25 เม.ย. 2023 เวลา 02:30 • ธุรกิจ

กรณีศึกษา Brompton จักรยานพับได้ ที่ไม่เคยเปลี่ยนกลไกเลย มากว่า 40 ปี

แต่มียอดขาย 4,500 ล้านบาท
1
ต้นศตวรรษที่ 18 จักรยานถูกคิดค้นขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยนักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ซึ่งนั่นกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสังคมไปตลอดกาล
เพราะก่อนหน้านี้ การเดินทางไปไหนมาไหน เป็นเรื่องที่ยากลำบาก และแพงมากสำหรับชาวบ้าน โดยยุคนั้นทั้งม้าและรถม้า เป็นสิ่งที่หรูหรา เกินกว่าชนชั้นธรรมดา ๆ จะเอื้อมถึง
แต่เมื่อจักรยาน ที่ราคาย่อมเยากว่า ได้ถือกำเนิดขึ้น การเดินทางใกล้ไกล จึงสะดวกสบายมากขึ้น และถูกลง ซึ่งนั่นก็นำมาสู่การเคลื่อนย้ายของผู้คน ที่ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ เพิ่มขึ้น
ตัดภาพมาที่ยุคปัจจุบัน จักรยานก็ยังคงเป็นยานพาหนะ ที่ทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงได้ แต่ระบบคมนาคมที่พัฒนาขึ้น จักรยานก็มีวิวัฒนาการ ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยด้วย
1
จักรยานพับได้ ก็เช่นกัน ที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับจังหวะชีวิตของคนเมืองยุคนี้ ที่ต้องเดินทางหลายต่อ เพราะสามารถพับจักรยาน หิ้วติดตัวไปด้วยได้
และถ้าพูดถึงจักรยานพับได้ แบรนด์แรก ๆ ที่ถูกพูดถึง คงเป็นแบรนด์อื่นไปไม่ได้ นอกจาก “Brompton” ของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการใช้งาน และคุณภาพที่ไม่เป็นรองใคร
แม้ราคาเริ่มต้นของจักรยาน Brompton จะสูงไม่แพ้มอเตอร์ไซค์ หรือมีราคาราว ๆ เกือบ 4 หมื่นบาท
แต่ Brompton ก็ยังขายได้ทั่วโลก โดยปีล่าสุด สามารถทำยอดขายได้สูงถึง 4,500 ล้านบาททีเดียว
1
ที่น่าแปลกใจ คือ ตั้งแต่ทำต้นแบบโมเดลแรก ๆ ออกมาเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว Brompton ไม่เคยเปลี่ยนกลไกสำหรับการพับเก็บเลย
แล้วเรื่องราวของ Brompton น่าสนใจอย่างไร และทำไมคนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อมัน ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
เรื่องราวของ Brompton เริ่มต้นขึ้นในปี 1975 เมื่อคุณพ่อของคุณแอนดรูว์ ริทชี ชวนเขาไปฟังแผนธุรกิจของสตาร์ตอัปจักรยานพับได้ ที่มีชื่อว่า Bickerton ซึ่งในเวลาต่อมา กลายเป็นแบรนด์จักรยานพับได้ แบรนด์แรกของโลก
1
แต่เมื่อคุณแอนดรูว์ได้ฟังการนำเสนอวันนั้นแล้ว เขาเห็นช่องโหว่ของจักรยาน Bickerton มากมาย โดยเฉพาะความยุ่งยากในการพับเก็บ แถมพอพับแล้วยังดูใหญ่เทอะทะ ไม่เหมาะที่จะหิ้วไปไหนมาไหน
1
พอกลับมาที่ห้อง คุณแอนดรูว์ได้ร่างแบบจักรยานพับได้ที่เขาคิดว่าดีกว่า ออกมาคร่าว ๆ และเห็นความเป็นไปได้ในการสร้างมันออกมา
จึงนำไอเดียนี้ไประดมทุนจากเพื่อน ๆ เพื่อตั้งต้นธุรกิจ ซึ่งก็ได้เงินมาทั้งหมด 1,000 ปอนด์สเตอร์ลิง
1
หลังจากนั้น เขาใช้เวลา 1 ปีเต็ม ในการพัฒนาจักรยานต้นแบบออกมา และได้ตั้งชื่อมันว่า “Brompton” ตามชื่อโบสถ์ Brompton Oratory ที่อยู่ข้าง ๆ แฟลตของเขาเอง
2
อย่างไรก็ตาม จักรยานโมเดลแรกของคุณแอนดรูว์นั้น ยังไม่ดีพอสำหรับเพอร์เฟกชันนิสต์อย่างเขา เขาจึงเดินหน้าทำโมเดลที่ 2 และ 3 ขึ้นมา เพื่อให้ได้โมเดลที่ดีที่สุด
1
โดยแผนธุรกิจแรกที่คุณแอนดรูว์คิดไว้ คือ เขาจะไม่ทำขายเอง แต่จะขายไอเดียนี้ ให้กับบริษัทผลิตจักรยาน แล้วนำเงินที่ได้ไปคืนเพื่อน และตัวเองก็ทำกำไรจากการขายไอเดียได้นิดหน่อยก็พอ
แต่ว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะไม่มีบริษัทไหนสนใจไอเดียของเขาเลย
ซึ่งจะให้ทิ้งโมเดลที่พากเพียรทำมาแรมปี ก็เสียดาย คุณแอนดรูว์ จึงจำใจผลิตจักรยานพับได้ ออกมาขายเสียเอง
1
เขาใช้เวลา 18 เดือน ในการผลิตจักรยานล็อตแรกจำนวน 50 คันออกมาขาย ในราคาคันละ 250 ปอนด์สเตอร์ลิง ซึ่งถือว่าแพงมาก สำหรับจักรยานในสมัยนั้น
1
แต่เขาก็ขายหมดเกลี้ยง ทั้ง 50 คัน..
