Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต
•
ติดตาม
4 เม.ย. 2023 เวลา 22:24 • ความคิดเห็น
แด่เธอ....ที่รัก ♥️ ความในใจนั้นยากที่จะเอื้อนเอ่ย จดหมายเปิดผนึกถึงตัวฉันเอง
เพื่อน ๆ เคยมีความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจกับใครบางคนไหมคะ? และบ่อยครั้งที่ความอึดอัดคับข้องใจเหล่านั้น ก็แปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นความโกรธ ไม่พอใจ ไม่สุขใจ จนนำไปสู่ความไม่สงบใจในชีวิต ใช่ไหมคะ? แท้จริงแล้วความรู้สึกอึดอัดเหล่านี้ เมื่อระยะเวลาผ่านล่วงเลยไป หากเราไม่ได้พบปะผู้คนที่เป็นเหตุแห่งความไม่สบายใจ ความรู้สึกเจ็บหัวใจก็คงค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา
แต่ถ้าเหตุแห่งความคับข้องใจเหล่านั้นมาจากคนใกล้ชิดที่เราไม่สามารถลาออกจากความสัมพันธ์ได้ เป็นคนที่เรารัก ที่ต้องพบปะทุกเมื่อเชื่อวัน มันก็คงเรื่องยากที่จะให้เวลาเป็นตัวบรรเทาทุกข์ในใจของเรา
สำหรับ อิคิ ∙ 生き ความอึดอัดคับข้องใจก็เปรียบเสมือนหนามในใจค่ะ หากเราถูกหนามทิ่มและถ้าเราปล่อยให้หนามอยู่อย่างนั้นโดยไม่ถอนออก หากไม่มีใครมาเขี่ยหนามชิ้นนั้น เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปเราก็จะอยู่กับหนามนั้นได้อย่างไม่ทุกข์ทรมาน หรือท้ายที่สุดมันก็คงจะค่อย ๆ หลุดออกจากใจเราด้วยตัวมันเอง
แต่ถ้าเราและเขาไม่มีเวลาได้พักใจ มันก็เปรียบเสมือนการมีคนมาเขี่ยหนามที่สดใหม่ในใจของเราอยู่เรื่อย ๆ และเราก็จะรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ อยู่ตลอดเวลาค่ะ ซึ่งถ้าเรามีความอึดอัดคับข้องใจกับคนไกลตัว ก็คงไม่เป็นไร ถ้ามีปัญหากัน ก็แยกย้ายห่างกันสักพัก
แต่ถ้าสาเหตุนั้นมาจากคนใกล้ชิดที่เรารัก มันก็คงยากที่เราจะแผ้วทางให้พวกเขาพ้นออกจากทางชีวิตของเรา และนี่จึงเป็นสาเหตุที่…คนใกล้ตัวมักมีผลต่อสุข ทุกข์ในชีวิตของเราเป็นอย่างมากและถ้าหากเราไม่ถอนหนามยอกหัวใจของเราออกไปให้สิ้นซาก การที่ต้องพบปะเจอกัน จึงเปรียบเสมือนการที่หนามในหัวใจของเรา ถูกบดขยี้ให้ทิ่มแทงหัวใจลึกขึ้น ลึกขึ้น ไปเรื่อย ๆ
ดังนั้นหากเมื่อไหร่ที่เรามีปัญหา เกิดความไม่เข้าใจ ความไม่ลงรอยกับคนใกล้ชิด ทางเดียวที่จะทำให้เรามีความเบิกบานในชีวิตได้ก็คือ…เราต้องถอนหนามชิ้นนั้นออกจากใจของเราออกให้สิ้นซากค่ะ
พูดง่ายแต่ทำยากนะคะ หลายครั้งกระบวนการถอนหนามออกจากใจ ไม่สามารถทำได้ด้วยการบอกกล่าวให้ผู้อื่นเปลี่ยนแปลง การทำเช่นนั้นรังแต่จะก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันและกันที่มากกว่าเดิม เพราะต่างคนต่างยึดความต้องการของตนเองเป็นหลัก หากไม่มีใครสักคนที่ถอย สมรภูมินี้ก็จะกลายเป็นสมรภูมิชีวิตที่ไม่มีวันจบสิ้น
แต่ถ้าเราเอาแต่ถอยทั้ง ๆ ที่หนามชิ้นนั้นยังปักอยู่กลางหัวใจของเราอยู่ ทุกครั้งที่เรานึกถึงคนที่เรารัก ทุกครั้งที่ต้องปฏิสัมพันธ์กัน หนามยอกใจนี้ก็พร้อมจะบดขยี้หัวใจ ให้ความแสบคันพร้อมที่จะปะทุครั้งใหม่ได้ทุกเมื่อ
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ อิคิ ∙ 生き ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาค่ะ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อิคิ ∙ 生き พยายามทำหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการห่างกันสักพัก การปลอบประโลมตนเอง การบอกตัวเองให้พยายามเข้าใจอีกฝ่าย
แต่เรื่องราวทิ่มหัวใจก็ยังตามมาหลอกหลอนทั้ง ๆ ที่เราห่างกัน ส่วนการพยายามเข้าใจอีกฝ่าย อิคิ ∙ 生き ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ส่งผลให้อารมณ์ไม่เสถียร อึดอัดคับข้องใจ และ ชีวิตไม่สุขสงบ
อิคิ ∙ 生き คิดว่าหลายครั้งการที่เราไม่ได้บอกกล่าวความเจ็บช้ำน้ำใจของเรา กลับจะทำให้เรายิ่งอึดอัด จิตใจรุ่มร้อน ไม่เป็นปกติ ซ้ำร้ายเรื่องราวเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ฝังลงไปในมโนสำนึก ก่อให้เกิดอคติ ไม่ส่งผลดีต่อจิตใจตนเองและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ อิคิ ∙ 生き จึงเริ่มคิดว่า…เราคงต้องหาทางปลดปล่อยความรุ่มร้อนทางใจเหล่านี้ออกไป แต่การที่เราจะไปพูดคุยกับบุคคลเหล่านั้นตรง ๆ ก็อาจไม่ส่งผลดี ตัวเราอาจควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดี ความคิดยังไม่ตกตะกอนเต็มที่ เขาและเราอาจยังไม่พร้อมที่จะฟังกันและกัน หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น อิคิ ∙ 生き คิดว่าจะยิ่งส่งผลเสียในความสัมพันธ์ค่ะ ดังนั้นทางออกของ อิคิ ∙ 生き คือ การเขียน ทุกครั้งที่ อิคิ ∙ 生き มีความอึดอัดคับข้องใจ การเขียนอย่างสร้างสรรค์สามารถบำบัดและชโลมใจของ อิคิ ∙ 生き ได้เสมอ
