28 เม.ย. 2023 เวลา 10:21 • ท่องเที่ยว
อำเภอเกาะช้าง

ทริปเกาะช้าง - 22-24 เมษา 66 :- ทริปกินปูม้าและทุเรียนประจำปี

วันเสาร์ที่ 22 เมษายน
หลังจากไปเจอแหล่งกินปูม้าที่ใหม่ที่เกาะช้าง จากที่เมื่อก่อนจะนัดกันไปกินแถวระยอง แต่ช่วงหลังขนาดของปูม้าเริ่มเล็กลงและราคาแพงขึ้น ประกอบกับมีพ่อค้าแม่ค้าจากที่อื่นมาขายและเอาของจากที่อื่นซึ่งบางครั้งก็ไม่ค่อยดีมาขายราคาแพง เลยต้องหาที่กินใหม่
โชคดีที่ได้มาเจอร้านอาหารแบบบ้านๆ ราคาไม่แพงแต่ได้ของดีและสด อย่างเช่น ปลาเก๋าเป็นๆโลละ 200 บาท ในขณะที่เคยไปกินแถวบางขุนเทียน-ชายทะเล ต้องจ่ายถึงโลละ 850 บาท
มาครั้งนี้ก็ยังมากับก๊วนเดิมๆ แต่รอบนี้มากันแค่ 4 คนคือผม ป๊อป โจ๊ก และแมว นัดเจอกันเช้าวันเสาร์ที่ 22 เวลา 6 โมงเช้าหน้า The Nine พระราม 9
ออกจาก The Nine ใกล้เคียงกับเวลานัดหมาย ใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ขับยาวๆไปออกบ้านบึง แล้วไปต่อเส้นบ้านบึง-แกลง ช่วงนี้รักษาความเร็วอยู่ที่ 100-105 กม./ชม.เพราะคราวก่อนโดนใบสั่งที่ความเร็ว 111 กม./ชม. ประกอบกับคราวนี้มีรถวิ่งกันพอควรและไม่ได้ใช้ความเร็วกันมากกว่านี้ เลยขับแบบไปเรื่อยๆ
เดิมทีว่าจะแวะร้านแกงป่าป้าต่ำที่อยู่แถวแยกอำเภอแกลง แต่ 2 วันก่อนจะมา ป๊อปไปเจออีกร้านนึงซึ่งห่างออกไปไม่เกิน 2 กม. ก็เลยแวะมาลองกัน
ประมาณ 8 โมงก็มาถึงร้านบ้านมะกอก ฐิตาภา สั่งข้าวกะเพราะขาหมู ส่วนคนอื่นสั่งต้มเลือดหมู กับข้าวขาหมูกัน
อาหารรสชาติใช้ได้ จานละ 50 บาท เสียดายที่ว่าหมูกรอบเค้ายังทำไม่เสร็จ ไว้คราวหน้าอาจจะโทรมาบอกที่ร้านเค้าก่อนว่าจะแวะมาถึงกี่โมง เผื่อว่าเค้าจะทำเตรียมไว้ให้
เกือบ 8 โมงครึ่งก็ออกจากร้านข้าว แวะร้านกาแฟพันธุ์ไทย ซื้อกาแฟกันคนละแก้ว (ยกเว้นป๊อป) 8 โมง 45 ก็ไปกันต่อ ระหว่างทางก็โทรหาร้านป้าแจ๋วสลักคอกเพื่อถามเรื่องปลาไว้ก่อนและสั่งอาหารไป 4 อย่าง ส่วนป๊อปโทรจองปูม้าไว้ 3 โล และก็โทรถามพี่แหววว่าวันนี้มีทุเรียนกับขนมถ้วยมั้ย แต่ร้านพี่แหวววันนี้ไม่ได้ขายของเพราะปิดปรับปรุงร้าน
ราว 10 โมงครึ่งก่อนจะถึงแยกที่เลี้ยวเข้าไปท่าเรืออ่าวธรรมชาติ แวะเติมน้ำมันที่ปั๊มปตท.และเข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อย ขับต่อไปถึงท่าเรือเกือบ 11 โมง รอคิวขึ้นแพขนานยนต์ประมาณชั่วโมงนึง เที่ยงถึงจะได้ขึ้นแพกัน
วันนี้ท้องฟ้าดูขมุกขมัว ยังคิดว่ามีฝนตกหรือไม่ก็ฝุ่น PM2.5 แต่ก็ไม่ใช่ มองเห็นเกาะไม่ชัดเหมือนคราวก่อนๆที่เคยมา
ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงก็มาถึงเกาะช้าง ขึ้นเกาะแล้วเลี้ยวซ้ายเพื่อไปกินมื้อกลางวันกันก่อน ก่อนจะถึงร้านป้าแหวว แวะชลอดูทุเรียนสวนลุงวิจิตร แต่น่าจะไม่มีทุเรียนสุกเลยไม่มีเอามาวางขาย ก็เลยขับเลยไปหน่อย แวะอีกร้านที่คราวก่อนซื้อทุเรียนกลับบ้าน ร้านอยู่ตรงข้ามที่ทำการอำเภอเกาะช้าง ไม่มีชื่อร้าน ตอนนี้ทุเรียนชะนีเกาะช้างราคาอยู่ที่โลละ 120 บาท ให้ที่ร้านแกะให้กินลูกนึงก่อนเพราะแมวกับโจ๊กยังไม่เคยกินทุเรียนชะนีเกาะช้าง
ตอนแรกว่าจะชิมกันแค่คนละเม็ด แต่ลูกแรกก็กินกันจนหมด เลยบอกให้แกะเพิ่มอีกลูก
ลูกที่สองเนื้อทุเรียนออกกรอบนิดๆ ยังไม่ใช่ขนาดกำลังกิน แต่ก็อร่อย แต่ทางร้านบอกว่ามันไม่ค่อยดี เลยหาลูกใหม่ให้ และร้านก็แกะลูกที่สองให้มากินเกือบทั้งลูกแบบไม่คิดเงิน
ลูกที่สามเนื้อดีเหมือนลูกแรก รวมสองลูกน้ำหนัก 1.80 กับ 1.60 โล จ่ายไป 400 บาท เหลือแพ็คใส่กล่องไปลูกครึ่งเอาไว้ไปกินหลังอาหาร ระหว่างที่ยืนชิมทุเรียนอยู่ก็โทรไปบอกป้าแจ๋วให้ทำอาหารไว้เลย เพราะจากตรงนั้นขับรถราว 20 นาทีก็ถึง
ประมาณบ่ายโมง 20 ก็ถึงร้านป้าแจ๋ว โผล่หน้าเข้าไปหน่อย ทั้งลุงกับป้าและคนอื่นๆในร้านก็ทักทายอย่างเป็นกันเองเพราะจำได้
เดินเข้าไปในครัวเช่นเคย เผื่อจะมีของอย่างอื่นจะได้สั่งอาหารเพิ่ม เห็นมีปลาเปี๊ยะที่เตรียมไว้กับหมึกสดๆอยู่ ก็เลยถ่ายรูปมา
วันนี้สั่งปลาเปี๊ยะนึ่งซีอิ๊ว หมึกน้ำดำ หมึกกะเพรา กุ้งแช่น้ำปลา แล้วป๊อปก็ไปเอาปูม้าที่สั่งไว้ 3 โลมาให้ป้าแจ๋วต้มให้
วันนี้อาหารร้านป้าแจ๋วรสชาติดีทุกอย่าง อร่อยยันน้ำจิ้มซีฟู๊ด จ่ายเงินร้านป้าแจ๋วไปรวม 1,185 บาท ส่วนปูม้าที่ซื้อมาอีก 900 บาท เบ็ดเสร็จมื้อนี้ 2,085 บาท กินกันจนต้องร้องขอชีวิต
นั่งกินกันไปเรื่อยๆแบบไม่รีบ กินเสร็จก็คุยกับป้าแจ๋วซักพักนึง แกก็บอกว่า ช่วงหลังไม่ค่อยกล้ารับออเดอร์ทางโทรศัพท์เพราะไม่กี่เดือนก่อนเจอลูกค้าอยู่คนนึงโทรมาสั่งอาหารสำหรับ 9 คน พอถึงเวลานัดก็ไม่มา ทางร้านก็โทรไปถามแต่ทางนั้นก็กดตัดสายทิ้ง ร้านโทรหาหลายครั้งและโดนตัดสายทิ้งทุกครั้ง แกก็เลยกลัวไปเลยเพราะเตรียมทำอาหารไว้แล้วแต่มาเจอแบบนี้ มิน่าล่ะว่าตอนโทรหาแกแล้วแกก็เหมือนอึกๆอักๆ แบ่งรับแบ่งสู้เรื่องสั่งอาหารไว้แล้วให้ทำเตรียมไว้เลย
บ่าย 3 ครึ่งถึงจะได้ออกจากร้านป้าแจ๋ว แวะหาพี่แหววแป๊ปนึงเพราะขับเลยทางเข้าสลักคอกไปแค่ 2-300 เมตรก็ถึงร้านพี่แหวว
ขับไปจอดหน้าร้านพี่แหวว ชะโงกหน้าให้แกเห็นหน่อยนึงเพราะแกมองเข้ามาว่ารถใครมาจอด พอแกเห็นก็จำได้เลย จอดรถเสร็จก็ลงไปคุยและทักทายกับพี่แหววและพี่โก
วันนี้ไม่มีของขาย แต่มีทุเรียนหมอนทองอยู่ลูกนึง พี่โกจะแกะมาให้ชิมกัน แต่พอกรีดดูแล้วมันยังไม่สุกดี เลย
บอกแกไปว่าเดี๋ยววันจันทร์จะแวะมาราวๆบ่ายโมง แกเลยบอกเดี๋ยวจะเก็บไว้ให้ เพราะน่าจะสุกกำลังกินเย็นๆวันพรุ่งนี้ ไม่ก็เช้าวันจันทร์