1
จากนั้น เขาก็ผลิตออกมาขายเรื่อย ๆ ซึ่งทำออกมาเท่าไร ก็ขายหมดทุกที และไม่เคยต้องสต็อกสินค้าเลย
จนเวลาผ่านไป เขาต้องลงทุนสร้างโรงงาน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต
1
อ่านมาถึงตรงนี้ สงสัยกันใช่ไหมว่า ทำไมจักรยานพับได้ของคุณแอนดรูว์ ถึงขายดิบขายดี ทั้ง ๆ ที่ราคาสูง ?
1
โดยความสำเร็จนี้เกิดจากองค์ประกอบหลัก ๆ เหล่านี้รวมกัน
ซึ่งเรื่องแรก ก็คือ “ตัวผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาแก้ Pain Point ของกลุ่มลูกค้า”
1
Brompton เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนเมือง อย่างแท้จริง
ในยุคที่คนเมืองต้องใช้บริการขนส่งสาธารณะหลายต่อ จักรยาน ที่แม้จะมีมาก่อนขนส่งสาธารณะทุกประเภท ก็ต้องมีการออกแบบใหม่ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนไป
1
ซึ่งการขี่จักรยานทั่วไป มีข้อจำกัดทั้งเรื่องที่จอดบ้าง ถูกขโมยจักรยานบ้าง หรือไม่สามารถยกติดตัวไปขี่ต่อในการเดินทางต่อที่ 2 ได้บ้าง
1
จักรยานพับได้ จึงตอบโจทย์ เพราะสามารถพับเก็บ และหิ้วติดตัวไปด้วยได้
1
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจักรยานพับได้อยู่ในตลาดบ้างแล้ว แต่คุณแอนดูรว์เล็งเห็นว่า ปัจจัยที่จะแก้ Pain Point ได้อย่างแท้จริง คือ
- กลไกการพับเก็บ ที่ง่ายและรวดเร็ว
- เมื่อพับเก็บแล้ว ต้องมีขนาดเล็กและเบา เพื่อให้สะดวกต่อการหิ้วติดตัวไปได้ทุกที่
1
เขาจึงทุ่มเทให้การออกแบบ จนได้โมเดลที่ดีที่สุด ซึ่งก็เป็นโมเดลที่คุณแอนดรูว์นำไปเสนอขายให้บริษัทจักรยาน ตั้งแต่ปี 1982 นั่นเอง
1
และกลไกของจักรยานพับได้นี้ ก็ถูกพิสูจน์ผ่านกาลเวลาแล้ว ว่าดีจริง เพราะ Brompton ยังคงใช้กลไกเดิมตั้งแต่นั้น จนถึงปัจจุบัน
1
เรื่องต่อมา คือ “การนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมวัสดุใหม่ ๆ มาใช้ต่อยอดให้กับผลิตภัณฑ์”
1
แม้กลไกการพับเก็บ จะเป็นกลไกดั้งเดิม แต่ Brompton มีทีมวิจัยเป็นของตัวเอง เพื่อนำเทคโนโลยี เทคนิค และวัสดุใหม่ ๆ มาต่อยอดให้กับจักรยานเสมอ
1
ทั้งวัสดุที่เบาและทนทานอย่างไทเทเนียม หรือ เทคโนโลยี 3D Printing ไปจนถึงการผลิตจักรยานไฟฟ้าพับได้ ที่เพิ่งส่งมอบล็อตแรกไปเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา ล้วนเป็นการนำสิ่งใหม่ ๆ มาส่งเสริมสิ่งดั้งเดิม ให้ดีขึ้นไปอีก
1
เรื่องสุดท้าย คือ “คุณภาพการผลิตที่ไร้ที่ติ”
2
เพราะการใช้งาน ที่ต้องพับเข้าพับออกบ่อย ๆ แถมต้องหิ้วไปไหนมาไหนด้วย ดังนั้นอีกคุณสมบัติสำคัญ ที่จักรยานพับได้ต้องมี ก็คือ ความทนทาน
1
Brompton จึงให้ความสำคัญต่อขั้นตอนการผลิตเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพสูง
โดย Brompton ใช้เทคนิคการบัดกรีแข็ง (Brazing) เชื่อมชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน แทนการเชื่อมทั่วไป
2
ซึ่งเทคนิคนี้ ทำให้จุดเชื่อมมีความยืดหยุ่น แต่แข็งแรง จักรยาน Brompton จึงทนทานต่อการกระแทกมากกว่า
1
แต่ข้อจำกัดของเทคนิคนี้คือ มีต้นทุนที่สูงกว่า และไม่สามารถใช้เครื่องจักรทำได้ จึงต้องอาศัยฝีมือแรงงาน และความประณีต
1
ด้วยเหตุนี้ พนักงานในโรงงาน Brompton จึงต้องผ่านการเทรนนิงถึง 18 เดือน ก่อนจะได้เริ่มประกอบจักรยานนั่นเอง
1
อ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า Brompton เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้า เป็นอันดับ 1
2
โดยเลือกผลิตสินค้า ที่คิดว่าดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้าใช้งาน ง่ายและสะดวกที่สุด และถ้าสินค้านั้น ใช้งานได้ดี และตอบโจทย์จริง ๆ ถึงราคาจะสูงแค่ไหน ก็มีคนยอมจ่ายและเต็มใจที่จะซื้อ
3
เหมือนจักรยาน Brompton นั่นเอง..
โฆษณา