของแม่และลูกๆ เราบินไปสวิสในช่วงปิดเทอมตุลาคมปีที่แล้ว (2022) บินตรงจากสุวรรณภูมิ (BKK) ลงสนามบินซูริค (ZRH) กับสายการบินไทย เวลาเดินทางถือว่าดีมากเพราะไปถึงที่ซูริคในตอนเช้าทำให้สามารถแพลนเที่ยวได้ตั้งแต่วันแรก ส่วนเวลากลับก็ช่วงบ่าย ทำให้ไม่ต้องรีบเร่งมาสนามบิน
1
การเดินทางระหว่างอยู่ที่สวิส ตลอด 8 วัน 7 คืน เราเลือกใช้บัตร Swiss Travel Pass ชั้น 1 แบบ 8 วัน ซึ่งจ่ายแค่สำหรับผู้ใหญ่ 2 คน ก็จะได้บัตร Swiss Family Card สำหรับเด็กๆ โดยอัตโนมัติ ส่วนโรงแรมที่พักเราก็จองไว้ล่วงหน้า และสถานที่เที่ยวเด็ดของสวิสในช่วงกลางเดือนตุลาคมที่เราอยากแชร์มีที่ไหนบ้าง ไปดูกันเลย...
1
นั่ง Bernina Express ไปที่ Morteratsch, Pontresina
เริ่มต้นทริปในวันแรกที่ไปถึงด้วยการนั่งรถไฟไปที่เมือง Chur เพื่อขึ้นรถไฟสายโรแมนติก Bernina Express หนึ่งในสายรถไฟท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของสวิส โดยเรานั่งจากต้นทางที่เมือง Chur ไปลงที่สถานี Pontresina ก่อนต่อรถไฟท้องถิ่นไปลงที่ Morteratsch เพื่อเข้าพักที่โรงแรม Gletscher-Hotel Morteratsch ที่อยู่ติดกับสถานีเลย เอาแค่วิวสองข้างทางตลอดเส้นทางรถไฟ ก็ถือว่าเกินฝันแล้วกับวันแรกที่มาถึงสวิตเซอร์แลนด์
ได้พักที่นี่ 1 คืน เหมือนได้ชาร์จแบตเต็มๆ หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาเกือบ 1 วัน และก็พอมีเวลาได้เดินเก็บภาพบรรยากาศฤดูแห่งสีสัน โดยเฉพาะต้นสนที่พร้อมใจกันเปลี่ยนสีใบเป็นสีเหลืองทองทั้งหุบเขา เรียกได้ว่าเรามาถูกที่ถูกเวลาจริงๆ เพราะช่วงกลางเดือนตุลาคม ภูมิภาคแถบนี้ของสวิส ถือว่าเป็นช่วงพีคของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีพอดี ถ้าใครแพลนมาช่วงนี้ของปี ต้องไม่ควรพลาดที่จะมาแถบนี้
1
เดินเล่นริมทะเลสาบ St. Morizt
เช้าวันที่ 2 ของทริป เราเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมราว 8 โมงครึ่ง โดยวันนี้เราต้องเดินทางไกลไปถึงเมือง Luzern แต่หลังจากคำนวณเวลาเดินทางในแอพฯ SBB แล้ว เรายังพอมีเวลาในช่วงเช้าให้ไปแวะเดินเล่นที่ St. Moritz เมืองแห่งสกีรีสอร์ทที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์
3
จากสถานีรถไฟ St. Moritz เรานั่งรถบัสเข้าไปยังเขตเมืองเก่า เป้าหมายอยู่ที่ป้าย St. Moritz Bad, Reithalle ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบ St. Moritz เพื่อที่ว่าเราจะได้เดินเล่นชมวิวริมทะเลสาบกลับมาที่สถานีรถไฟ ซึ่งจริงๆ ถ้ามีเวลามากพอเราก็สามารถเดินได้รอบทั้งทะเลสาบเลยก็ได้
ขึ้นกระเช้าเปิดประทุน ชมวิวบน Stanserhorn
จาก St. Moritz เราต่อรถไฟถึง 3 ขบวนกว่าจะมาถึง Luzern ในราวบ่ายสี่โมง เข้าเช็คอินที่โรงแรมแล้วยังมีเวลาเหลือก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เลยไปต่อกันที่ Stanserhorn เมือง Stans ซึ่งสามารถนั่งรถไฟมาจาก Luzern แค่ไม่กี่นาที และที่สำคัญคือ หากใครมี Swiss Travel Pass สามารถใช้ขึ้นไปถึงบนยอด Stanserhorn ได้ฟรีโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
