12 พ.ค. 2023 เวลา 03:39 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Drive My Car เธอขับรถของฉันไป

ฮารุกิ มุราคามิ นักเขียนญี่ปุ่นที่โด่งดังที่สุดในยุคนี้ ด้วยวัย 73 ปี ยังแข็งแรงอยู่ เขาพกพาความสงสัยงุนงงเป็นที่สุดเข้าโรงหนังเพื่อไปดู Drive My Car หนังที่ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของเขาเอง ที่ทำให้มุาคามิต้องเข้าโรงหนังก็เพราะต้นฉบับเรื่องสั้นมีความยาวเพียง 38 หน้า แต่กลับมาทำหนังได้ยาวถึง 3 ชั่วโมง เมื่อดูหนังจบลงไปแล้วมุราคามิแสดงความรู้สึกชื่นชอบการดัดแปลงนี้มาก มุราคามิกล่าวว่าเขาไม่แน่ใจว่าส่วนใดในหนังที่เขาเขียนหรือมาจากงานต้นฉบับของเขา และส่วนใดบ้างที่ไม่มีอยู่ในหนังสือ
เรื่องราวดั้งเดิมของหนังสือจึงมีเนื้อหาไม่มากไม่เพียงพอต่อหนังที่มีความยาวถึงสามชั่วโมง Drive My Car จึงมีการนำเรื่องสั้นเรื่องอื่นของมุราคามิมาผสมรวมกับเรื่องแต่งของของริวซึเกะ ฮามากุจิ ผู้เขียนบทและกำกับเข้าไป ด้วยเหตุนี้จึงมีเนื้อหามากมายจากหนังสือหลายเล่มมารวมกันเพื่อสร้างเรื่องราวที่คงไว้ซึ่งสไตล์ของมุราคามิ
Drive My Car เป็นการเล่าเรื่องในหนังที่ชาญฉลาด โดยเฉพาะการสำรวจตัวละครที่จมปลักติดกับดักชีวิต ก้าวต่อไปข้างหน้าไม่ได้ หรือถูกอีดตตามหลอกหลอน รวมไปถึงการนำเสนอธรรมชาติและความปรารถนาของผู้หญิงที่เข้าใจยาก การหลงตนเองและเกรงกลัวต่อการสูญเสียจนไม่กล้าเปลี่ยนแปลงของผู้ชาย ผ่านหนังที่มีการนำเสนอด้วยความง่ายดายแต่ลึกซึ้งผ่านบทสนทนาที่บรรจงเรียบเรียงมาอย่างดี ว่าไปแล้วเป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องน้อย แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก และเป็นงานดัดแปลงจากเรื่องของฮารุกิ มุราคามิที่ดีที่สุดในเวลานี้แล้ว
มุราคามิเป็นหนึ่งในนักเขียนร่วมสมัยที่งานของเขามีแปลออกเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 50 ภาษาสามารถขายได้รวมกันแล้วมากกว่า 30 ล้านเล่ม ได้รับรางวัลต่างๆ อีกมากมายเคยมีชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และเรื่องของเขาหลายเรื่องได้รับการดัดแปลงมาเป็นหนัง หลายเรื่องได้รับคำชื่นชมที่ดีไม่ว่าจะเป็น Norwegian Wood(2010) Burning(2018) หนังเหล่านี้ได้รับเสียงชื่นชมมาก แต่กระนั้นสำหรับแฟนหนังสือตัวยงของมุราคามิแล้วแค่นี้ยังไม่พอ
มักจะมีเสียงบ่นว่าสร้างความผิดหวัง ด้วยความที่งานเขียนของมุราคามิเป็นงานที่มีเรื่องไม่มากแต่อาศัยจุดเด่นในการบรรยายความรู้สึกของตัวละครที่หลากหลาย ทั้งความเจ็บปวดภายใน อารมณ์หม่นหมองขุ่นมัว มีความรู้สึกเหมือนถูกหลอกหลอน มีอารมณ์ขันแปลกๆ ซึ่งเป็นจุดที่หนังสือนำเสนอได้อย่างแหลมคม