และก่อนที่จะเขียนอะไรลงไป อิคิ ∙ 生き จะจัดสรรให้ได้อยู่กับตัวเองคนเดียวในที่เงียบ ๆ และ จินตนาการถึงคนที่เราไม่พอใจ จากนั้นก็คิดว่า…ถ้าเขามาขอโทษเราอย่างจริงใจ และขอให้เราบอกเขาตามตรงว่าเขาไม่ดีตรงไหน มีสิ่งใดที่เขาควรต้องปรับปรุง
ซึ่งก่อนที่ อิคิ ∙ 生き จะเขียนคำแนะนำให้กับบุคคลนั้น อิคิ ∙ 生き จะจินตนาการว่าเราได้ให้อภัยเขาจนหมดใจแล้ว จากนั้นก็ตั้งจิตที่จะเขียน…ด้วยใจที่อยากจะส่งมอบความรักและความปรารถนาดีไปให้ อิคิ ∙ 生き จะเขียนอย่างตั้งใจและใคร่ครวญ เขียนแบบไม่เพ่งโทษ ไม่ต่อว่าต่อขาน เราจะเขียนในสิ่งที่เราอยากบอกเขาด้วยความหวังดีและจริงใจ
อิคิ ∙ 生き ใช้เวลาเขียนจดหมายฉบับนี้มานานนับสัปดาห์ค่ะ ซึ่งในตอนเริ่มต้น อิคิ ∙ 生き ตั้งใจจะเขียนให้กับคนที่เราโกรธ แต่ยิ่งเขียน อิคิ ∙ 生き ก็ยิ่งได้ค้นพบว่า…การเขียนนี้กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ตัว อิคิ ∙ 生き ได้พิจารณาตัวเองแทน ทุกถ้อยคำที่เราตั้งใจจะเขียนเพื่อเขา กลับมีประโยชน์มาก ๆ ต่อการใช้ชีวิตของเรา
และนี่จึงเป็นที่มา ที่ อิคิ ∙ 生き อยากแบ่งปันจดหมายฉบับนี้ให้เพื่อน ๆ ได้อ่าน หมายเหตุก่อนอ่าน : คุณ 𝐌 คือบุคคลที่ อิคิ ∙ 生き เขียนถึง และ จดหมายฉบับนี้ อิคิ ∙ 生き ขอแทนตัวเองด้วยชื่อจริงว่า “มิ้งค์” นะคะ
ถ้าเพื่อน ๆ พร้อมแล้ว เรามาเริ่มกันเลยค่ะ…
แด่เธอ....ที่รัก ♥️
มิ้งค์ได้อ่านข้อความนี้จาก คุณ 𝐌 และคิดอยู่นานหลายวันว่า…จะเขียนสิ่งที่คุณ 𝐌 กำลังจะได้อ่านและส่งถึงคุณ 𝐌 ดีหรือไม่ แต่ท้ายที่สุดมิ้งค์ตัดสินใจส่งให้คุณ 𝐌 อ่านนะคะ เพราะมิ้งค์คิดว่ามิ้งค์เขียนด้วยความรักและความปรารถนาดีอย่างสุดซึ้งที่อยากเห็นคุณ 𝐌 มีความสุขในชีวิตค่ะ และถ้าหากไม่ใช่มิ้งค์ ก็อาจไม่มีใครกล้าที่จะบอกกล่าวเรื่องเหล่านี้กับคุณ 𝐌 อย่างตรงไปตรงมาได้เลย ดังนั้น มิ้งค์จึงขอใช้โอกาสนี้ในการบอกความในใจ มา ณ ที่นี้ค่ะ
สิ่งที่คุณ 𝐌 กำลังจะได้อ่านมิ้งค์ขอบอกอีกครั้งว่า…มิ้งค์เขียนด้วยความรักและความปรารถนาดี ซึ่งปกติเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกมาก ๆ เพราะถ้าเราบอกแล้วคนฟังไม่เข้าใจ อาจตีความผิด รู้สึกโกรธ สิ่งนี้จะทำให้เราและเขาเข้าใจผิดและรู้สึกไม่ดีต่อกันมากขึ้น ซึ่งไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นค่ะ
ด้วยเหตุนี้คนทั่วไปก็มักจะไม่ได้บอกกล่าวเรื่องเหล่านี้กับเจ้าตัวและเลือกวิธีที่จะค่อย ๆ หายไปจากชีวิตของเราทีคนสองคน เพราะคิดว่า…“เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง อย่าเอากระดูกไปแขวนคอดีกว่า”
แต่มิ้งค์ในฐานะคนใกล้ชิดขอส่งผ่านความรักและความปรารถนาดีถึง คุณ 𝐌 ผ่านข้อความต่าง ๆ ที่ คุณ 𝐌 กำลังจะได้อ่าน และมิ้งค์เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คุณ 𝐌 จะอ่านด้วยใจที่เปิดกว้างและสามารถซึมซับความปรารถนาดีของมิ้งค์ได้อย่างเต็มที่นะคะ
ระหว่างอ่านข้อความจากมิ้งค์…หากคุณ 𝐌 นำตัวเองออกมาเป็นผู้ดูและพิจารณาแต่ละข้อความอย่างเป็นกลาง มิ้งค์เชื่อว่าการได้นำสิ่งเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของคุณ 𝐌 ค่ะ หากทำได้ก็ยิ่งจะเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนอื่น ๆ ครอบครัวเราจะเป็นผู้น่าคบหา น่ารักใคร่ จะห้อมล้อมไปด้วยญาติ มิตร และ พี่ น้องที่มีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน
สิ่งหนึ่งที่มิ้งค์คำนึงอยู่เสมอก็คือ…การกระทำนั้นใช้เวลา แต่ถ้าหากเรามุ่งมั่นลงมือเปลี่ยนแปลงได้ การกระทำจะมีน้ำหนักกว่าคำพูดเสมอนะคะ
สิ่งที่เขียนไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตคุณ 𝐌 จริง ๆ แล้วคุณ 𝐌 มีข้อดีในหลาย ๆ มิติค่ะ หลาย ๆ เรื่องคุณ 𝐌 ทำได้ดีกับบางคนและบางสถานการณ์ แต่ที่มิ้งค์กำลังจะกล่าวถึงมันเป็นเพียงช่องว่างที่มิ้งค์สัมผัสได้ว่า…หากคุณ 𝐌 ทำได้ คุณ 𝐌 ก็จะมีชีวิตที่สุข สงบ เบิกบานได้ยิ่งขึ้น และด้วยความเป็นคนใกล้ชิด มิ้งค์ไม่ได้หวังอะไรมากกว่าการได้เห็นความสุขในชีวิตของคุณ 𝐌 เลยค่ะ