ถามถึงทุเรียนชะนีของสวนพี่แหวว แกเหลือไว้ให้ 6 ลูก กำลังจะสุกพร้อมตัด 1-2 วันนี้ ก็เลยบอกแกว่าเอามาหมดเลย แต่แกก็ออกตัวก่อนเลยว่าของแกจะแพงกว่าเค้าเพราะแกขายโลละ 150 บาท และแกมั่นใจว่าทุเรียนแกดีกว่าเจ้าอื่น
ปีนี้ช่วงต้นเดือนมีทุเรียนกระดุม ซึ่งปีก่อนได้มาลองกินของที่พักลูกนึง อร่อยมาก แต่พี่แหววบอกว่าหมดช่วงมันไปแล้ว และปีนี้ค่อนข้างแพง โลละ 260 บาท เลยบอกแกว่าไว้ปีหน้าจะมาลอง และก็บอกพี่แหววไปว่า วันจันทร์ที่จะแวะมา ถ้ามีขนมถ้วยหรือขนมอื่นๆก็ให้เก็บไว้ให้หน่อย
บ่าย 4 โมง 15 ออกจากพี่แหวว ขับกลับมาทางขวาหาร้านซ่อมไฟท้ายเพราะไฟท้ายกับไฟเบรคค้าง เจอร้านทำไฟเลยปั๊มปตท.มาหน่อยนึง ช่างตรวจสอบดูเจอว่า บู๊ทขาไฟเบรคหัก จ่ายค่าซ่อมและเปลี่ยนอะไหล่ไป 300 บาท
ออกจากร้านซ่อมไฟมา เป็นช่วงขึ้นเขา ปรากฎว่ารถรถไม่มีแรง ต้องวนกลับไปพื้นราบ รอจังหวะรถว่างๆแล้วเร่งเครื่องขึ้นมาใหม่ มีบางช่วงเป็นทางชันมากและโค้งหักศอกก็ต้องเหยียบคันเร่งให้รอบสูงๆเข้าไว้ถึงจะผ่านมาได้ สมาชิกในรถก็ลุ้นกันทั้งคัน แต่ก็ผ่านมาได้ เดี๋ยวกลับไปกรุงเทพคงต้องเอาไปเข้าอู่ให้เค้าเช็คหาสาเหตุและซ่อมให้เรียบร้อย
เกือบ 5 โมงเย็นก็มาถึงที่พัก พักที่จินดารีสอร์ท ที่เดิมที่เคยมาเมื่อปีก่อนเดือนพฤษภาคมที่ขี่มอเตอร์ไซด์มากัน 4 คัน
จินดารีสอร์ทอยู่แถวหาดทรายขาว พอลงเขามาถึงพื้นราบฝั่งขวาก็ถึงเลย อยู่ฝั่งซ้ายมือ ตรงข้ามมี 7-11 และถ้าเดินทะลุข้างๆ 7-11 ไปก็จะเจอหาดทรายขาวเลย
รอบนี้ได้ห้องอีกฝั่งที่เก่ากว่า แต่ก็โอเค พอรับได้กับราคา 2 คืน 999 บาทต่อคนรวมอาหารมื้อเย็นและเช้า ทั้งหมด 4 มื้อ ลุงกับป้าเจ้าของที่พักยังจำผมกับป๊อปได้
ผมนอนกับป๊อป ส่วนโจ๊กนอนกับแมว แยกย้ายกันเข้าห้องแล้วขออาบน้ำก่อนเพราะอากาศช่วงนี้ร้อนเหลือเกิน
อาบน้ำเสร็จก็พักผ่อนตามอัธยาศัย เราขอนอนเล่นรอในห้องเพราะขี้เกียจออกไปเดินและยังเดินไม่ค่อยสะดวก ส่วนสมาชิก 3 คนออกไปเดินชายหาด ให้ป๊อปแจ้งที่พักว่าขอนัดเวลากินมื้อเย็นประมาณทุ่มนึงเพราะยังอิ่มจากมื้อกลางวันกันอยู่
6 โมงครึ่งมานั่งเล่นบอร์ดเกมส์ระหว่างรอไปกินมื้อเย็น พอทุ่มนึงก็ออกมากินมื้อเย็นที่ทางที่พักจัดไว้ให้ วันนี้มี หมึกนึ่งมะนาว ปลากระพงทอดน้ำปลา กุ้งแช่น้ำปลา และกุ้งลายเสือผัดพริกเกลือ กุ้งลายเสือขนาดอย่างใหญ่ จานนึงมี 8 ตัว คนละ 2 ตัว ใหญ่ถึงขนาดเกี่ยงกันกินเพราะยังอิ่มจากมื้อกลางวันอยู่เลย กินกุ้งลายเสือแค่ตัวเดียวก็อาจจะจุกได้
กุ้งแช่น้ำปลาดูตัวเล็ก แต่ตอนคุยกับพี่แหวว แกมีเอากุ้งแบบนี้มาโชว์ให้ดูแล้วบอกว่าเป็นกุ้งที่จับแบบน้ำตื้น รสชาติจะหวานมาก พอที่พักเอามาเสิร์ฟก็คิดว่าน่าจะเป็นแบบเดียวกัน ชิมแล้วเหมือนกุ้งหวานแบบที่ร้านอาหารญี่ปุ่นใช้กัน