แม้ว่าต่อมาจะมีการดัดแปลงงานเขียนของมุราคามิออกมาหลายเรื่อง แต่เราก็พบว่าเรื่องขนาดยาวของเขาไม่เหมาะกับการนำมาดัดแปลงเป็นหนัง เพราะส่วนมากแล้วมันจะเป็นการเล่นกับความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร แต่ถ้าเรื่องขนาดสั้นของมุราคามิแล้ว เรื่องสั้นของเขามีประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อยและดัดแปลงมาเป็นหนังได้ง่ายกว่า
อย่างที่บอกแต่ต้นว่า Drive My Car ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นที่ต้นฉบับมีความยาวน้อยไปสำหรับเป็นหนังสักเรื่อง แต่กลับกลายเป็นหนังที่มีความยาวรวมกันเกือบ 3 ชั่วโมงจากฝีมือของผู้กำกับคลื่นลูกใหม่จากญี่ปุ่นนั่นก็คือริวซึเกะ ฮามากุจิ ซึ่งเขียนบทดัดแปลงเองด้วย ฮามากุจิไม่ได้ดัดแปลง Drive My Car ออกมาเป็นหนังตรงตามหนังสือ แต่ว่าเขานำเรื่องสั้นของมุราคามิอีก 2 เรื่องมาผสมรวมกัน
นั่นก็คือ “Scheherazade” เรื่องของผู้หญิงที่ชอบแต่งเรื่องเล่าขณะมีเซ็กส์แล้วเล่าเรื่องของนักนักเรียนหญิงที่หลงนักเรียนชายแล้วแอบเข้าไปในห้องของเขาเมื่อไม่มีใครอยู่บ้าน จนเกิดเหตุการณ์หักมุม และ “Kino”เรื่องของชายที่เห็นภรรยาร่วมรักกับชายแปลกหน้า โดยที่เขาต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งมาจากหนังสือรวมเรื่องสั้น Men Without Women ในปี 2014
Drive My Car มีเนื้อหาเกี่ยวกับนักแสดงและผู้กำกับละครเวทีชื่อดังยูซึเกะ คาฟุกุ ผู้สูญเสียลูกและภรรยาไป และมิซากิ วาตาริ คนขับรถผู้หญิงคนใหม่ของเขา ในระหว่างที่เขาต้องไปฝึกซ้อมการแสดงละครเวทีในเมืองฮิโรชิมา
ผู้กำกับฮามากุจิดัดแปลงเรื่องราวทั้ง 3 เรื่องของมุราคามิออกไปจากเดิมบ้าง แต่คงหัวใจของเรื่องไว้ คือความสัมพันธ์และการเรียนรู้ชีวิตเพื่อที่จะก้าวต่อไประหว่างผู้กำกับละครเวทีกับคนขับรถคนใหม่ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของหญิงสาวที่มักจะเล่าเรื่องราวที่แต่งขึ้นระหว่างการมีเซ็กส์ และเรื่องของชายผู้เห็นภรรยาของตนเองร่วมรักกับชายอื่นต่อหน้าต่อตา
ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักใน 3 เรื่องสั้น แต่เอามาเรียบเรียงจังหวะและไทม์ไลน์ของเรื่องกับตัวละครเสียใหม่
Drive My Car อาศัยการเรียนรู้ของตัวละครระหว่างผู้กำกับละครเวทีกับพนักงานขับรถผ่านการสนทนาและการเดินเรื่องที่เรียบง่ายมาก แต่สามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกในเชิงลึกกับการเปลี่ยนแปลงของตัวละครออกมาได้ชัดเจน ในเรื่องสั้นหลักคือ Drive My Car นั้นพื้นหลังของเรื่องเกิดขึ้นที่โตเกียว คาฟุกุเจอกับปัญหาถูกพักใบอนุญาตขับรถจนต้องจ้างพนักงานขับรถ แต่ในหนังนั้นได้เปลี่ยนรายละเอียดในส่วนนี้เป็นคาฟูกุได้รับการติดต่อให้เป็นผู้กำกับละครเวทีในเทศกาลละครนานาชาติที่ฮิโรชิมา