ทิวทัศน์บนยอด Stanserhorn อาจจะไม่ได้สวยโดดเด่นไปกว่ายอดเขาอื่นๆ เท่าไหร่ แต่ไฮไลท์จริงๆ น่าจะอยู่ที่กระเช้าที่ขึ้นไปยังด้านบน เพราะเป็นกระเช้าสองชั้นที่ชั้นบนเป็นแบบเปิดหลังคาโล่ง ทำให้สามารถชมวิวขณะขึ้นลงเขาได้แบบ 360 องศา และได้สัมผัสบรรยากาศได้แบบเต็มอิ่ม นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่คู่ควรแก่การมาเช็คอินให้ได้หากมาพักในแถบนี้
ขึ้นรถไฟไต่เขาที่ชันที่สุดในโลก เดินเล่น Stoos ต่อด้วย Fronalpstock
จาก Luzern เราแบ่งทริปของวันที่ 3 ออกเป็นช่วงเช้าและช่วงบ่าย โดยช่วงเช้าเราแพลนไปเที่ยวที่ Stoos หมู่บ้านเล็กๆ หลังเขาที่ว่ากันว่าบรรยากาศดีมากๆ และไฮไลท์สำคัญคือเส้นทางรถไฟที่จะพาเราขึ้นไปยังหมู่บ้านแห่งนี้ที่เรียกว่า StoosBahn รถไฟไต่เขาที่มีเส้นทางชันที่สุดในโลกนั่นเอง โดยมีจุดที่ชันที่สุดถึง 110 % ชันขนาดไหน และรถไฟไต่ขึ้นไปได้ยังไง อันนี้ต้องลองมาดูกับตา
จากหมู่บ้าน Stoos กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมักจะนิยมทำต่อคือการเดินทางไปยังจุดชมวิวที่ชื่อว่า Fronalpstock โดยไปได้ทั้งการเดินเทรคกิ้งขึ้นไป หรือยอมจ่ายเพื่อนั่งแชร์ลิฟต์ขึ้นไปก็ได้ แต่วิวข้างบนคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายแน่นอน
ขึ้นเขา RIGI ก่อนล่องเรือทะเลสาบ Luzern
ในช่วงบ่าย หลังจากลงจาก Stoos ในเส้นทางกลับ Luzern เราก็แวะขึ้นไปเที่ยวที่ยอดเขา Rigi ราชินีแห่งขุนเขา ด้วยความสูง 1,798 เมตร และอยู่ในมุมที่เรียกว่ามองวิวได้แบบ 360 องศา จึงทำให้สามารถมองเห็นทะเลสาบที่ล้อมรอบภูเขา ถึง 3 ทะเลสาบได้แก่ Lucerne, Zug และ Lauerz และการจะขึ้นไปถึงยอดเขา Rigi ได้ ต้องนั่งรถไฟไต่เขาสายเก่าแก่ที่สุดของยุโรป และวิวสองข้างทางรถไฟก็สวยงามไม่แพ้กัน และขอบอกไว้เลยว่า คนถือ Swiss Pass ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม
ในขาขึ้น Rigi เราขึ้นจากฝั่ง Arth-Goldau แต่ในขากลับเราลงฝั่ง Vitznau และที่ท่าเรือ Vitznau เราลงมาทันเรือเที่ยวสุดท้ายที่จะกลับ Luzern พอดี จึงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ที่จะได้ล่องเรือในทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne) หนึ่งในทะเลสาบสุดสวยของสวิตเซอร์แลนด์
1
ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ Blausee ต่อด้วยเดินเล่นชมเมือง Thun
ในเช้าวันที่ 4 ของทริป เราต้องย้ายที่พักจาก Luzern ไป Interlaken แค่เดินทางก็เสียเวลาไปเกือบครึ่งวัน ในช่วงบ่ายเราจึงปักหมุดเพื่อไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ทะเลสาบสีน้ำเงินใจกลางป่าที่ชื่อว่า Blausee เพราะคิดว่าคงใช้เวลาได้พอดีกับช่วงบ่ายของวัน
