Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
KlangToong
•
ติดตาม
7 พ.ค. 2023 เวลา 08:13 • ความคิดเห็น
24 hours Happy Work-Life
ชีวิตวันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง แล้วเราจะใช้มันทำงานเป็นเวลากี่ชั่วโมง?
เป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันอย่างเมามันส์ในวงสนทนาของมนุษย์เงินเดือนแบบผม
เราต้องตอบไลน์หัวหน้าตลอดเลยไหม? เมลล์นี้ส่งมาหลังเลิกงานได้ไง? แล้วจะมีเวลาที่ไหนใช้ “ชีวิต” ล่ะเนี่ย?
ถ้าไม่นับความมึนงงกับการมีหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานแปลกๆที่ชอบเอางานมากองตอนหลังเลิกงานแล้วขอวันรุ่งขึ้นหรือเช้าวันจันทร์แล้วบอกว่างานด่วนๆๆๆๆล่ะก็ (ไว้เรามาคุยกันเรื่องนี้อีกรอบ ในเรื่อง “Prioritization” กันครับ)
คำว่า Work-Life Balance ก็คงเป็นหนึ่งในคำฮอตฮิตที่ทุกคนชอบพูดกัน
แล้ว Work Life Balance มันแปลว่าอะไรหว่าครับ? หลายๆครั้งผมจะได้ยินคำตอบว่า ก็ balance ไง work 50% life 50%, หรือเลิกงานแล้ว ห้ามมายุ่งกับฉัน เพราะฉันต้อง life แล้ว มันหมดช่วง work ไปแล้ว
จริงๆผมว่าจะคิดแบบนั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร ลำดับความสำคัญ ข้อจำกัดที่มี และจังหวะเวลาของชีวิตในขณะนั้นของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ซึ่งมุมมองในเรื่องนี้นั้น น่าจะเป็นสีเทา ไม่ใช่ขาวหรือดำไปซะทีเดียว
แต่ผมขอเสนอมุมมองของผม ไว้เป็นหนึ่งในแนวคิดของเรื่องนี้แล้วกันครับ
ผมคิดว่าชีวิตเรามันแยกออกจากงานจริงๆไม่ได้ เอาแค่ในเวลางานมนุษย์เงินเดือนแบบผม เราก็ใช้อยู่เวลาอยู่กับมันอย่างน้อยๆ 8 ชั่วโมง หรือเรียกได้ว่า 1/3 ของวันไปแล้ว แปลว่าจริงๆแล้วถ้าเรามองว่านี่เป็นการทำงาน เราก็จะต้องนั่งเจ็บปวดกับ 1/3 ของวันที่จะหายไปเรื่อยๆ และเจ็บปวดที่ว่าทำไมเราถึงไม่ได้ใช้ “ชีวิต” จริงๆเสียที
ผมเคยมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับชายเกษียณชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ มุราตะซัง ซึ่งแม้เกษียณไปแล้วเขาก็ยังรับงานเป็นที่ปรึกษาในเรื่องที่เขามีความเชี่ยวชาญนี้ต่อ ผมสังเกตเห็นว่าทุกๆครั้งที่มุราตะซังได้อธิบายความรู้ของเขาออกมา ดวงตามุราตะซังนั้นเปล่งประกายพร้อมเค้ากับความกระตือรือร้นที่คนวัยเกษียณนี้ไม่น่าจะมี ผมรู้สึกทึ่งและนับถือมุราตะซังมากที่ยังมีความกระตือรือร้นนี้อยู่ และยังหวังให้ตัวผมยังเป็นแบบนั้นได้บ้างในระหว่างช่วงชีวิตการทำงาน และไม่หมดไฟไปเสียก่อน
หลังเลิกงาน ทีมเราก็พากันไปกินข้าวเย็นริมทะเลใกล้ๆที่ทำงานของพวกเรา ในตอนนั้นผมพึ่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับ อิคิไก ผมพูดกับมุราตะซังว่าผมชอบแนวคิดของอิคิไกมากเลย ผมอยากทำให้ได้อย่างนั้น แต่มุราตะซังตอบผมว่า
“You are too young to think about it” …
ผมงงไปแปปหนึ่ง แล้วมุราตะซังจึงพูดกับผมต่อด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นต่อว่า “คุณยังมีงานให้ทำ ชีวิตคุณยังตื่นมาแล้วมีหน้าที่ที่ยังต้องทำอยู่ ทำหน้าที่นั้นให้เต็มที่ แล้วหาสิ่งที่คุณอยากตื่นมาแล้วทำในทุกๆวันให้เจอ” มุราตะซังจิบเบียร์เย็นๆในมือ และเริ่มพูดต่อว่า “ตอนผมเกษียณไป ผมก็คิดว่านี่ก็เป็นเวลาพักผ่อนของผมเสียที ผมไม่ต้องนั่งรถไฟนานๆแล้ว ผมได้มีเวลาอยู่กับลูก ได้ไปช่วยนั่งเลี้ยงหลาน …