นอกจากนี้ทางที่พักยังเอาทุเรียนชะนีเกาะช้างมาให้อีกกล่องนึง แทบจะร้องขอชีวิตกันอีกรอบเลยทีเดียว
ต่อกันด้วยโรตีมะม่วงหน้า 7-11 อีกกล่องเพราะป๊อปอยากกิน พอใกล้ๆ 3 ทุ่มก็ชวนกันไปเล่นบอร์ดเกมส์ กว่าจะเข้านอนกันสำหรับวันแรกก็เกือบตี 1
วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน
เช้านี้ตื่นตอน 7 โมง 45 เพราะนัดรถมารับตอน 9 โมงเพื่อไปทริปดำน้ำตามเกาะใกล้ๆ
ล้างหน้า แปรงฟันเรียบร้อย น้ำไม่ต้องอาบ เพราะเดี๋ยวก็ไปลงทะเลแล้ว 8 โมง 20 ก็ออกมาสั่งมื้อเช้าของทางที่พัก เช้าๆแบบนี้มีแค่ไข่ดาว 2 ฟอง ไส้กรอก 1 อัน ขนมปังปิ้ง 2 แผ่นมากับแยมและเนย ขอขนมปังเพิ่มได้ ส่วนชา-กาแฟก็มีตั้งไว้ให้ชงกันเอง
นั่งกินกันถึง 8 โมง 45 ก็เห็นรถที่จะมารับจอดรออยู่ด้านหน้า พอ 8 โมง 50 ก็ขึ้นรถพร้อมออก
คนขับแวะไปรับผู้โดยสารอีก 2 ที่ แล้วขับต่อไปจนถึงบ้านบางเบ้า จุดที่เป็นท่าเรือสำหรับเรือนำเที่ยวตามเกาะต่างๆ
ระหว่างทางได้นั่งข้างหน้า ก็เลยคุยกับคนขับรถ ได้ความว่ามาจากร้อยเอ็ด อยู่บนเกาะมา 5 ปีกว่าแล้ว คนนี้ขับรถได้ค่อนข้างดีมาก ค่อยๆไป ไม่รีบ เวลาเจอถนนที่ไม่เรียบก็ค่อยๆขับแบบหยอดๆเพื่อผ่านไป
9 โมง 40 ก่อนถึงทางเข้าบ้านบางเบ้า รถเลี้ยวเข้าไปทางลูกรัง ระยะทางแค่ 4-500 เมตรเข้ามาจอดแล้วให้คนลงกัน มาถามคนขับภายหลังว่าทำไมไม่เข้าทางปกติ ถึงได้รู้ว่า ที่นี่เค้าแบ่งโซนกันจอด เพราะเวลามีนักท่องเที่ยวมาเยอะๆ จะได้ไม่ไปออกันที่เดียว
เดินข้ามมาหน้าหมู่บ้านบางเบา เดินตามทางไปถึงสะพานที่จะไปประภาคารจนถึงจุดจอดเรือ ระยะทางจากด้านหน้ามาถึงจุดที่เรือจอดราว 500 เมตร
เกือบ 10 โมงเรือก็ออก มีผู้ร่วมทริปทั้งหมด 22 คน กลุ่มเรา 4 คน ไกด์คนไทย 1 คน ส่วนที่เหลือเป็นคนรัสเซียที่มากับไกด์คนไทย
ขึ้นมาบนเรือแล้ว กัปตันเรือมาบอกว่าชั้น 2 มีที่นั่งแบบเป็นห้อง กลุ่มเราก็เลยขึ้นไปกัน เลยกลายเป็นนั่งในห้องส่วนตัวเลย ไม่มีคนรัสเซียเข้ามานั่งด้วยเพราะนั่งกันแต่ข้างล่างและท้ายเรือ
10 โมงครึ่งก็มาถึงเกาะคลุ้ม ทางเรือให้เวลา 40 นาทีในการเล่นน้ำดูปะการัง ก็จัดแจงเตรียมตัว ใส่เสื้อชูชีพและปรับสายหน้ากากดำน้ำที่ทางทัวร์แจกให้ใช้
ราว 11 โมงก็ขึ้นกลับมาบนเรือ เช็คมือถือเห็นมีสายไม่รู้จักโทรเข้ามา ก็เลยลองโทรกลับไปดู ปรากฎว่าเป็นแม่ครัวร้านป้าแจ๋วโทรมาแจ้งว่า หาปลาเก๋ากับปลากระพงแดงได้สำหรับวันจันทร์ เลยบอกไปว่าเดี๋ยวโทรกลับ ขอปรึกษากันก่อนว่าจะเอาไปทำเมนูอะไรดี
11 โมง 10 นาทีเรือก็ออกจากบริเวณเกาะคลุ้ม ไปถึงเกาะหวาย 11 โมง 50 ให้เวลา 40 นาทีเช่นกัน