Blausee แปลว่าทะเลสาบสีฟ้า เป็นทะเลสาบขนาดเล็ก ซึ่งจริงๆ จะเรียกว่าบึงน้ำสีฟ้ากลางป่าก็ว่าได้ ในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีแบบนี้ เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ Blausee แห่งนี้สวยงามมากๆ และจาก Blausee เรายังพอมีเวลาเหลือให้ได้นั่งรถไฟไปเดินเล่นที่เมือง Thun แต่ไม่ทันเรือเที่ยวสุดท้ายที่จะล่องหลับ Interlaken ซึ่งก็ถือว่าน่าเสียดายอยู่เหมือนกัน
ตามรอย James bond 007 ที่ Schilthorn
อีกหนึ่งเต็มวันระหว่างที่พักอยู่ที่ Interlaken เราแพลนในช่วงเช้าเดินทางไปขึ้นยอดเขา Schilthorn ซึ่งสูงจากระดับน้ำทะเล 2,970 เมตร วิวด้านบนจึงอลังการล้านแปดมาก โดยเฉพาะในวันที่อากาศปลอดโปร่งจะสามารถมองเห็นยอดเขาอื่นๆ ได้โดยรอบแบบ 360 องศา อย่าง Jungfrau ที่ได้ชื่อว่า Top of Europe ก็สามารถมองเห็นได้จาก Schilthorn หลายคนที่มีเวลาเที่ยวไม่มาก จึงเลือกที่จะมาที่ Schilthorn เพื่อมองดู Jungfrau แทน เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ากันเยอะ
Schilthorn โด่งดังมากในฐานะเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง James bond 007 ภาค "On Her Majesty's Secret Service" ซึ่งถ้าใครเป็นแฟนคลับ 007 จะต้องร้องอ๋อทันที และที่นี่เราจะเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับ 007 จัดแสดงไว้เพียบ เหมือนเป็นจุดขายหลักเลยก็ว่าได้ ทั้งร้านขายของที่ระลึก จุดถ่ายรูปต่างๆ เพราะฉะนั้น ใครเป็นสาวก James bond ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง
เดินชิลชมวิวที่ Lauterbrunnen
Lauterbrunnen หมู่บ้านในฝัน ธรรมชาติ ความงดงาม เรียบง่ายกลางหุบเขา หมู่บ้านที่เป็นเหมือนทางผ่านเพื่อไปยังยอดเขาต่างๆ แต่ใครได้มาเยือนแล้วต้องบอกว่า แค่ผ่านเฉยๆ คงไม่ได้ อย่างน้อยคงต้องขอให้ได้เดินชื่นชมบรรยากาศบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเสียดายแย่ เพราะ Lauterbrunnen เป็นหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาสูงชัน แถมยังมีน้ำตก Staubbachfall ไหลลงมาจากหน้าผา ยิ่งทำให้ทัศนียภาพของหมู่บ้านแห่งนี้สวยงามอลังการสุดๆ นี่ถ้ามารอบหน้าคงแค่ผ่านทางเฉยๆ ไม่ได้แล้ว คงต้องขอนอนพักชาร์จแบตที่นี่ซักคืน
เราต้องผ่าน Lauterbrunnen ไปก่อนในตอนเช้าเพื่อขึ้นไปยอด Schilthorn แล้วถึงได้ค่อยแวะเดินเล่นชมวิวในขากลับ โดยลงรถบัสที่ป้าย Lauterbrunnen, Ey ใกล้กับตัวน้ำตก Staubbachfall เพื่อจะได้เดินชมวิวมาเรื่อยๆ จนถึงสถานีรถไฟ Lauterbrunnen และหลังจากนี้ในช่วงบ่ายเราจะไปต่อกันที่ Grindelwald
เยือน Grindelwald ต่อด้วย Grindelwald First