เขาแจ้งต่อผู้จัดว่าต้องการบ้านพักที่เงียบสงบและมีระยะทางห่างจากโรงละครประมาณ 1 ชั่วโมงของการเดินทาง ซึ่งตลอดเวลาการเดินทางนั้นเขาจะใช้ช่วงเวลานี้เตรียมตัวกำกับและจำบทละครจากเทปคาสเซ็ทที่อัดเสียงบทสนทนาในละครเวทีด้วยน้ำเสียงของภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่เขาก็ได้รับคำยืนยันจากทางผู้จัดเทศกาลว่าไม่ยินยอมให้คาฟุกุขับรถเอง เนื่องจากเคยเกิดบัติเหตุในเทศกาลครั้งที่ผ่านๆ มาและยืนยันให้ใช้พนักงานขับรถที่เทศกาลหาให้ นั่นก็คือมิซากิ วาตาริ
รถยนต์ Sabb สีแดงคันงานซึ่งเป็นรถเก่ามาตั้งแต่ยุค 1990 ที่คาฟุกุยังดูแลอย่างดีและใช้งานจึงกลายเป็นเหมือนหนึ่งตัวละครหลักในเรื่อง เป็นการการแทนความรู้สึกของคาฟุกุที่ยังยึดติดกับอดีต ภายในห้องโดยสารจึงกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ทั้งคาฟุกุและวาตาริสามารถจมปลักอยู่ในโลกส่วนตัวได้ คาฟุกุยังคงทำหน้าที่ซ้อมละครกับเทปคาสเซ็ทเสียงภรรยาในรถอยู่เช่นเดิม วาตาริที่แทบไม่มีบทบาทอะไรในรถ นอกจากบรรจงขับรถให้นุ่มสบายที่สุด
แต่การขับรถของเธอก็ทำให้ผู้ชมรู้ในเวลาต่อมามว่ามันเปรียบเสมือนการชดใช้บาปที่เธอรู้สึกผิดมาตลอด ช่วงเวลาที่เธอขับรถให้คาฟุกุ เธอก็ได้เรียนรู้เรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตของผู้คนอื่นๆ ผ่านตัวละครที่แวะเวียนกันเข้ามาในห้องโดยสารรถสีแดงคันนี้ Drive My Car แบ่งโครงสร้างการเล่าเรื่องพื้นฐานออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน
ช่วงประมาณ 40 นาทีแรกเป็นการอุทิศเวลาให้กับการปูพื้นความสัมพันธ์ระว่างคาฟุกุและภรรยา จนกระทั่งเธอเสียชีวิตจากไป คาฟุกุคิดว่าเป็นความผิดของเขา เพราะถ้าเขาเลือกกลับบ้านเร็วขึ้นหน่อยภรรยาก็ไม่น่าเสียชีวิต ทั้งที่วันนั้นเขาไม่มีธุระอะไร โครงสร้างส่วนที่ 2 ของหนังคือการสร้างละครเวทีของคาฟุกุที่จะมีตัวละครหลากหลายเข้ามาเสริมเรื่อง ซึ่งในส่วนนี้จะไปสัมพันธ์กับละครเวทีซึ่งคาฟุกุกำกับคือเรื่อง ลุงวานยา (Uncle Vanja)ที่แต่งโดยนักเขียนรัสเซียคืออันตอน เซคอฟ
โครงสร้างเรื่องส่วนที่ 3 คือเรื่องราวของวาตาริพนักงานขับรถกับบาดแผลในใจของเธอที่คล้ายคลึงกับคาฟุกุ เมื่อเธอเติบโตมาบนความยากลำบากกับแม่ที่ใจร้าย แต่เมื่อเกิดโคลนถล่มบ้านจนพัง เธอหนีออกมาได้ เธอกลับไม่เลือกเข้าไปช่วยแม่ที่ติดอยู่ภายใน และกลายเป็นความรู้สึกผิดมาตลอด แล้วผู้ชมจะได้รับรู้ว่าทุกตัวละครมีบาดแผลในใจที่ลึกและเป็นชนักไม่แพ้กัน