น้ำทะเลบริเวณเกาะหวายค่อนข้างนิ่ง ลงน้ำดูปะการังถึงเที่ยง 15 ก็ขึ้นกลับมาบนเรือ อาหารมื้อกลางวันยกมาเตรียมไว้อยู่บริเวณกลางเรือแล้ว ยังไม่ทันถึงเที่ยงครึ่งก็มีคนรัสเซียบางคนเริ่มบอกว่าหิวข้าว น่าจะเล่นน้ำกันจนเหนื่อยเลยหิวกัน
ไกด์คนไทยเลยมาถามเราว่าเริ่มกินเลยได้มั้ย เลยบอกไปว่าให้แกะฟรอยด์คลุมถาดแล้วกินกันเลย เพราะมันเหมือนกับว่ามากันเองแค่ 2 กลุ่ม ไม่ต้องไปซีเรียสเรื่องเวลามากหรอก
มื้อกลางวันมี ข้าวสวยและกับข้าวคือ ผัดวุ้นเส้น ไก่ผัดถั่วฝักยาว ไข่เจียว และมีแตงโมงให้ล้างปาก อาหารรสชาติใช้ได้
ราวเที่ยง 35 เรือก็เริ่มขยับออกจากบริเวณเกาะหวาย ไปถึงเกาะง่าม เที่ยง 50 ให้เวลา 40 นาทีเช่นกัน
บ่ายโมงครึ่งออกจากแถวๆเกาะหวาย ใช้เวลาแค่ 10 นาทีก็มาถึงเกาะเหลายา เกาะนี้มีสะพานยื่นออกมาให้เรือไปจอดเทียบแล้วให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นฝั่งกัน ทางเรือให้เวลา 1 ชม. นักท่องเที่ยวทุกคนลงกันหมดยกเว้นเราเพราะเดินไม่ค่อยสะดวก ประกอบกับแดดแรงมาก เลยนั่งกินแตงโมบนเรือ นั่งเล่นไปซักพักก็ขึ้นไปบนห้องชั้น 2 เพื่องีบซักตื่น
บ่าย 2.40 กัปตันเรือเป่านกหวีดเรียกให้ขึ้นเรือกัน ใช้เวลารอคนขึ้นครบแค่ 10 นาทีก็ออกเรือ จริงๆตามโปรแกรมจะต้องมีแวะอีกเกาะนึงแต่ว่าเกาะนั้นปิดก็เลยไม่ได้ไป เรือเลยมุ่งหน้ากลับฝั่งเลย
ระหว่างทางกลับ ป๊อปกับแมวขอหลับซักงีบ ส่วนโจ๊กนั่งเล่นมือถือซักพัก แต่แล้วก็ทนไม่ไหวต้องงีบบ้าง
บ่าย 3 โมง 45 เรือก็มาถึงท่าเรือบางเบ้า ขึ้นฝั่งแล้วเดินกลับทางเก่าไป 500 เมตรถึงต้นทางเข้าบ้านบางเบ้า แวะเข้า 7-11 ซื้อน้ำและขนมนิดหน่อยแล้วก็เดินไปรอตรงจุดลงรถที่มาเมื่อเช้า
นั่งกันรถคันเดิมตามที่เดิมที่นั่งมาเมื่อเช้า ถึงที่พักบ่าย 4 โมง 45 บอกทางที่พักไปว่าวันนี้ขอมื้อเย็นเวลา 6 โมงเพราะหิวกันมาพอควร
กลับห้องเพื่ออาบน้ำ แต่น้ำฝักบัวดันไหลเบามาก เลยแจ้งไปทางที่พัก แต่ก็ยังไม่ได้แก้ไข ซักพักลองเปิดดูอีกที น้ำไหลแรงขึ้นมานิดนึง เลยทนๆอาบไปเพราะขี้เกียจรอแล้ว เสร็จแล้วยังเหลือเวลาอีก 20 กว่านาทีกว่าจะถึงเวลานัดมื้อเย็น ก็เลยนั่งเล่นมือถือในห้องฆ่าเวลาไปก่อน
เกือบ 6 โมงเย็นก็เดินไปกินข้าว วันนี้นั่งข้างสระว่ายน้ำเลยเพราะเหลือเรากลุ่มเดียวที่กินมื้อเย็น เย็นนี้มี หอยนางรมสด กุ้งแช่น้ำปลา หมึกดำแบบแห้ง ปูผัดผงกะหรี่ ทางลุงเจ้าของที่พักคิดว่ากลุ่มเรายังไม่ได้กินทุเรียน ก็เลยเดินออกไปซื้อมาให้กล่องนึง เป็นทุเรียนหมอนทอง
อาหารวันนี้ก็อร่อยเช่นเคย ผิดกับเมื่อปีที่แล้วที่เคยมากัน ทั้งๆที่เป็นเมนูเดียวกันคือปูม้าผัดผงกะหรี่และคนทำคนเดิม แต่รสชาติของปีก่อนมันไม่อร่อยเท่าวันนี้ นั่นแปลว่าระหว่างนี้แม่ครัวได้มีการพัฒนาฝีมือขึ้นมาพอควร