Grindelwald เป็นหมู่บ้านที่ถือเป็นจุดหมายที่กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เพราะด้วยตำแหน่งที่ตั้ง อยู่ในจุดที่มีภูมิทัศน์สวยงามมาก บ้านเรือนของที่นี่ตั้งอยู่ตามเชิงเขา ลดหลั่นกันไป เป็นอีกหมู่บ้านที่แค่เดินเล่น หรือหาที่นั่งชมวิวเฉยๆ ก็คุ้มค่าแล้ว แต่โดยปกติ คนที่มา Grindelwald มักจะไปต่อที่ยอดเขา First
ยอดเขา Grindelwald Firs มีความสูง 2,168 เมตร ด้านบนมีทางเดินริมผาที่เรียกว่า First Cliff Walk ที่สามารถชมวิวสวยๆ ของเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ได้แบบ 360 องศา มีจุดถ่ายรูปเช็คอินกับวิวสวยๆ มีร้านอาหารบริการ หรือถ้าใครมีเวลาจะลองเทรคกิ้งเบาๆ ไปชมวิวที่ทะเลสาบ Lake Bachalpsee ก็ได้ รวมแล้วถือว่าตัดสินไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกมาที่ Grindelwald Firs แห่งนี้
ตามรอยซีรีย์  Crash Landing on You ที่ Iseltwald
แทบจะเป็นสถานที่ที่จะไม่ลงไว้ในแพลนไม่ได้เลยหากสมาชิกในกลุ่มมีอย่างน้อยหนึ่งคนเป็นแฟนคลับซีรี่ย์เกาหลีชื่อดังอย่างเรื่อง Crash Landing on You นั่นก็คือเมืองที่มีชื่อว่า Iseltwald โดยเฉพาะจุดที่เป็นสะพานท่าเรือที่บรรดาสาวกสหายผู้กองต้องมาต่อคิวเพื่อให้ได้ถ่ายภาพ เช็คอินเป็นที่ระลึกให้ได้ซักครั้งในชีวิต
ลงจากยอดเขา First ก็ต้องเดินทางย้อนกลับมาตั้งต้นที่สถานี Interlaken-Ost เพื่อต่อรถบัสไปที่ Iseltwald โดยลงที่ป้าย Iseltwald, Dorfplatz แล้วเดินอีกนิดเดียวก็ถึงท่าเรือ ตัวเมืองจริงๆ เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีความน่ารักในตัว เงียบสงบริมทะเลสาบ Brienzersee ทะเลสาบที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของสวิส
นอน Zermatt ให้ได้อย่างน้อยหนึ่งคืน เพื่อชม Matterhorn
Zermatt คือชื่อเมืองที่เราระบุว่า “ต้องมี” ในแผนการเดินทางตั้งแต่ตอนแรกที่วางแผนจะมาเที่ยวสวิส จุดมุ่งหมายสำคัญคือ เราต้องไปเพื่อตามหา Matterhorn ภูเขาที่ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ ยอดเขาที่เป็นโลโกของซ็อคโกแลตชื่อดังที่คนไทยคุ้นเคยดีอย่าง Toblerone การมาตามหา Matterhorn ในสวิส ก็จะคล้ายกับการตามหา Fuji ในทริปญี่ปุ่นนั่นแหละ
จริงๆ Zermatt นับเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ในหุบเขาบนเขต Valais การมาที่นี่ต้องนั่งรถไฟฟ้าเข้ามาเพราะ Zermatt เป็นเมืองที่ปลอดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง หากใครนำรถมาต้องจอดไว้ที่เมือง Täsch และนั่งรถไฟต่อเข้าไป ส่วนการเดินทางของเรา เรามาจาก Interlaken ในตอนเช้า นั่งรถไฟมาไม่กี่ต่อก็มาถึงก่อนเที่ยง เลยมีเวลาตลอดช่วงบ่ายให้ตามหาจุดชมวิว Matterhorn ให้จุใจที่สุด
ขึ้น Gornergrat ชม Matterhorn ให้จุใจ