คุณ 𝐌 ลองสังเกตดูนะคะว่า…ทำไมกับบางคน บางสถานการณ์ เราไม่เคยแสดงความไม่น่ารักของเราให้คนเหล่านั้นเห็นเลย นั่นเป็นเพราะคนเหล่านั้นมักจะไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับเรามากพอ จนเราสามารถแสดงด้านที่ไม่ดีของตัวเองให้เขารับรู้ได้
ในทางกลับกันกับคนใกล้ชิด คนที่เรารักและรักเรา เรากลับเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เรามักที่จะเผยด้านไม่ดีที่เราจะไม่ทำกับผู้อื่นเป็นอันขาด แต่เรากลับแสดงหรือทำมันกับคนใกล้ชิด นั่นเป็นเพราะ…ลึก ๆ เรารู้ว่าคนเหล่านั้น ผูกสัมพันธ์กับเราแน่นแฟ้น รักเรา ยอมรับตัวตนของเราได้ ไม่ว่าเราจะทำไม่ดีแค่ไหน เขาก็จะไม่ทิ้งเราไป
ซึ่งบ่อยครั้งการที่เราทำเช่นนี้กับคนใกล้ชิด มันกลับกลายเป็นการสร้างความเจ็บซ้ำน้ำใจให้กับคนที่เรารักและรักเรานะคะ คนข้างนอกหากถูกเรากระทำเช่นนี้ เต็มที่เขาก็แค่ค่อย ๆ หายจากชีวิตของเราไป แต่คนที่รักเราไม่ว่าเราจะแย่แค่ไหน เขาก็ไม่เคยจากไปไหนค่ะ
ดังนั้นสิ่งที่มิ้งค์กำลังจะพูด อาจเป็นสิ่งที่คุณ 𝐌 ไม่ได้กระทำกับคนทั่วไป ซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับคุณ 𝐌 มากพอที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้ของคุณ 𝐌 แต่มิ้งค์ในฐานะตัวแทนคนใกล้ชิด ขออนุญาตบอกกล่าวสิ่งที่ได้ประสบพบเจอเกี่ยวกับตัวคุณ 𝐌 มา ณ ที่นี้ค่ะ
หมายเหตุสำคัญ : ก่อนอ่านมิ้งค์อยากให้คุณ 𝐌 ตั้งจิตที่จะไม่โต้แย้ง ลองให้สัญญากับตัวเองดูนะคะว่า… ‣ จะเปิดใจรับฟังสิ่งที่กำลังจะอ่าน 100% ‣ จะไม่โต้แย้งใด ๆ จะอ่านด้วยใจที่เปิดกว้างและเป็นกลาง
‣ เมื่ออ่านจบแล้วคุณ 𝐌 ให้สัญญาว่า…จะตอบกลับดังนี้…“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ คุณ 𝐌 จะนำไปฝึกปฏิบัติดูนะ”…แค่นี้ก็เพียงพอและมีความหมายมาก ๆ สำหรับมิ้งค์แล้วค่ะ
ถ้า คุณ 𝐌 พร้อมแล้วมิ้งค์ ขออนุญาตเริ่มเลยนะคะ…
𝟏. ยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเองอย่างแท้จริง :
สิ่งนี้คือประตูบานแรกในการปรับปรุงพัฒนาตนค่ะ และการยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเองที่ดีวิธีหนึ่งก็คือ…สิ่งที่คุณ 𝐌 กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน…นั่นคือ…การขอคำแนะนำจากผู้อื่น หรือ การเปิดโอกาสให้คนอื่นวิพากษ์วิจารณ์เราอย่างตรงไปตรงมา…สิ่งนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ๆ นะคะ
แต่การรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ไม่ดีของตัวเรานั้นทำ “ไม่ง่าย” เลย ถ้าใจเราไม่พร้อมที่จะรับฟัง เมื่อฟังแล้วเราก็จะพยายามโต้แย้ง หาเหตุผลอธิบาย หลายครั้งนำไปสู่ความไม่สบายใจ โกรธ โมโห คนที่บอกกล่าวเรื่องเหล่านี้กับเรา
แต่ถ้าเราน้อมรับสารเหล่านั้น ด้วยใจที่เปิดกว้างและไม่โต้แย้ง นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่า…เรากำลังเปิดใจยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเองอย่างแท้จริง
มันเป็นเรื่องปกตินะคะ เวลาที่เราให้ใครแนะนำเรา เค้าต้องบอกเรื่องไม่ดีของตัวเราให้เราฟัง และมันก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน ที่สัญชาตญาณของเราจะไม่สามารถยอมรับสิ่งที่ไม่ดีของตนเองได้ หลายครั้งเราจึงพยายามปกป้องตนเองด้วยการอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจเหตุผลของเรา แต่ถ้าเราทำเช่นนั้น…นั่นหมายถึงเราไม่ได้ยอมรับมันอย่างแท้จริง ซึ่งจะไม่นำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงตน
ดังนั้นก่อนรับคำวิพากษ์วิจารณ์ขอให้คำนึงไว้ว่า…เรามักมองไม่เห็นในสิ่งที่ไม่ดีของตัวเรา…และคนที่กำลังพูดถึงสิ่งเหล่านั้นอยู่ต่อหน้าเราในตอนนี้…เขาต้องรวบรวมความกล้าเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีใครอยากทำให้ผู้อื่นไม่พอใจ แต่การที่เขาตัดสินใจที่จะบอกถ้อยคำเหล่านี้กับเราอย่างจริงใจ นั่นเป็นเพราะเขารักและปรารถนาดีกับเรา