คาฟุกุที่แม้ภรรยาจะเสียชีวิตไปนานแล้วเขาก็ยังคงขับรถเก่าฟังเทปบันทึกเสียงภรรยา ซึ่งมันก็คือตัวแทนความทรงจำของภรรยา ส่วนวาตาริผู้พยามยามขับรถอย่างดีที่สุดเพราะมันคือความทรงจำที่มีต่อแม่ที่ได้สอนเธอขับรถ ทั้งคาฟุกุและวาตาริต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกันและหาทางออกให้กับการใช้ชีวิตนั่นก็คือการปล่อยวาง ไม่เพียงแค่ตัวละครหลัก 2 คนนี้เท่านั้นที่มีเรื่องราว แต่ตัวละครประกอบอื่นๆ ก็มีเรื่องราวของตนเองซ้อนทับเข้าไปอีก
โดยเฉพาะตัวละครที่ชื่อว่าโคชิ ทาคัตสึกิ อดีตนักแสดงหนุ่มอนาคตไกลที่เดินทางไปฮิโรชิมาเพื่อร่วมคัดเลือกเป็นนักแสดงในละครเวที หลังจากเรื่องอื้อฉาวทำให้เขาไร้สังกัด ละครลุงวานยาเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับอาชีพที่กำลังดิ่งเหว ตัวหนังค่อยๆ เปิดเผยให้รายละเอียดความสัมพันธ์ของคาฟุกุและทาคัตสึกิที่มีจุดศูนย์กลางความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่ที่การตายของโอโตะภรรยาคาฟุกุ ทั้งคู่มีลักษณะการปลอบโยนในอดีตของกันและกัน และความเสียใจที่หลอกหลอน ผสมความตึงเครียดระหว่างนักแสดงและผู้กำกับ
ด้วยวิธีการนำเสนอของ Drive My Car แล้ว มันเป็นหนังที่มีลักษณะซ้อนทับกับละครเวทีบวกรวมกับการเป็นโรดมูฟวี่ ซึ่งละครเวทีที่หนังใส่เข้ามาในเรื่องมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกันนั่นก็คือ Waiting for Godot หรือคอยโกโดต์ บทละครโดย ซามูเอล เบ็คเก็ตต์ และอีกเรื่องคือลุงวานยา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อหนังมาก
ในเรื่องสั้นต้นฉบับนั้นบทละครลุงวานยาจะถูกนำเสนอแบบผ่านๆ ไม่ได้ขับเน้น แต่ในฉบับหนังการซ้อมและบทละครลุงวานนยากลายเป็นศูนย์กลางของโครงเรื่อง เนื่องจากตัวละครหลายตัวมีเรื่องราวชะตากรรมที่เกิดขึ้นจากการเกี่ยวข้องกับบทละคร
ธีมหลักของละครเวที 2 เรื่องที่ถูกเลือกเข้ามาใช้ในหนัง ทั้งคอยโกโดต์และลุงวานยาเป็นการเลือกที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะธีมหลักของละครเป็นแนวขนานที่ไปได้กับเนื้อเรื่องของ Drive My Car คอยโกโดต์เป็นเรื่องเกี่ยวกับชาย 2 คนที่รอคอยบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีวันมาถึง แล้วชีวิตของพวกเขาก็เฝ้าแต่รอเหมือนเป็นภาพสะท้อนของการดำรงอยู่ที่ติดกับอดีต แล้วมันก็ยังสะท้อนไปยังคาฟูกุและวาตาริ โดยเฉพาะอารมณ์ที่ซับซ้อนต่อภรรยาหรือแม่ที่พวกเขาผูกพันด้วย