จบมื้อนี้ด้วยโรตีมะม่วงกับโรตีกรอบที่ขายอยู่ฝั่งตรงข้ามหน้า 7-11
แมวเดินไปซื้อและสั่งโรตีมะม่วงราดนมข้นหวานกับโรตีกรอบไม่ราดอะไรเลย กลายเป็นว่ามันไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ โรตีกรอบเปล่าๆค่อนข้างเค็ม น่าจะเพราะใช้มาการีนแบบเค็ม เลยต้องยกกล่องกลับไปให้ที่ร้านราดซอสช็อคโกแลตบนโรตีมะม่วงและให้ราดนมข้นหวานบนโรตีกรอบถึงจะกินแล้วอร่อย
2 ทุ่มครึ่งรวมตัวกันเล่นบอร์ดเกมส์ กว่าจะจบ 2 เกมส์ก็ตี 1 แยกย้ายกันเข้านอนสำหรับวันนี้
วันจันทร์ที่ 24 เมษายน
ตื่น 7 โมง 45 อาบน้ำเสร็จแล้วก็เก็บกระเป๋าแล้วทยอยเอาของขึ้นรถ จากนั้นประมาณ 8 โมง 20 ก็ไปกินมื้อเช้า เป็นอเมริกันเบรคฟาสต์เหมือนเดิม ไข่ดาว 2 ฟอง เบคอน 1 ชิ้น ขนมปังปิ้ง 2 แผ่น ชา-กาแฟชงเอาเอง กินเสร็จแล้วก็ล้อหมุนออกจากที่พัก 9 โมง
ขับกลับมาทางฝั่งซ้ายเพื่อไปซื้อทุเรียนและกินมื้อกลางวัน ราว 9 โมงครึ่งก็มาแวะร้านทุเรียนหน้าอำเภอเพื่อสั่งไว้ก่อนเนื่องจากแมวและโจ๊กติดใจทุเรียนชะนีเกาะช้าง ก็เลยจะซื้อกลับกันคนละ 2-3 ลูก
มีทุเรียนสุกพร้อมแกะได้อยู่ 9 ลูก เลยบอกไปว่าเอาหมดเลย เดี๋ยวไปกินมื้อกลางวันก่อนแล้วค่อยกะเวลาโทรมาบอกก่อนจะกลับมาที่ร้านอีกครั้ง จะได้ไม่ต้องแกะมารอทิ้งไว้ก่อนเพราะอากาศร้อน
เจ้าของร้านเอาทุเรียนลูกนึงที่สุกไปหน่อยแกะให้กินฟรี แม้จะสุกไปนิด แต่กลิ่นไม่แรงและรสไม่ขมเหมือนทุเรียนชะนีทั่วไป
พอกินหมด แกก็มาคุยให้ฟังเพิ่มอีกว่าของสวนแกเป็นทุเรียนชะนีหนามแดงเกาะช้าง ย้ำว่า “หนามแดง” คือสุกแบบสีปลายหนามออกน้ำตาลและเปลือกสีเขียวกึ่งๆออกน้ำตาล มีลูกค้าหลายคนมาชิมแล้วก็สั่งจองไว้ให้ส่งไปให้
แล้วแกก็ไปเอามาแกะให้กินลูกนึง พอได้ชิมลูกนี้ รู้สึกว่ารสชาติดีที่สุดที่ได้กินในทริปนี้เลย รสออกหวานเนียนๆ เนื้อสัมผัสครีมมี่ กลิ่นหอม
จากนั้นก็ขับเลยไปหน่อย แวะร้านสวนเจ๊นา ร้านที่พี่แหววแนะนำ ถามราคาทุเรียน ร้านนี้ขายทุเรียนชะนีเกาะช้างโลละ 140฿ และมีทุเรียนชะนีเกาะช้างกวนขนาด 200 กรัม 100 บาท และแบบครึ่งโล 200 บาท
ออกจากร้านสวนเจ๊นา แวะร้านกาแฟ Coffee Home by Na Tara ที่อยู่ระหว่างทาง สั่งกาแฟคนละแก้ว กาแฟโอเค กลิ่นและรสดีสำหรับกาแฟเย็นแต่หวานไปหน่อย
10 โมงก็ถึงร้านป้าแจ๋ว ไปดูปลากระพงแดงกับปลาเก๋าที่สั่งไว้ แล้วก็สั่งอาหารอื่นเพิ่มเติม บอกป้าแกไปว่า ขอนั่งพักก่อนเพราะยังอิ่มกับทุเรียนฟรีอยู่ ให้ป้าแกทำอาหารกะว่าเริ่มกินกัน 11 โมง ระหว่างนั้นก็นั่งกินกาแฟรอย่อย
ปลากระพงแดงขนาดเกือบ 2 โล ส่วนปลาเก๋ามี 3 ตัว ตอนแรกว่าจะเอาทั้งหมด แต่คิดว่าน่าจะกินกันไม่ไหว เลยเอาแค่ตัวใหญ่ที่หนักโลกว่ากับตัวเล็กขนาด 7 ขีด