มิ้งค์จึงแนะนำว่า…ก่อนที่คุณ 𝐌 จะอ่านคำแนะนำข้อต่อ ๆ ไป มิ้งค์ขอให้คุณ 𝐌 ลองถามตัวเองก่อนนะคะ…ว่าเราทำข้อนี้ได้ไหม หากทำได้ ก็สามารถเริ่มอ่านข้อต่อ ๆ ไปได้ค่ะ แต่ถ้าคุณ 𝐌 ยังไม่พร้อม มิ้งค์แนะนำให้หยุดการอ่านอยู่แต่เพียงเท่านี้…ไว้คุณ 𝐌 พร้อมเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาอ่านได้เสมอค่ะ
𝟐. ให้อภัย :
ทานที่ทำยากที่สุดคือ อภัยทานค่ะ…เวลาที่เราพูดคำว่าให้อภัย คำ ๆ นี้เป็นคำที่เรามักบอกผู้อื่นให้ทำได้ง่าย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องให้อภัยคนที่ทำให้เราเจ็บซ้ำน้ำใจอย่างที่สุด กลับเป็นเรื่องที่ช่างยากเย็นแสนเข็น
ลองคิดถึงคนที่เราเกลียดมาก ๆ ที่ทำเราเจ็บซ้ำน้ำใจมาก ๆ ดูนะคะ หากหน้าคนไหนที่ผุดขึ้นในใจเรา แล้วใจเรารู้สึกถูกบีบคั้น ก่อให้เกิดภาวะอารมณ์ถาโถม รู้สึกร้อนรุ่ม โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ควบคุมตัวเองไม่ได้ คน ๆ นั้นคือคนที่เราต้องให้อภัยมากที่สุดค่ะ
คุณพศิน อินทรวงศ์กล่าวว่า…การที่คนไทยใช้คำว่า “ให้อภัย” นั้น อาจไม่นำไปสู่การรับรู้ผลลัพธ์ของการอภัยอย่างแท้จริง พวกเราควรเปลี่ยนคำว่า “ให้อภัย” เป็น “ได้อภัย” แทน เพราะ…อานิสงค์ของการได้อภัย เราเท่านั้นที่จะเป็นคนได้ การคิดถึงเขาจะไม่ทำให้ใจเราขุ่นมัวอีกต่อไป ใจเราจะสงบเย็นไม่ร้อนรุ่ม ชีวิตของเราจะสงบสุข เราจะเป็นอิสระจากเขา…นี่คืออานิสงค์แห่งการได้อภัย “ทำยากแต่ได้ผลมาก” นะคะ
สำหรับการให้อภัย…มิ้งค์มีหนึ่งเทคนิดดี ๆ มาแบ่งปันกับคุณ 𝐌 ค่ะ ก่อนอื่น…ขอให้ คุณ 𝐌 อยู่ในที่เงียบ ๆ ที่ไม่มีใครมารบกวน และ เตรียมกระดาษกับปากกาหรือจะเป็นเครื่องมือจดโน้ตต่าง ๆ ไว้นะคะ
จากนั้นให้ คุณ 𝐌 ลองจินตนาการถึงเพื่อนที่เราโกรธดู ลองคิดดูว่าถ้าเขามาขอโทษเราอย่างจริงใจ ขอให้เราบอกเขาว่าเขาไม่ดีตรงไหน และมีสิ่งใดที่เขาควรต้องปรับปรุง
และก่อนที่คุณ 𝐌 จะเขียนคำแนะนำให้เขา ตรงนี้สำคัญค่ะ ขอให้คุณ 𝐌 จินตนาการว่าเราได้ให้อภัยเขาแล้ว จากนั้นให้ตั้งจิตที่จะเขียน…ด้วยใจที่อยากจะส่งมอบความรักและความปรารถนาดีไปให้กับเขานะคะ เขียนอย่างตั้งใจและใคร่ครวญ เขียนแบบไม่ต่อว่าต่อขาน แต่เป็นสิ่งที่เราอยากจะบอกเขาด้วยความหวังดีและจริงใจ
จากนั้นคุณ 𝐌 ลองเขียนคำแนะนำและความรู้สึกที่มีต่อเขาดู มิ้งค์เชื่อว่าการทำเช่นนี้จะช่วยคุณ 𝐌 ปลดปล่อยความทุกข์และความอัดอั้นทางใจออกไปได้ อย่างไรคุณ 𝐌 ลองดูนะคะ วิธีนี้อาจช่วยได้
𝟑. แก้ปัญหาของตัวเองด้วยตัวเอง (ทำได้ด้วยการปล่อยวาง ไม่ควบคุม ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นและให้อภัยอย่างแท้จริง) :
อย่าทำให้ใครเดือดร้อนเพราะทุกข์ทางความคิดของเรา หลายครั้งที่เราแก้ปัญหาทางความคิดของตัวเองไม่ได้ จนต้องเดือดร้อนผู้อื่นให้เข้ามาเป็นตัวกลางช่วยเหลือ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง ตัวเขาเองก็มีเรื่องทุกข์ใจมากอยู่แล้ว สิ่งที่จะทำให้เราข้ามผ่านเรื่องนี้ได้คือ การปล่อยวาง ให้อภัย ยอมรับในสิ่งที่เกิด เข้าใจว่าแต่ละคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างได้และปล่อยให้เวลาเป็นตัวเยียวยารักษาค่ะ
ลองตั้งปณิธานกับตัวเองดูนะคะว่า…เรื่องใดที่เป็นปัญหาของเรา เราจะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง อย่างมากก็อาจขอคำปรึกษาจากคนที่น่าจะให้มุมมองที่ดีกับเราได้ แต่เราจะไม่ทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อนด้วยการขอร้องให้เขาเข้ามาช่วยเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาให้
หลาย ๆ ปัญหา การให้อภัย การปล่อยวาง การพยายามประกอบเหตุที่ดีโดยไม่หวังผลฉับพลันและปล่อยให้เวลาเป็นตัวเยียวยารักษา มักเป็นยาขนานแท้ในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริงค่ะ
𝟒. อย่าลงรายละเอียดกับสิ่งต่าง ๆ และ ผู้อื่นมากนัก :
หลายครั้ง หลายคราวที่เราพยายามลงรายละเอียดและบอกผู้อื่นให้ทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ มักมีสาเหตุมาจาก ความกลัว ความกังวล ความไม่ไว้ใจว่า…สิ่งต่าง ๆ อาจไม่เป็นไปอย่างใจที่เราต้องการ ซึ่งการทำเช่นนี้คือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสรรค์ผลงาน คนทำงานจะรู้สึกกดดัน ไม่เป็นอิสระ ส่งผลให้ปฏิบัติงานด้วยใจที่ไม่เบิกบานแจ่มใส ความคิดสร้างสรรค์หดหาย และส่งผลให้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร
เวลาต้องทำงานกับผู้คน เราควรคิดดังนี้ค่ะ…คนที่เรามอบหมายงานให้…คือคนที่เราเลือกแล้ว ว่าเขามีความสามารถมากพอ ดังนั้นเราควรไว้ใจและวางความกลัวสิ่งต่าง ๆ ที่จะไม่เป็นอย่างที่ใจเราต้องการลง ไม่ควบคุม แต่เปิดช่องให้ผู้คนได้ทำผิดพลาดบ้าง ปล่อยให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นบ้าง ยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันอาจะไม่เป็นอย่างที่ใจเราต้องการเสมอไป และหากท้ายที่สุดถ้าเกิดปัญหาใด ๆ ก็ร่วมแรงร่วมใจแก้ไขและเรียนรู้ปัญหาเหล่านั้นไปด้วยกัน
การทำเช่นนี้จะทำให้เราควบคุมน้อยลง ไว้ใจผู้อื่นมากขึ้น บรรยากาศการทำงานร่วมกันก็จะ…แช่มชื่น มีพลัง สิ่งนี้จะทำให้เราเป็นคนที่น่าทำงานด้วย ความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่นจะเป็นไปอย่างปลอดโปร่ง โล่ง เบา สบาย ก่อให้เกิดบรรยากาศและผลลัพธ์ในการทำงานที่ดี
𝟓. สื่อสารด้วยความสุภาพอ่อนโยน :
สำหรับข้อนี้…มิ้งค์ขอ “ไม่” พิจารณาผู้คนห่างไกล ไม่สนิท คนที่เราและเขามีความเกรงอกเกรงใจซึ่งกันและกัน ผู้คนที่ยกย่องและรู้สึกดีกับเราอยู่แล้วนะคะ
หลายครั้งที่เรามักสื่อสารด้วยความคร่ำเคร่ง เสียงดังและดุดัน โดยไม่รู้ตัว แต่พอผู้อื่นทัก…เราก็มักจะบอกว่า…นี่คือเรา เป็นสไตล์ส่วนตัวของเรา
หลายครั้งการทำเช่นนี้…นอกจากบรรยากาศในการพูดคุยจะไม่แช่มชื่นแล้ว ยังเป็นการเร้าอารมณ์ผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลไม่ดีกลับมาที่ตัวเราค่ะ เพราะวาจาและท่าทางที่เราได้ส่งออกไปจะทำให้คนที่คุยกับเรารู้สึกร้อนรุ่ม ไม่เย็นใจ และส่งสารกลับมาที่เราเป็นปฏิกริยาสะท้อนกลับ
เช่น ถ้าเราเสียงดังคร่ำเคร่ง เขาก็จะคร่ำเคร่งกลับมาเช่นกัน หากต่างคนต่างบอกว่า นี่คือตัวตนของเรา สิ่งนี้ก็จะนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง ท้ายที่สุดก็จะทำให้เราไม่สบายใจและนำไปสู่ปฏิสัมพันธ์ที่ไม่รื่นรมย์ได้นะคะ
𝟔. โอ้อวดน้อยลง เรียบง่ายให้มากขึ้น :
ก่อนอื่น มิ้งค์ต้องขออภัยที่เลือกใช้คำที่ตรงไปตรงมาเช่น คำว่า “โอ้อวด” แต่การ “โอ้อวด” มันเป็นธรรมชาติในใจของมนุษย์ทุกคน ที่เราอยากเป็นคนเก่ง อยากเป็นคนดี อยากให้ผู้คนยกย่องสรรเสริญ
แต่ถ้าเราฝึกปฏิบัติ พยายามละทิ้งตัวตน ภาวะทางใจอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ…เราจะอยากโอ้อวดตัวเองน้อยลง ความอยากที่จะประกาศคุณงามความดีที่เราได้กระทำให้กับผู้อื่นได้ทราบนั้นก็จะลดลง เราจะเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น จิตใจสงบ สบายมากขึ้นค่ะ
หากสิ่งเหล่านี้เริ่มบังเกิดขึ้นในจิตใจ นั่นถือว่าเรากำลังมาถูกทางแล้ว เพราะสิ่งนี้ เป็นสัญญาณบอกว่า…เรากำลังละตัวตน ละโลกธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ชีวิตที่สุข สงบ สบายจิต สบายใจนะคะ
𝟕. คิดว่าตัวเราเป็นผู้รับมากกว่าผู้ให้ :
มิ้งค์สังเกตว่า…ในหลายกรณี เรามักคิดว่าเราเป็นผู้ให้มากกว่าได้รับ การรู้สึกเช่นนี้มักส่งผลให้…วิจารณาญาณของเราไม่เป็นกลาง มักมองว่าเราดีกว่า สูงกว่า เก่งกว่า ให้มากกว่าหรือให้มากแล้ว
สิ่งนี้จะนำไปสู่ การเผลอนำตัวเราไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นทั้งแบบที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว และเวลาคนเรานำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ร้อยทั้งร้อยก็มักจะเปรียบเทียบว่าเราดีกว่า สิ่งนี้ถือว่าใกล้เคียงมาก ๆ หรือเป็นสิ่งเดียวกันกับคำว่า “โอ้อวด” ไม่มีใครชอบคนโอ้อวด ไม่มีใครชอบคนที่พูดถึงแต่ความดีของตนและของคนที่รักอยู่ตลอดเวลา ทุกคนอยากอยู่กับคนที่ยกย่องเขา อยู่ด้วยแล้วรู้สึกมีเกรียติภูมิและความภูมิใจนะคะ
ที่สำคัญเวลาที่เราคิดว่าเราเป็นผู้ให้ หลายครั้งก็ทำให้เราให้น้อยกว่าที่ควรจะให้ หรือให้น้อยกว่าที่เราได้รับ ส่งผลให้การรับและให้ระหว่างเรากับผู้อื่นไม่สมดุลกัน
สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เราอยากโอ้อวด หรือพูดถึงสิ่งดี ๆ ของเราให้น้อยลงก็คือ…การพยายามหลีกเลี่ยงการคิดเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบ และคิดว่าตัวเราเป็นผู้รับมากกว่าผู้ให้ค่ะ
มันก็จริงนะคะที่เรื่องบางเรื่องนั้นยากที่จะบอกว่าเราเป็นผู้รับมากกว่าผู้ให้ แต่อย่างไรก็ตาม มิ้งค์ก็ยังคงแนะนำให้เราหามุมที่เราจะเป็นผู้รับให้ได้ ในหลายกรณีเราอาจต้องขอบคุณผู้คนที่เราได้ทำบางสิ่งบางอย่างให้ ขอบคุณโอกาสที่พวกเขามอบให้เราได้ทำประโยชน์ พยายามหามุมเหล่านี้ที่จะขอบคุณผู้คนให้เจอ เพราะหากไม่มีเขาเหล่านั้น ก็จะไม่มีโอกาสได้ทำประโยชน์ และเมื่อเราไม่ได้ทำประโยชน์ ชีวิตของเราก็จะไร้ซึ่งคุณค่าค่ะ
ทุกการกระทำ ทุกคำที่พูด มีจุดเริ่มต้นจากความคิด ถ้าไม่คิดก็ไม่ทำ ถ้าไม่คิดก็ไม่พูดนะคะ หากต้องการยั้งคำพูด จงเริ่มต้นจากการปรับมุมมองความคิด หากเรารู้สึกว่าเราเป็นผู้รับอยู่เสมอ…เราก็จะรู้สึกขอบคุณและไม่เผลอพูดว่าเราเป็นผู้ให้ค่ะ
𝟖. พิจารณาตน มากกว่าเพ่งโทษและตัดสินผู้อื่น :
เช่น…เวลาที่ใครบางคนไม่อยากมาบ้านเรา มันก็จริงที่พวกเขาอาจมีเหตุผลส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น ความไม่สะดวกสบายในการเดินทาง ติดปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือเรื่องใด ๆ ก็ตามที่เราไม่อาจรับรู้ได้
แต่ที่สำคัญเราก็ควรพิจารณาด้วยว่า…มีอะไรที่ตัวเราทำให้เป็นอุปสรรคในการที่เขาจะมาเยี่ยมเยือนหรือไม่ อุปสรรคที่กล่าวอาจรวมไปถึงอุปสรรคด้านความรู้สึกด้วย ซึ่งมิ้งค์แนะนำให้เราลองถามตัวเองดังนี้ค่ะ…
▸ เรามีความเข้าใจเขามากพอหรือไม่ เราได้เข้าใจและเห็นอกเห็นใจเขามากพอหรือเปล่า
▸ เวลาเขามา เราดีใจรึเปล่า หรือรู้สึกว่า…มาได้ซะทีนะ ทีงานคนอื่นไปได้ กว่าจะมาบ้านเราช่างยากเย็นและจบลงด้วยการต่อว่าต่อขาน มากกว่าการต้อนรับด้วยความยินดี
▸ หรือลองพิจารณาดูว่า…เวลาเพื่อนมาบ้านเรา ตอนพวกเขากลับออกไป พวกเขากลับไปด้วยความรู้สึกแบบไหนระหว่าง…รู้สึกดี เย็นใจ สุขใจ อยากมาอีก หรือ…กลับออกไปพร้อมความรู้สึก ร้อนใจ ทุกข์ใจ ไม่สบายใจ รู้สึกไม่ดี ถูกตัดสิน เกียรติภูมิหดหาย รู้สึกไม่อยากมาแล้วถ้าไม่จำเป็น
คนเราผิดพลาด พลั้ง เผลอ กันได้เสมอ บางคนก็อาจมีเหตุผลส่วนตัวที่เราไม่อาจรับรู้ได้ แต่คนทุกคนต้องการคนเข้าใจและยอมรับในความผิดพลาดของเขา หากเรารับความผิดพลาดของเขาได้ เข้าใจ ไม่ตัดสิน ไม่เพ่งโทษ เราก็จะเป็นผู้ที่น่าคบหา ผู้คนก็อยากเข้าใกล้ และสบายใจที่ได้มาเยี่ยมเยือนค่ะ
ดังนั้นหากเราสามารถ ทำตนให้เป็นผู้น่าคบหา ทำบ้านให้น่าเยี่ยมเยือน เราก็จะห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่น่ารัก ความรู้สึกที่ดีและมีสภาพแวดล้อมที่น่าอภิรมย์รอบตัวเราค่ะ
𝟗. จงมุ่งเน้นในการทำเพื่อพิสูจน์ตน มากกว่าการพูดเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ : ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมาก ๆ มิ้งค์จึงเลือกที่จะนำมาเขียนเป็นข้อส่งท้าย
การพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำมันยากมาก ๆ ยากกว่าการพูดด้วยคำพูดให้ผู้อื่นเข้าใจหลายเท่าค่ะ เพราะการลงมือปรับปรุงตนคือการฝืนธรรมชาติที่อยู่ติดตัวเรามานานแสนนาน เวลาเราฝืนทำอะไร มันต้องใช้พลังกาย พลังใจเป็นอย่างมาก จึงเป็นเรื่องปกติที่เรามักคิดว่า…เราทำมากแล้ว ออกแรงไปมากแล้ว
แต่ในความเป็นจริงความพยายามที่เราได้ลงมือนั้นมันช่างน้อยนิด และยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ความคืบหน้าใด ๆ ผู้คนก็ยังคงรู้สึกว่าเรายังคงเป็นเรา ยังไม่ได้ปรับปรุงตนเองใด ๆ หากจะให้มิ้งค์เปรียบเทียบก็คงเหมือนกับการที่เราเอาไม้จิ้มฟัน ไปงัดกับหินก้อนใหญ่ ออกแรงจนเหนื่อยแทบตาย แต่หินก็ยังไม่ขยับเขยื้อนอยู่ดี
สิ่งที่เราควรทำก็คือมุ่งหน้าปรับปรุงพัฒนาต่อไป หมั่นฝึกฝนให้กล้ามเนื้อของนิสัยที่เราต้องการ แข็งแรงขึ้นไปทีละเล็กละน้อย จากกล้ามเนื้อเล็ก ๆ หากเราหมั่นยกและเพิ่มน้ำหนักในระดับที่เหมาะสมวันแล้ววันเล่า กล้ามเนื้อส่วนนี้ของเราก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จากไม้จิ้มฟันก็จะกลายเป็นไม้หน้าสาม ไม้ซุง จนในที่สุดมันจะกลายเป็นรถแม็คโครยกหินก้อนยักษ์ออกไปให้พ้นทางได้อย่างง่ายดาย
แต่กว่าที่เราจะถึงจุดนั้นได้ มันคงจะไม่ใช่ระยะเวลา 1-2 วันแน่นอน หลายครั้งมันต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือน แรมปี และแรมหลาย ๆ ปีค่ะ คำถามสำคัญคือ…เราจะอดทนยืนระยะได้นานแค่ไหน?