ซึ่งมันก็เหมือนกับชายสองคนที่เฝ้ารอโกโดต์นั่นเอง การใช้บทละครของเบ็คเก็ตต์เรื่องนี้จึงเหมือนการสะท้อนชะตากรรมของตัวละครไปสู่ผู้ชมอีกทอดหนึ่ง แต่การนำลุงวานยาของอันตอน เซคอฟมาใช้กลับส่งผลต่อตัวเรื่องได้หนักแน่นมากขึ้น ขับเน้นธีมเรื่องมากขึ้น ลุงวานยาเป็นละครที่คาฟุกุต้องจัดเตรียมแสดงที่ฮิโรชิม่า เป็นละครนานาชาติที่รวมนักแสดงจากหลายชาติไม่ว่าจะเป็นเกาหลี จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ กระทั่งนักแสดงผู้เป็นใบ้ใช้ภาษามือก็มี นักแสดงแต่ละคนจะพูดบทละครโต้ตอบกันไปด้วยภาษาแม่ของตนเอง
เราอาจจะเห็นนักแสดงพูดบทสนทนาด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วตอบกลับมาเป็นภาษามือ หรือตอบกลับมาเป็นภาษาจีน ซึ่งสะท้อนเรื่องก้าวข้ามความเข้าใจในภาษาไปแล้ว พวกนักแสดงอาจไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน แต่พวกเขากำลังตอบสนองต่อบางสิ่งที่มากกว่าแค่คำพูดในบทละคร แต่มันเป็นกระบวนการซ้อมของคาฟุกุที่ทำให้นักแสดงเปลือยตัวตนและระบายอารมณ์ทั้งหมดออกจากการแสดง ซึ่งเป็นธีมสำคัญของหนัง Drive My Car ก็ว่าได้
สิ่งนี้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อการคัดเลือกนักแสดงของลุงวานยาเริ่มต้นขึ้น นักแสดงที่มารับการคัดเลือกเตรียมบทสนทนาเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกไปจนถึงตลอดการซ้อมบท มันจะมีอยู่ประโยคหนึ่งที่ถูกนำเสนอซ้ำๆ ในกระบวนการซ้อมของนักแสดงที่พูดขึ้นมาในทำนองว่า "การดำรงอยู่ของฉันปราศจากความสุขได้อย่างไร" ซึ่งมันก็เป็นเสมือนบทสะท้อนกลับมายังผู้กำกับละครเวทีคาฟุกุกำลังเผชิญชีวิตที่ไร้ความสุข
คาฟุกุอธิบายต่อนักแสดงของเขาว่าบทละครของเซคอฟทรงพลังมากๆ บทสนทนาของตัวละครจะค่อยๆเปิดเผยให้เราเห็นว่าตัวตนที่แท้จริงของเราเป็นใคร นั่นก็คือเหตุผลที่คาฟุกุไม่ยอมเล่นละครเรื่องนี้เองนอกจากกำกับการแสดง เพราะเขาเองก็กลัวที่จะต้องเปลือยตัวเองออกมาจากจากบทนี้ แต่สุดท้ายแล้วเมื่อปมชีวิตของคาฟุกุและวาตาริได้รับการปลดปล่อยแล้ว เขาก็สามารถเป็นลุงวานยาได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวอะไร
โดยรวมแล้ว Drive My Car สร้างโลกใหม่ขึ้นมาจากมุราคามิ แค่สามารถรักษาบุคลิคในหนังสือของมุราคามิเอาไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็ได้หนังที่ยอดเยี่ยม ริวซึเกะ ฮามากุจิ อ้างถึงงานเก่าจากบทละครคลาสสิกมาเสริมแรงกับเรื่องของมุราคามิ เขาสามารถประดิษฐ์ตัวละคร ธีม และการสำรวจในเชิงลึกที่สัมพันธ์กันทั้งตัวละคร เนื้อเรื่อง บรรยากาศ วิธีนำเสนอ ไม่แปลกใจว่าในอนาคต Drive My Car น่าจะเป็นหลักไมล์ให้หนังเรื่องใหม่ๆ ที่ดัดแปลงงานเขียนของมุราคามิศึกษาเป็นต้นแบบต่อไปดูได้ทาง Netflix
โฆษณา