จานแรกเริ่มมาเสิร์ฟตอน 11 โมง 15 ปลาเก๋าตัวใหญ่หนักโลกว่าเอาไปนึ่งซีอิ๊ว ส่วนปลาเก๋าตัวเล็กที่หนักราว 7 ขีดเอาไปนึ่งมะนาว ปลากระพงแดงขนาดเกือบ 2 โลทำซาซิมิ หัวกับก้างเอาไปต้มยำและเพิ่มกุ้งไปหน่อย จานสุดท้ายเป็นหมึกทอดกระเทียม
ทางร้านตำน้ำจิ้มซีฟู๊ดมาให้ชิม บอกให้ป๊อปชิมแล้วไปปรุงเพิ่ม ส่วนต้มยำเค้าก็ยกน้ำซุปมาให้ชิมถ้วยเล็กๆก่อนเพื่อถามว่าต้องปรุงอะไรเพิ่มบ้าง ก็ให้เติมเผ็ดกับเปรี้ยวลงไปอีกหน่อย หลังจากปรุงจนได้รสที่อร่อยแล้ว แม่ครัวก็ขอชิมเพื่อที่จะได้จำรสชาติไว้เพื่อว่าต่อไปจะได้ปรุงแบบนี้
จริงๆมีปูม้าอีก 2 โล แต่กินกันไม่ไหวแล้ว เลยให้เอาไปแพ็คใส่กล่องละโล ให้ป๊อปกับแมวเอากลับบ้านคนละโล และยังมีปลาเก๋านึ่งซีอิ๊วอีกครึ่งตัวกับต้มยำที่เหลืออยู่อีกราว 1/3 ของหม้อที่ให้ป๊อปเอากลับบ้าน
ตบท้ายด้วยมะพร้าวน้ำหวานๆเนื้ออ่อนๆแช่เย็นๆอีกคนละลูก มื้อนี้จ่ายไป 2,000 บาทไม่รวมปูม้า
เที่ยงครึ่งออกจากร้านป้าแจ๋ว แวะร้านพี่แหววเพื่อกินขนมถ้วยและเอาทุเรียนก่อนกลับ
พี่แหววเก็บขนมถ้วยไว้ให้ 14 ถ้วย และพี่โกก็แกะทุเรียนหมอนทองให้กินลูกนึง รสชาติดีกว่าที่เคยซื้อทั่วไปนิดหน่อย ไม่เหมือนชะนีเกาะช้างที่กินแล้วจะรู้สึกแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างของทั่วไปกับของเกาะช้าง
กินขนมถ้วยไปได้คนละ 1-2 ถ้วยเพราะอิ่มมาก ที่เหลือให้พี่แหววแพ็คใส่กล่องเอาไปฝากน้องชาย ส่วนทุเรียนชะนีเกาะช้างของพี่แหววที่สั่งไว้วันเสาร์ พี่โกก็เอาแพ็คใส่ 2 ลังรวม 6 ลูก จ่ายค่าทุเรียนไป 2,530 บาท แกขายโลละ 150 บาท แพงกว่าร้านอื่นที่ขายกันโลละ 120 บาทแต่แกการันตีว่าของแกดีกว่าเพราะตัดแบบสุกเกือบ 100% เดี๋ยวคงได้รู้กันวันอังคารไม่ก็พุธตอนที่แกะออกมากินว่าจะต่างกันแค่ไหน
ก่อนจะออกจากร้านพี่แหวว ป๊อปเตือนให้โทรไปบอกให้ร้านทุเรียนตรงข้ามที่ว่าการอำเภอให้เริ่มแกะทุเรียนที่สั่งไว้แล้วแพ็คใส่กล่องได้เลย ก่อนจะถึงร้านก็แวะซื้อน้ำแข็งใส่กระติกไว้หน่อย ถึงร้านทุเรียน
บ่ายโมง 15 นั่งรอแป๊ปนึงเพราะยังแกะไม่เสร็จ สรุปได้ 8 ลูก ให้น้องๆไปเลือกกันก่อนว่าจะเอากล่องไหน แล้วก็ต่างคนต่างจ่ายตามราคาที่เขียนหน้ากล่อง
ระหว่างที่รอ ทางร้านมีเอาทุเรียนหมอนทองมาลงเพิ่ม แต่ไม่ได้ซื้อกลับเพราะปกติไม่ค่อยชอบหมอนทอง
ทุเรียนที่แกะแล้ว บอกทางร้านให้ใส่กล่องละลูกแล้วเขียนราคาไว้บนแต่ละกล่อง แมวเอาไป 3 กล่อง โจ๊กกับป๊อปคนละ 2 กล่อง เราเลยเหลือเอากลับได้แต่กล่องเดียวจากที่จริงๆจะเอา 2 กล่อง จ่ายเงินไป 260 บาท จัดการแยกถุงและเขียนกำกับของใครของมันที่ถุงพลาสติก เสร็จแล้วจัดวางลงในถังน้ำแข็งแล้วก็ออกจากร้านราวบ่ายโมง 35