หลายครั้งเราไม่จำเป็นต้องพูดเลย ไม่จำเป็นต้องประกาศปณิธานใด ๆ ให้ผู้อื่นรับรู้ เราเพียงแค่ประกาศกับตัวเอง สัญญากับตัวเองเป็นการส่วนตัวก็พอ เพราะ…เมื่อเราประกาศ หากการกระทำของเราไม่สอดคล้องหรือย้อนแย้งกับคำพูดอย่างสม่ำเสมอ ตัวเราก็จะสูญเสียความมั่นใจและความน่าเชื่อถือในท้ายที่สุด
วิธีที่ดีคือ…สัญญากับตัวเอง มุ่งมั่นที่จะฝึกตนอย่างแน่วแน่ บอกตัวเองว่า…ถ้าเราทำแล้วยังไม่มีใครเห็น นั่นหมายความว่าเรายังทำได้ไม่ดีพอหรือไม่มากพอ ดังนั้นก็ขอให้ก้มหน้าก้มตาพัฒนาตนต่อไป
ระหว่างการปรับปรุงตน ถ้าผิดพลั้งพลาดไปมันก็เป็นเรื่องธรรมดา และเราก็ไม่จำเป็นต้องโต้แย้งใด ๆ ว่าเราเป็นเพียงผู้ฝึกตน สิ่งที่เราควรทำคือให้อภัยตัวเอง ขออภัยผู้อื่น แล้วเริ่มต้นใหม่ พยายามฝึกฝนกับตัวเอง วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า เมื่อใดที่ผู้คนเอ่ยปากด้วยตัวเขาเองว่าเราเปลี่ยนไป นั่นคือหลักฐานแห่งการพิสูจน์ตนนะคะ
ที่สำคัญคำพูดเพียงอย่างเดียวไม่เคยสอนใครได้ แต่การกระทำที่เข้มข้นจะเป็นคำสั่งสอนที่ทรงพลังที่สุดค่ะ
จากทั้งหมดทั้งมวลที่มิ้งค์ได้กล่าวมา…หากเราต้องการให้คนรอบข้าง พี่เรา น้องเรา พ่อเรา แม่เรา ลูกเรา เพื่อนเรารักใคร่ปรองดอง สามัคคีและเป็นที่รักของผู้คน เราต่างคนก็คงต่างต้องพิจารณาตน ด้วยการถามคำถามตนเองดังต่อไปนี้…
▸ เราได้ยอมรับข้อผิดพลาดของเราอย่างแท้จริง เปิดใจรับฟังผู้คน และนำไปสู่การพัฒนาตนมากแค่ไหน?
▸ เราให้อภัยคนที่ทำให้เราเจ็บซ้ำน้ำใจอย่างที่สุดได้หรือไม่?
▸ เรายอมรับความจริง รับผิดชอบและแก้ปัญหาของตัวเองโดยไม่เดือดร้อนผู้อื่นให้ต้องทุกข์ใจหรือเดือดร้อนไปกับเราได้หรือเปล่า?
▸ เราให้อิสระในการคิด พูด ทำ กับคนอื่นมากแค่ไหน?
▸ เราสื่อสารด้วยความสุภาพอ่อนโยน ส่งต่อมิตรไมตรีจิต ให้กับผู้คนโดยเฉพาะคนใกล้ตัวของเราอย่างสม่ำเสมอหรือไม่?
▸ เราทำตนให้เรียบง่าย ข่มใจตนไม่กดข่มผู้อื่น ได้ดีเพียงใด?
▸ เราหาแง่มุมในการเป็นผู้รับ เพื่อที่จะเป็นผู้ให้ได้มากขึ้นในทุก ๆ สถานการณ์ได้หรือไม่?
▸ เรามักพิจารณาตนมากกว่าเพ่งโทษผู้อื่นหรือเปล่า?
▸ และสุดท้ายคือ เราทำมากกว่าที่พูดหรือพูดมากกว่าที่ทำ?
มิ้งค์คิดว่าการพิจารณาตนด้วยคำถามเหล่านี้ จะเป็นหนทางที่จะทำให้เรา “ได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากมีชีวิต” ค่ะ และแน่นอนเราไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีในทุก ๆ ข้อ ทุก ๆ โอกาส และกับทุก ๆ คน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าเราพิจารณาสิ่งเหล่านี้เป็นอาจิณ มิ้งค์เชื่อว่า…เราจะเป็นคนที่มีจิตใจที่เบิกบาน สงบสุขมากขึ้นและชีวิตของเราจะถูกห้อมล้อมด้วยผู้คนที่มีความหมายค่ะ
สุดท้ายนี้มิ้งค์ขอขอบคุณโอกาสที่คุณ 𝐌 มอบให้ได้บอกกล่าวความในใจมา ณ ที่นี้นะคะ มิ้งค์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณ 𝐌 จะได้ประโยชน์จากข้อความของมิ้งค์ สิ่งที่มิ้งค์เขียน มิ้งค์ตั้งใจเขียนด้วยความรักและความปรารถนาดีที่คนใกล้ชิดคนนึงจะมีให้กับคุณ 𝐌 ได้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า…คุณ 𝐌 จะเข้าใจและรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนี้เช่นกันนะคะ
มิ้งค์เป็นกำลังใจให้คุณ 𝐌 นะ การเป็นคนใกล้ชิดนั้น ไม่ว่าคุณ 𝐌 เป็นอย่างไรมิ้งค์ก็ไม่สามารถลาออกจากหน้าที่นี้ได้ค่ะ แต่ถ้าสุดท้าย หากมีข้อความและการกระทำใดที่ล่วงเกินคุณ 𝐌 ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี มิ้งค์กราบขออภัยและขออโหสิกรรมมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
ด้วยรักและปรารถนาดี
มิ้งค์
••••••••••••••••••••••••••••••••••
อิคิ ∙ 生き ได้ใช้เวลาเขียนและขัดเกลาจดหมายข้างต้นวันแล้ววันเล่า นับเป็นเวลาเกินกว่า 10 วันและกระบวนการนี้ทำให้ อิคิ ∙ 生き ได้พบว่า…ทุกครั้งที่เราได้กลับมาอ่านทบทวนเพื่อขัดเกลาจดหมายฉบับนี้ แท้จริงแล้วมันคือการขัดเกลาตัว อิคิ ∙ 生き เองต่างหากค่ะ จากเดิมที่ อิคิ ∙ 生き ตั้งใจจะเขียนจดหมายฉบับนี้ให้ผู้อื่นได้อ่าน อิคิ ∙ 生き กลับค้นพบว่า…ตัวเราเองคือคนที่ควรจะต้องอ่านจดหมายฉบับนี้มากที่สุด
และการที่ อิคิ ∙ 生き ตั้งจิตในการเขียนด้วยความรักและปรารถนาดี เขียนอย่างพิจารณาใคร่ครวญ ไม่เพ่งโทษ ไม่ต่อว่าต่อขาน มันเป็นการน้อมใจเราให้เข้าที่เข้าทางตั้งแต่ต้นค่ะ