เมื่อมาถึง Zermatt กิจกรรมที่มักได้รับความนิยมนอกจากการมาเดินป่าในฤดูร้อนและเล่นสกีในฤดูหนาวแล้ว นักท่องเที่ยวมักมาที่นี่เพื่อชมยอดเขา Matterhorn ในมุมองต่างๆ ซึ่งจริงๆ มีจุดให้ชมได้หลายจุด ทั้งการมองจากตัวหมู่บ้าน Zermatt เอง หรือจะขึ้นยอดเขาอื่นๆ เพื่อหาจุดที่สามารถมองเห็น Matterhorn แบบเต็มตา หนึ่งในจุดที่ได้รับความนิยมมากคือยอด Gornergrat ซึ่งสามารถขึ้นรถไฟไต่เขาจากสถานี Zermatt GGB ที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟ Zermatt และผู้ที่ถือ Swiss Pass จะได้รับส่วนลดด้วย
1
รถไฟไต่เขาสายนี้จะวิ่งขึ้นไปยังสถานีปลายทาง Gornergrat และระหว่างทางมีสถานีย่อยให้ผู้โดยสารได้เลือกลงเดินได้ นักท่องเที่ยวบางคนก็เลือกซื้อตั๋วมาถึงแค่บางสถานีแล้วใช้วิธีการเดินเทรคกิ้งต่อ บางคนซื้อตั๋วแค่ขาขึ้น ส่วนขาลงก็เดินลง อาจเดินลงมาจนถึง Zermatt หรือเดินลงมาเพื่อนั่งรถไฟกลับในสถานีระหว่างทางก็ได้ เรียกได้ว่าสามารถดีไซน์กิจกรรมของตัวเองได้โดยที่จ่ายค่าตั๋วตามระยะทางที่นั่งจริง
เดินเล่นชมเมือง Zurich ส่งท้ายทริป ก่อนบินกลับไทย
อย่างที่บอกว่าเราเดินทางมาที่สวิตเซอร์แลนด์ด้วยสายการบินไทย เป็นไฟลท์บินตรงจากสุวรรณภูมิมาลงที่ Zurich และขากลับก็ต้องมาขึ้นเครื่องกลับที่นี่ และทริป 8 วัน 7 คืนของเราก็เดินทางมาถึงคืนที่ 7 เราจึงต้องวนกลับมานอนใกล้ๆ สนามบินเพื่อที่ว่าวันรุ่งขึ้นเราจะไม่ต้องรีบเร่งกับการเดินทาง
ที่ Zurich เราจึงมีเวลาในช่วงเย็นพอให้เดินเล่นชมเมือง โดยเดินจากโรงแรมมาที่หน้าสถานีรถไฟ แล้วเดินเรียบแม่น้ำ Limmat ไปที่ปากแม่น้ำที่ไหลลงทะเลสาบ Zurich ก่อนเดินวนกลับมาอีกฝั่งของแม่น้ำ ก็พอได้ซึมซับบรรยากาศความเป็นเมืองสไตล์ยุโรป ถ่ายรูป เก็บบรรยากาศไปเรื่อย ก่อนกลับที่พักเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น
ก็เป็นอันว่าจบทริป 8 วัน 7 คืน ที่สวิตเซอร์แลนด์ครั้งแรกของพวกเราอย่างน่าประทับใจที่สุด และทริปนี้เป็นทริปที่โชคดีมากๆ คือ ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย อากาศที่สวิสเป็นใจสุดๆ ที่ฟ้าใสไร้ฝนเกือบทุกวัน ยกเว้นวันสุดท้ายที่ต้องเดินทางกลับ แต่ไม่ใช่ปัญหาอะไรทั้งสิ้น และที่สำคัญเราก็เดินทางไปกลับอย่างปลอดภัย และไม่มีโควิดติดตัวกลับบ้าน แม้จะเป็นการออกเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีสถานการณ์ Covid-19 ก็ตาม
อย่างที่บอกไว้ตอนแรกว่าทริปนี้ต้องใช้คำว่าเกินฝัน เพราะเริ่มต้นจากการที่เราแทบไม่กล้าที่จะฝันด้วยซ้ำว่าจะได้มาเยือนประเทศที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ตอนนี้ทริปแรกของพวกเราได้ Unblock Switzerland ไปแล้วเรียบร้อย ก็ต้องบอกเลยว่า ทริปเดียวคงไม่พอ เพราะทริปต่อๆ ไป ต้องตามมาให้ได้ในอนาคต และคงไม่หยุดที่สวิตเซอร์แลนด์แน่นอน เพราะโลกใบนี้ยังมีอีกหลายสถานที่ ในหลายประเทศที่รอคอยให้พวกเราเดินทางไป Unblock
กลางสายทาง
ติดตามการเดินทางของพวกเราได้ที่เพจนี้ และ
โฆษณา