บ่ายโมง 50 ก็มาถึงท่าเรือ รถไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ จอดรอล้นออกมาจากท่าเรือไม่ถึง 10 คัน แต่กว่าจะได้ขึ้นแพขนานยนต์ก็บ่าย 2 ครึ่ง รอซัก 10 นาทีแพก็ออก ขากลับใช้เวลาเร็วกว่าขามา 5 นาที ขึ้นมาถึงฝั่งบ่าย 3 กับ 5 นาที
ราวบ่าย 4 ก็มาถึงขลุง คุยบนรถกันเพลินจนขับเลยร้านที่จะแวะซื้อทุเรียนเพิ่ม ต้องไปกลับรถเพื่อวนกลับมา มาแวะร้านที่เคยมาซื้อครั้งก่อน ร้านสวนปภาวิน ลงจากรถมาหาดูทุเรียนหลงลับแลขลุง เจ้าของร้านยังจำได้แม้จะเคยมาซื้อแค่ครั้งเดียวเมื่อปีที่แล้วเดือนพฤษภาคม
ถามหาหลงลับแลแต่ไม่มี เลยได้ก้านยาวมา 2 ลูก โลละ 180 บาท แล้วก็เจอทุเรียนอีกพันธุ์นึงชื่อ “นวลทองจันท์” เป็นพันธุ์ผสมระหว่าง พวงมณี กับ หมอนทอง ขายอยู่โลละ 150 บาท
ตอนแรกกะว่าเอาแค่ลูกเดียวมาลอง แต่เจ้าของร้านบอกว่าให้เอามาเพิ่มเพราะเดี๋ยวได้ลองชิมแล้วจะเสียดายที่เอากลับมาลูกเดียว ก็เลยโดนตกเรียบร้อย เอามา 2 ลูก รวมจ่ายค่าทุเรียนที่ได้จากสวนปภาวินไป 1,260 บาท ได้ทุเรียนมา 4 ลูก ก้านยาว 2 นวลทองจันท์ 2 และทางร้านได้แถมทุเรียนหลงลับแลที่เก็บไว้ลูกนึงซึ่งทางร้านกะว่าจะเก็บไว้กินเอง แต่ก็เอาให้เรามา เลยได้กลับมาเป็น 5 ลูก
ด้วยว่า นวลทองจันท์ มันเป็นพันธุ์ที่ไม่เคยเจอกัน แมวกับโจ๊กก็โดนตกเช่นกัน เลยซื้อกลับบ้านกันคนละลูก จัดทุเรียนวางท้ายรถให้เรียบร้อยแล้วก็ไปกันต่อ
และเนื่องจากยังอิ่มจากมื้อกลางวัน ก็เลยไม่ได้แวะกินมื้อเย็นกัน ขากลับเปิดกูเกิ้ลแมพและแอปแนะนำให้ไปทางถนนรองเพราะเส้นหลักมีช่วงที่ทำสะพาน ทำให้รถติดยาวและจะเสียเวลาราว 1 ชม.กว่าจะผ่านจุดก่อสร้างไปได้
แวะเข้าห้องน้ำก่อนจะขึ้นมอเตอร์เวย์แถวบ้านบึง กลับมาถึงปั๊ม PT แถววังทองหลางเกือบ 2 ทุ่มครึ่ง เติมน้ำมันรถให้เต็มแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน เป็นอันจบทริปนี้ ก่อนกลับก็แวะเอาทุเรียนชะนีเกาะช้างที่แกะแล้วไปให้น้องชายอีกคนก่อนแล้วจึงกลับบ้าน
ค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จต่อคนสำหรับทริปนี้คือ 3,991 บาท
ค่าใช้จ่ายหลักๆจะมี
- ค่าที่พัก 2 คืนรวมอาหารเช้าและเย็นอย่างละ 2 มื้อคนละ 999 บาท
- ค่าทริปดำน้ำ 4-5 เกาะคนละ 750 บาท
- อาหารมื้อกลางวันแบบจัดเต็มกัน 2 มื้อเฉลี่ยคนละ 5-600 บาทต่อมื้อ
- ค่าข้ามฝั่งไป-กลับ คนละ 220 บาท
- ค่าน้ำมันรถทั้งทริป 3,500 บาท
- และอื่นๆอีกเล็กน้อย
คงจะได้กลับไปเกาะช้างอีกรอบช่วงเดือนกรกฎาคม ช่วงโลว์ซีซั่นหน้าฝนที่จะมีกุ้งแชบ๊วยและกุ้งลายเสือให้กินกัน และอาจจะมีกั้งแก้วตัวใหญ่ๆราคาไม่แพงพ่วงมาด้วย
โฆษณา