เวลาเราโกรธ โมโห ไม่พอใจ มันการยากมาก ๆ เลยนะคะ ที่จะเจริญเมตตาจิต แต่การนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการเขียนเพื่อบำบัดมันเป็นกระบวนการตะล่อมใจตัวเราเอง ให้ค่อย ๆ บรรเทาความโกรธและแปรเปลี่ยนพลังงานนั้นให้กลายเป็นความรัก ความเมตตา และท้ายที่สุดคือการพิจารณาตัวเองค่ะ
เมื่อก่อนเวลาโกรธ อิคิ ∙ 生き ก็เคยเขียนด้วยอารมณ์ เขียนต่อว่าต่อขาน เขียนแบบเสีย ๆ หาย ๆ ซึ่งการทำเช่นนั้นแม้จะทำให้ใจเราปลอดโปร่งได้บ้าง แต่ก็เป็นเพียงการระบายอารมณ์ชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้นำไปสู่กระบวนการการถอนนรากถอนโคนความรู้สึกไม่ดีให้ออกจากใจของเราค่ะ
แต่การที่เราตั้งใจที่จะเขียนด้วยความปรารถนาดีอย่างใคร่ครวญ จะนำพาเราไปสู่การพิจารณาตัวเอง พิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งนี้ได้ทำให้ใจของเราเป็นกลางมากขึ้น เราจะเข้าใจว่า…ไม่ได้มีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนแปลง แต่แท้จริงแล้วตัวเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น…
การที่เราบอกให้เขาต้องเข้าใจผู้อื่นให้มาก แต่ถ้าตอนนี้เรายังรู้สึกอึดอัดคับข้องใจอยู่ นั่นก็หมายความว่า…เราก็ยังเข้าใจเขาไม่มากพอเช่นกันใช่ไหม? การพิจารณาดังนี้จะทำให้เราเริ่มนำใจเขามาใส่ใจเรา เริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาจึงรู้สึกแบบนั้นและทำเช่นนั้นกับเรา
หรือการที่เราบอกให้เขาให้อภัยแต่การที่เรายังรู้สึกโกรธทุกครั้งเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ไม่ดีเหล่านั้น นั่นก็หมายความว่าเรายังไม่ได้ให้อภัยเขาจริง ๆ ใช่หรือไม่? และสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ มันเป็นการเพ่งโทษผู้อื่น โดยไม่ได้พิจารณาตัวเองอย่างแท้จริงใช่หรือไม่? ดังนั้นการเขียนจดหมายในครั้งนี้ จึงได้เปลี่ยนเจตนารมณ์ตั้งต้นของ อิคิ ∙ 生き ที่จะเขียนเพื่อซักฟอกผู้อื่น ให้กลับกลายมาเป็นการเขียนเพื่อซักฟอกตนเองค่ะ
กระบวนการนี้ทำให้ อิคิ ∙ 生き ได้เรียนรู้ว่า…การถอนหนามในใจออกอย่างถาวรนั้น ทำได้ด้วยความเข้าใจและการพิจารณาตนเองค่ะ ซึ่งสิ่งนี้เป็นดั่งที่คุณพศินได้ว่าไว้ดังนี้…
‣ ก่อนที่จะเข้าใจผู้อื่น เราต้องเข้าใจตัวเองก่อน
‣ ก่อนที่จะขัดเกลาผู้อื่น เราได้ขัดเกลาตัวเราเองหรือยัง
สุดท้ายนี้แม้จดหมายฉบับนี้จะไม่ได้ส่งถึงบุคคลที่ อิคิ ∙ 生き ตั้งใจจะส่งให้ในตอนแรก แต่ อิคิ ∙ 生き บอกได้เต็มปากค่ะว่า…จดหมายนี้ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างภาคภูมิแล้ว นั่นคือ…การที่ อิคิ ∙ 生き ได้อ่านมัน ด้วยความเข้าใจและนำไปสู่การพิจารณาตนเองอย่างแท้จริง และวิธีนี้ก็คือวิธีถอนหนามออกจากใจให้สิ้นซากด้วยตัวของเราเองค่ะ
หลายครั้งคนที่ยากต่อการที่เราจะบอกกล่าวความในใจมากที่สุด ก็คือ…ตัวเราเอง เราคือคนที่มีผลต่อสุขทุกข์ในชีวิตและใกล้ชิดกับตัวเองมากที่สุด ดังนั้นคำว่า “แด่คนที่รัก” ที่ อิคิ ∙ 生き กล่าวถึง ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน คน ๆ นั้นก็คือ ”ตัว อิคิ ∙ 生き เอง” ค่ะ
ก่อนจากกัน อิคิ ∙ 生き อยากเล่าถึงเบื้องหลังของบทความนี้ให้เพื่อน ๆ ทราบสักนิดนึงค่ะ ในตอนต้น อิคิ ∙ 生き ตั้งใจจะเขียนจดหมายฉบับนี้ให้เป็นจดหมายปิดผนึกและส่งถึงบุคคลที่ อิคิ ∙ 生き ตั้งใจจะเขียนให้โดยตรงเพียงคนเดียวเท่านั้นค่ะ
แต่การที่ อิคิ ∙ 生き ตัดสินใจเผยแพร่จดหมายฉบับนี้ เพราะคิดว่า…หากจดหมายฉบับนี้ ถูกขัดเกลาจนกลายเป็นเนื้อหากลาง ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถอ่านได้ สิ่งที่เขียนจะไม่ได้เป็นการเพ่งโทษหรือต่อว่าต่อขานใคร
หากวันใดวันหนึ่ง บุคคลที่ อิคิ ∙ 生き ตั้งใจจะเขียนถึงในตอนต้นได้มาอ่าน อิคิ ∙ 生き ก็เชื่อว่าเนื้อหาจากจดหมายฉบับนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเช่นเดียวกับที่ อิคิ ∙ 生き ได้รับอยู่ตอนนี้ค่ะ
สุดท้ายนี้ อิคิ ∙ 生き คงต้องขอลาไปก่อนนะคะ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า…เพื่อน ๆ จะได้รับประโยชน์และดื่มด่ำไปกับกระบวนการขัดเกลาตนเองของ อิคิ ∙ 生き นะคะ แล้วพบกันใหม่กับบทความต่อ ๆ ไป สำหรับวันนี้…สวัสดีค่ะ 🙏🏻😊
บันทึกโดย : ชีวิต ∙ อิคิ ∙ 生き : ใช้ชีวิตแบบที่อยากมีชีวิต
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Self-Talk คือ ชีวิต
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย