31 พ.ค. 2023 เวลา 10:18 • หนังสือ

The Basic Laws of Human Stupidity โง่ศาสตร์: กฎพื้นฐานว่าด้วยความโง่เขลา

The Basic Law of Human Stupidity
โง่ศาสตร์ กฎพื้รฐานว่าด้วยความโง่เขลา
Carlo M. Cipolla : เขียน
สุนันทา วรรณสินธ์ เบล : แปล
สำนักพิมพ์ : BOOKSCAPE
คนโง่คือคนที่สร้างความเสียหายแก่คนอื่นหรือกลุ่มคนอื่นทั้งที่ตัวเองไม่ได้รับประโยชน์ กระทั่งอาจได้รับความเสียหายด้วยซ้ำ
— ชิโปลลา นิยาม”คนโง่” ไว้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์
คนโง่อยู่รอบตัวเรา มีจำนวนมหาศาลกว่าที่จะคาดคิด
พวกเขาอยู่ทุกที่เพื่อขัดขวางความเจริญก้าวหน้าและความผาสุขของมุนยษ์ ตั้งแต่กลุ่มไลน์ ครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน และแม้กระทั้งบนตำแหน่งผู้นำ
“กฎพื้นฐานว่าด้วยความโง่เขลา” หนังสือแสนสั้นตลกร้ายระดับ ‘cult classic’ ที่หนาเพียง 95 เล่มนี้จะพาคุณไปค้นหาคำตอบว่าทำไมผู้ที่โง่เขลานั้นจึงโง่ขนาดนี้ แล้วอะไรกันที่คนเหล่านี้มีเหมือนกันคืออะไร
แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะตีพิมพพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1976 แต่เราก็ต้องยอมรับอย่างเสร้าใจว่ากฎนี้มีประโยชน์ในหารทำความเข้าใจสิังคมมุนษย์ของเราในทุกยุคทุกสมัย
กฎข้อที่ 1. “Always and inevitably everyone underestimates the number of stupid individuals in circulation.”
“เราทุกคนประเมินจำนวนคนโง่ที่เวียนวนอยู่ในสังคมน้อยเกินไปเสมอโดยปราศจากข้อยกเว้น”
กฎข้แรกนี้ว่าด้วยการที่ไม่ว่าจะประเมินความโง่ของมนุษย์ไว้สูงเพียงใด เราก็มักต้องประหลาดใจซ้ำแล้วว้ำเล่าอยู่เป็นนิจเพราะข้อเท็จจริงที่ว่า
ก. คนที่เราคิดว่ามีเหตุผลและชาญฉลาด กลับกลายเป็นคนโง่ได้อย่างหน้าไม่อาย
ข. วันแล้ววันเล่า กิจกรรมของเราถูกรังควานอย่างซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย โดยบุคคลผู้โง่เขลาวึ่งจู่ๆ กับปรากฏกาย
อย่างไม่คาดคิด ในสถานที่ที่แสนจะไม่เหมาะ และในจังหวะที่ไม่น่าเป็นได้
ตามกฏข้อแรกนี้ครับ เราไม่สามารถระบุจำนวนเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจนได้ว่าคนโง่นั้นมีสัดส่วนเท่าไร เพราะค่าประเมินตัวเลขของคนโง่จะปรากฎต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ
กฎข้อที่ 2 “ The probability that a certain person be stupid is independent of any other characteristic of that person. ”
“โอกาสที่ใครสักคนจะเป็นคนโง่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะอื่นใดของเขาเลย”
กฎข้อที่สองนี้กล่าวว่าคนโง่นั้นอยู่กทุกๆที่และมีอัตราส่วนที่เท่ากันเสมอ
คุณ Carlo M. Cipolla กล่าวว่าตัวเขานั้นเชื่อว่า มนุษย์เราไม่เท่าเทียมกัน บางคนโง่ บางคนไม่ และความแตกต่างนี้กำหนดโดยธรรมชาติ ใครสักคนเกิดมาโง่เช่นเดียวกับที่ใครสักคนเกิดมามีผมสีแดง
ข้อเท็จจริงอันน่าทึ่งคือ ธรรมชาติสามารถรักษาความถี่ของจำนวนคนโง่ไว้ ซึ่งอัตราส่วนนี้จะไม่แปรผันตามขนาดของกลุ่ม
เราจึงพบคนโง่ในอัตราส่วนที่เท่ากันในทุกสังคม ฐานะ องค์กร ซึ่งเป็นจำนวนสูงเกินคาดเสมอ ตามกฎข้อแรก
กฎข้อที่ 3 “ A stupid person is a person who causes losses to another person or to a group of persons while himself deriving no gain and even possibly incurring losses. ”
“คนโง่คือคนที่สร้างความเสียหายแก่คนอื่นหรือกลุ่มอื่น ทั้งที่ตนเองไม่ได้รับประโยชน์ กระทั่งอาจได้รับความเสียหายด้วยซ้ำ”
เราต่างเคยประสบเหตุการณ์ที่คนคนหนึ่งทำเรื่องที่ส่งผลดีแก่ตัวเขาแต่กลับสร้างความเสียหายให้กับเรา นั้นเรียกว่าคนโฉดที่หวังจะหาผลประโยชน์จากเรา
หรือคนคนหนึ่งที่กระทำการใดก็ตามที่ทำให้ตัวเองเสียหายแต่เรากลับได้รับผลประโยชน์ นั้นคือเรากำลังรับมือกับคนกระจอก
หรือหากเป็นสถานการณืที่คนคนหนึ่งกระทำการใดที่ทำให้เราได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือได้ประโยชน์รวมกันทั้งกลุ่ม คนผู้นั้นคือคนฉลาด
อย่าไรก็ตามในโลกใบนี้เรามีคนอีกหนึ่งประเภทที่ทำให้เราหรือผู้อื่นต้องเสียทั้งเวลา ความรู้สึก แรงกาย แรงใจ เงิน พลังงาน ความสุข ควาวมเบิกบานใจ และอื่นๆอีกมากมาย
เนื่องด้วยการกระทำอันเหลือเชื่อของมนุษย์วิตถารที่ตนเองก็ไม่ได้รับผลประโยชน์แต่อย่างใด แต่กลับสร้างความกระอักกระอ่วนใจ ความลำบาก หรืออันตรายให้กับเราหรือผู้อื่น
ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้า หรืออธิบายได้ว่าทำไมมนุษย์วิตถารผู้นั้นจึงทำเช่นนั้น คำอธิบายเดียวที่สามารถใช้ได้คือ คนผู้นั้นเป็นคน’โง่’
กฎข้อที่ 4 “Non-stupid people always underestimate the damaging power of stupid individuals”
“คนไม่โง่มักประเมินอำนาจทำลายล้างของคนโง่ต่ำเกินไป กล่าวให้ชัดคือ คนไม่โง่มักลืมเสมอว่าเมื่อพวกเขารับมือและ/หรือข้องแวะกับคนโง่ไม่ว่าในเวลา สถานที่ หรือโอกาสใด ผลที่ตามมาล้วนเป็นความผิดพลาดอย่างหลีกเลี่ยงมิได้”
เราหลอกตัวเองว่าคนโง่จะทำอัตรายแก่ตัวเขาเองแต่นั้นคือความสับสนระหว่างความโง่กับความกระจอก
ทวนอีกครั้ง คนกระจอกจะสร้างความเสียหายให้ตัวเองและเราได้รับประโยชน์
แต่คนโง่จะสร้างความเสียงหายให้เราโดยที่ตัวเองก็ไม่ได้รับหรืออาจเดือดร้อนไปด้วย
บางครั้งเรานึกอยากตีสนิทคนโง่เพื่อใช้ประโยชน์จากเขา แต่แผนการดังกล่าวรังแต่จะนำไปสู่หายนะ เพราะ
ก. นี้เป็นความเข้าใจผิดเรื่อธรรมชาติของความโง่
ข. มันยิ่งเพิ่มขอบเขตให้คนโง่ได้บริหารพรสวรรค์ของตนเอง
เราอาจที่จะคาดเดาการกระทำและปฏิกิริยาของพวกเขาได้ และไม่นานเราก็จะถูกบดขยี้ด้วยกระบวนท่าเพลงดาบเกินคาดเดาของเหล่าคนโง่
กฎข้อสุดท้าย “ A stupid person is the most dangerous type of person. A stupid person is more dangerous than a bandit. ”
“คนโง่เป็นคนประเภทที่อันตรายที่สุด”
The Basic Law of Human Stupidity ครับหนังสือระดับ cult classic เล่มเล็กๆเล่นนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงอันแสนตลกร้ายของเหล่าโง่ที่ควรค่าแก่การอ่านหรือซื้อเก็บมาไว้สะสมก็ได้ ยังไงผมมองว่าก็เป็นหนัสือที่คุ้มค่าที่จะอ่าน
เนื้อหาอื่นๆใน The Basic Law of Human Stupidity
-บทแทรกว่าด้วยรายละเอีดทางเทคนิค
-การแจกแจงความถี่
-ความโง่เขลาแลพอำนาจ
-แสนยานุภาพของความโง่
-
โฆษณา