แต่ทุกๆครั้งที่ตื่นขึ้นมา ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรที่หายไป มีอะไรที่ผมเคยรู้สึกว่าผมเคยได้ทำแล้วผมไม่ได้ทำมันอีกแล้ว ความรู้สึกนี้คือสิ่งที่ทำไมตอนที่ผมได้รับคำเชิญชวนให้มาเป็นที่ปรึกษา ผมจึงตัดสินใจที่จะทำมัน”
แม้มุราตะซังจะไม่ได้ทำงาน 8 ชั่วโมง 5 วันทำการตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งเดือน หรือทั้งปีอีกแล้ว แต่ผมว่ามุราตะซังได้เจอสิ่งที่เรียกว่า “อิคิไก” หรือความหมายของการมีชีวิตอยู่ ของตัวเองเจอแล้ว
และนั่น เกี่ยวข้องกันกับ “งาน” ของเขา
ในทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierachy of Needs) หรือที่เราเรียกกันง่ายๆว่า สามเหลี่ยมของมาสโลว์นั้น ลำดับขั้นความต้องการสูงสุดที่มาสโลว์ได้เสนอไว้นั้น เรียกว่า Self-Actualization ซึ่งมีคำแปลไว้หลากหลายมาก แต่ผมขอแปลว่า “การเติมเต็มเป้าหมายของชีวิต” ซึ่งคือการที่เราได้บรรลุเป้าหมายถึงความเป็น “ตัวตน” ของเรา ได้ทำในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตที่เกิดมาของเรานั้น “สมบูรณ์”
ผมคิดว่าหลักการนี้มันคล้ายกับความหมายของอิคิไกอยู่ไม่น้อยครับ
และผมก็ไม่คิดว่าเราต้องรอจนเกษียณแบบมุราตะซัง จึงจะสามารถซึมซับความรู้สึกแห่งความหมายของชีวิตนี้ได้
ผมคิดว่าเราสามารถสัมผัสถึงมันได้ ตั้งแต่วันนี้เดี๋ยวนี้เลยครับ !
แน่นอนว่าชีวิตเราก็มีส่วนอื่นๆเช่นกัน ทั้งเรื่องการได้อยู่กับครอบครัว ทั้งเรื่องการได้อยู่กับครอบครัว การได้เล่นกับน้องหมา การได้ออกไปท่องโลกกว้าง หรือการแค่ออกไปหาอะไรกินอร่อยๆกับคนที่เรารัก
ผมคิดว่างานก็เป็นอีกบทบทหนึ่ง ในหนังสือเล่มที่ชื่อ “ชีวิต” ของตัวเรา มันเป็นหนึ่งในอีก “ตัวตน” ที่เรามี และเป็นหนึ่งในส่วนที่ช่วย “เติมเต็ม” ให้หนังสือเล่มนี้ของเราเสร็จสมบูรณ์
เพราะงั้น ผมว่าคำว่า work life balance ที่ดูจะแยกคำว่า “work” กับ “life” ออกจากกันนั้น มันไม่เห็นจะจริง
เพราะผมเชื่อว่า “work” มันก็คือส่วนหนึ่งใน “life” นั่นแหละ
ดังนั้นแล้ว ผมคิดว่า คำว่า Happy Work Life มันดูจะจริงกว่า
เรามองว่าชั่วโมงการทำงาน ก็คือสิ่งหนึ่งที่เราต้องแบ่ง ผสมและจัดสรรเวลาให้มันร่วมกันกับเรื่องราวอื่นๆที่เราอยากจะทำใน 24 ชั่วโมงให้กลมกล่อม เป็นรสชาติของชีวิตในหนึ่งวันที่เราอยากให้มันเป็น และดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวันเพื่อเป้าหมายในชีวิตของเรา และไม่มาคอยนั่งนับจำนวนชั่วโมงที่เรารู้สึกเบื่อหน่ายแลเเจ็บปวด เมื่อเราเรียกพวกมันว่าเวลาแห่งการ “ทำงาน”
มาร่วมมีความสุขกับงาน(ที่เป็นดั่งชีวิต)ของพวกเรา อย่างมีความสุขแบบ 24 hours happy work life กันนะครับ
สุดท้ายนี้ อย่างที่ผมบอกว่าเรื่องนี้มันน่าจะเป็นสีเทา ไม่ได้มีผิดมีถูก และหลายๆคนอาจมีสิ่งที่เติมเต็มที่ไม่ใช่เรื่องงานเช่นเดียวกัน ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมทุกอย่างเลยครับ ขอเพียงเราได้เจอสิ่งที่ตัวเราอยากทำ และมุ่งมั่นสู้มันได้อย่างเต็มที่ และให้การทำงานเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้เรามีค่าครองชีพอยู่รอดไปในแต่ละวัน มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเช่นกันครับ :)
ยินดีรับพูดคุยทุกความคิดเห็นนะครับ
กลางทุ่ง
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย