Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Wichai Purisa
•
ติดตาม
31 พ.ค. 2023 เวลา 09:20 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
People in the U.S. Think They Are Better Than They Actually Are
ผู้คนในสหรัฐอเมริกาคิดว่าพวกเขาดีกว่าที่เป็นจริง คนในเอเชียไม่คิดเช่นนั้น
ความเป็นปัจเจกนิยมแบบตะวันตกอาจส่งเสริมความคิดที่ “ดีกว่าที่เป็นจริง”
คุณมีความสามารถแค่ไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมงานของคุณ เมื่อนักจิตวิทยาถามเพื่อนร่วมงาน ด้วยคำถามที่มีความหลากหลาย พบว่ามีคำตอบที่น่าสนใจ โดยทั่วไปแล้ว ถ้าผู้คนมีมุมมองตามที่เป็นจริงในการประเมินความสามารถของพวกเขาแล้ว คะแนนของการประเมินตนเองก็ควรอยู่ประมาณระดับกลางๆ แต่นักจิตวิทยากลับพบว่า การประเมินตนเองของผู้คน มักจะให้คะแนนกับตัวเองสูงเกินจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในความเป็นจริงแล้ว ดาราระดับซูเปอร์สตาร์ หรือนักแสดงที่มีผลงานไม่ค่อยดีนัก มักจะคิดว่า พวกเขาทำผลงานการแสดงได้ดีกว่าที่เป็นจริง
ที่คะแนนในการประเมินตนเองออกมาสูงเช่นนี้เป็นเพราะว่า มีภาพลวงทางบวก คือการคิดบวกโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง เป็นอคติทางความคิด ในการคิดบวกจะทำให้คุณรู้สึกว่า มีความสามารถมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น โชคดีมากขึ้น และดีกว่าที่เป็นอยู่
ภาพลวงทางบวกนั้น หลายๆ คนเหมือนว่าภาพลวงทางบวกอยู่ในความรู้สึก และหาเหตุผลอธิบายได้ง่ายว่าทำไมถึงคิดบวก นักวิชาการบางคนอ้างเหตุผลว่า การคิดบวกโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติเราอยู่รอดมาได้ ในการที่จะมีชีวิตรอด พวกเขาจึงต้องหาเหตุผล ต้องมองโลกในแง่ดี ทำงานหนัก ประสบความสำเร็จ มีอายุยืนยาว และมีลูกมีหลานสืบสกุล
แน่นอนว่า บางคนไม่ได้คิดบวก ซึ่งคนเหล่านี้จะประเมินตนเองตามความเป็นจริงมากขึ้น น่าเสียดายที่การประเมินตนเองเช่นนี้ อาจไปทำให้พวกเขารู้สึกด้อยค่ามากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นๆ ที่มีการประเมินตนเองในทางบวก การเปรียบเทียบเหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุสำคัญของโรคด้อยค่าตัวเอง โดยมองว่าตัวเองนั้นด้อยคุณภาพ คนเหล่านี้จะไม่มั่นใจตัวเอง คนที่เป็นโรคนี้ จะมีความสงสัยว่าตนเองไม่สมควรได้รับความสำเร็จอะไร กล่าวอีกนัยหนึ่ง โรคด้อยค่าตัวเองหรือไม่มั่นใจตัวเองนี้ เป็นด้านมืดของสังคม
แต่ต้องทราบไว้ก่อนว่า หลักฐานในการวิจัยเท่าที่มีอยู่ของเรื่องภาพลวงทางบวกนี้ เกือบทั้งหมดมาจากมนุษย์ส่วนน้อย ที่เรียกว่าชาวตะวันตก หากการคิดบวกโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์เราจริงดังหลักฐานจากงานวิจัยชาวตะวันตก เราย่อมคาดหวังว่า การคิดบวกเหล่านั้น จะเป็นการคิดบวกที่เป็นสากล คือมีคนคิดบวกเป็นสัดส่วนที่สูงมากเกือบทั้งโลก แต่จากงานวิจัยของผม และงานจากทีมวิจัยอื่น ๆ ผลจากการวิจัยออกมา ไม่ได้สอดคล้องกับงานวิจัยชาวตะวันตกเลย
ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผมและเพื่อนร่วมวิจัย ได้เริ่มทำโครงการวิจัยที่ชื่อว่า วัฒนธรรมและความรู้สึกตนเอง “Culture and the Self” เพื่อสำรวจว่า ความรู้สึกต่อตนเอง แตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรมอย่างไร
เราไม่พบภาพลวงทางบวก ในทวีปเอเชียตะวันออก ตัวอย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อถามนักศึกษามหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนนักศึกษาในรุ่นเดียวกันแล้ว คิดว่าเพื่อนเหล่านั้นมีความสามารถมากกว่านักศึกษาผู้ที่กำลังถูกสัมภาษณ์มากน้อยขนาดใหน พบว่าได้ค่าคะแนนในการประเมินความสามารถอยู่ที่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
ในงานวิจัยล่าสุดของเรา ซึ่งก็คือสาขาประสาทวิทยาทางวัฒนธรรม เราพบว่าวิถีทางประสาทที่สนับสนุนการคิดบวกไม่มีอยู่ในบางชุมชน อีกนัยหนึ่ง รูปแบบที่นักจิตวิทยาส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นมนุษย์เป็นสากลนั้น เกิดมาจากการหล่อหลอมทางวัฒนธรรม
ฐานข้อมูลทางจิตวิทยาส่วนใหญ่มาจากสิ่งที่เรียกว่ากลุ่มเวียด WEIRD ในที่นี้ผู้เขียนจะเรียกกลุ่มเวียดว่า กลุ่มตะวันตก ซึ่งเป็นคำย่อของคำว่า ประเทศตะวันตก มีการศึกษาที่ดี เป็นประเทศอุตสาหกรรม เป็นประเทศร่ำรวย และเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตย นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในสาขาจิตวิทยาและสาขาวิชาการอื่นๆ มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมเป็นกลุ่มตะวันตก ดังนั้น มุมมองทั่วไปที่ว่า การคิดบวกเป็นสากลของมนุษย์นั้น เกิดมาการวิจัยจากกลุ่มตะวันตกที่ได้มีการบิดเบือนการวิจัยไปอย่างมากนั่นเอง
เพื่อให้การวิจัยก้าวไปเกินขีดจำกัดของมุมมองชาวตะวันตก ผมและเพื่อนร่วมวิจัยของผม ได้เปรียบเทียบคำตอบโดยตรงจากชาวตะวันตกและชาวเอเชียตะวันออก กับคำถามที่ถามเกี่ยวกับตัวตน ในการวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วในวารสารการทดลองทางจิตวิทยาทั่วไป Journal of Experimental Psychology: General โดยมีผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นชาวอเมริกัน และชาวไต้หวัน โดยให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยเหล่านี้ตัดสินว่า พวกเขาจะรู้สึกดีหรือไม่ดีอย่างไร เมื่อเผชิญกับความสำเร็จหรือความล้มเหลว
คนอเมริกันรายงานว่า พวกเขาจะรู้สึกดีกับความสำเร็จ มากกว่า ที่จะไปรู้สึกแย่กับความล้มเหลว ในขณะเดียวกัน พบว่า ชาวไต้หวันไม่ได้แสดงการคิดบวกออกมา แต่หากมีสิ่งใดเกิดขึ้น ชาวไต้หวันจะรายงานว่า พวกเขาจะรู้สึกแย่อย่างมากกับความล้มเหลว มากกว่า ที่จะรู้สึกดีดีกับความสำเร็จ การตอบสนองจากผู้เข้าร่วมชาวไต้หวันนี้ อาจสะท้อนถึงแนวโน้มทางจิตวิทยาอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า อคติทางลบ
ซึ่งโดยปกติแล้ว ในคนไต้หวันหรือคนที่อยู่ในประเทศแถบทวีปเอเชียตะวันออก เช่น ในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี เหล่านี้เหตุการณ์ทางลบ จะส่งผลกระทบทางอารมณ์ที่รุนแรงมากกว่าเหตุการณ์ทางบวก
เราก้าวหน้าไปกว่าการวิจัยที่ผ่านมา โดยการตรวจดูคลื่นสมองของผู้คนในขณะพวกเขากำลังตัดสินใจ โดยเราดูที่ขนาดของ "คลื่นอัลฟา" ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของกิจกรรมที่ปรากฏขึ้นเมื่อจิตใจของบุคคลมีส่วนร่วมในความคิด เราสังเกตผลของคลื่นอัลฟ่า เมื่อผู้เข้าร่วมวิจัยชาวอเมริกันคิดถึงตัวเองภายในเสี้ยววินาที หลังจากรู้ว่ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา
ซึ่งคลื่นอัลฟ่านี้ สามารถจะทำนายขนาดของการคิดบวกของพวกเขาได้ แต่ผู้เข้าร่วมวิจัยชาวไต้หวันไม่ได้แสดงคลื่นอัลฟ่านี้ออกมาจากสมอง เมื่อนึกถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับตนเอง และชาวไต้หวันไม่ได้แสดงหลักฐานของการคิดบวก
ในประเทศที่อยู่ในทวีปเอเชียตะวันออก ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ด้วยเหตุผลดังกล่าว นักจิตวิทยาชาวตะวันตกบางคน พยายามอธิบายถึงการไม่มีภาพลวงบวกโดยให้เหตุผลว่า ชาวเอเชียตะวันออกปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงของตน เพื่อจะหลีกเลี่ยงการแสดงความสนใจในตนเองมากเกินไป แต่จากข้อมูลของเราแสดงให้เห็นว่าคำอธิบายนี้ไม่ถูกต้อง เราไม่เห็นการทำงานของคลื่นอัลฟ่าในสมองออกมา ที่จะสัมพันธ์กับความพยายามปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงในหมู่ชาวไต้หวันที่เข้าร่วมในการศึกษาของเรา
ในทางตรงกันข้าม ชาวตะวันตกมีขั้นตอนเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความรู้สึกดีๆ เมื่อมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขาเพิ่มความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตนเองโดยธรรมชาติผ่านการตอบสนองทางประสาทโดยอัตโนมัติ มันเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในเสี้ยววินาทีโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม การตอบสนองดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นธรรมชาติและหลีกเลี่ยงไม่ได้
การตอบสนองที่เกิดขึ้นนี้ เป็นวัฒนธรรมซึ่งก่อตัวขึ้นจากการขัดเกลาทางสังคมเป็นเวลาหลายปี สมองได้รับการฝึกฝนอย่างกว้างขวางเพื่อสร้างการตอบสนองนี้ เนื่องจากทางตะวันตกได้มีการสนับสนุนทัศนคติที่ช่วยให้บุคคลเข้ากับวัฒนธรรมปัจเจกนิยมซึ่งก็คือวัฒนธรรมของการพึ่งตนเองและเห็นความสำคัญของตนเอง โดยวัฒนธรรมตะวันตกนี้จะหล่อหลอมคนให้เห็นคุณค่าของการส่งเสริมตนเอง และคุณค่าของความคิดริเริ่ม
ส่วนชาวเอเชียตะวันออกสมองจะไม่มีแสดงการตอบสนองแบบฉับพลัน หรือไม่มีแสดงการตอบสนองโดยอัตโนมัติ ดูเหมือนว่าชาวเอเชียตะวันออกจะยอมรับเหตุการณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นกับพวกเขา งานวิจัยอื่น ๆ ที่เราได้ทำพบว่า แม้ว่าการเห็นคุณค่าตนเองจะทำนายสุขภาพในสังคมแบบตะวันตก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลเช่นเดียวกันในสังคมของทวีปเอเชียตะวันออก
เมื่อดูผลลัพธ์เหล่านี้ สิ่งสำคัญคือต้องระบุว่า การค้นพบเกี่ยวกับวัฒนธรรมหรือชุมชนทั้งหมดนั้น มีความแตกต่างกันเล็กน้อยภายในกลุ่มที่กำหนด อาจมีการเปลี่ยนแปลงในระดับสูงจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ คนบางคนในฝั่งตะวันตกประสบกับโรคด้อยค่าตัวเอง ซึ่งอาจเป็นปัญหาอย่างยิ่ง เนื่องจากวัฒนธรรมตะวันตกได้เน้นย้ำทางบรรทัดฐานที่หนักแน่นเกี่ยวกับความรู้สึกของตนเองทางบวก
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า เราไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่า ชาวตะวันตกทุกคนจะคิดบวก หรือชาวเอเชียตะวันออกทุกคนจะคิดลบเสมอไป แต่ในแง่กว้างแล้ว เมื่อเราเห็นแนวโน้มประเภทนี้ในงานวิจัยของเรา เรามีโอกาสที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมว่า วัฒนธรรมได้กำหนดลักษณะสมอง และได้กำหนดลักษณะพฤติกรรมอย่างไร
เราคิดว่าความความแตกต่างทางวัฒนธรรมในภาพลวงบวก เป็นตัวอย่างหนึ่งของความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่เน้นความสำคัญของตัวตนของเรา สังคมตะวันตกโดยทั่วไปจะถือว่า ตัวของตนเองเป็นอิสระ ส่งผลให้ผู้คนในสังคมเหล่านี้ มีแรงจูงใจที่จะรู้สึกดีต่อตนเอง พวกเขาจึงทำงานอย่างหนัก เพื่อระบุความสามารถและเอกลักษณ์ของตน
อย่างไรก็ตาม ในหลายวัฒนธรรมนอกจากสังคมตะวันตก ผู้คนในหลายวัฒนธรรมนอกสังคมตะวันตก มักถือว่าตนเองพึ่งพาซึ่งกันและกัน และได้ฝังแน่นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม พวกเขารู้สึกว่าได้รับการปกป้องและปลอดภัยเมื่อเชื่อมต่อกับชุมชนสังคมขนาดใหญ่ จากมุมมองทางวัฒนธรรมพึ่งพาซึ่งกันและกันนั้น จึงไม่จำเป็นต้องรู้สึกดีเป็นพิเศษเกี่ยวกับตัวตนที่เป็นอิสระของแต่ละคน
ความแตกต่างเหล่านี้ จากมุมมองของชาวตะวันตก จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดในทุกรูปแบบ ชาวทวีปเอเชียตะวันออกอาจดูสุภาพมากเกินไป เมื่อให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ทางสังคม หรืออาจดูเหมือนไม่มีส่วนร่วม หรือแม้แต่หดหู่ หรือปรับตัวไม่ทันต่อการส่งเสริมตนเองและปรับตัวไม่ทันกับความคิดริเริ่ม
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของเราแสดงให้เห็นว่า ชาวเอเชียตะวันออก สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นธรรมชาติและสมจริง โดยไม่ต้องคิดเพิ่มเติม ถ้าดูจากมุมมองของเอเชียตะวันออก แนวโน้มของชาวตะวันตกที่ได้เพิ่มพูนความรู้สึกดีๆ เกี่ยวกับตนเองอาจดูไร้ประโยชน์ ไม่จำเป็น หรือแม้แต่อาจจะดูเป็นเด็ก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นไม่เห็นคุณค่าในธรรมชาติของความสัมพันธ์ของตนเอง
แต่ข้อมูลของเราชี้ให้เห็นว่า ที่คนอเมริกันส่งเสริมการมองโลกในแง่ดีเพราะมันช่วยให้พวกเขาได้ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของพวกเขาได้ โดยรวมแล้ว การนำสาขาประสาทวิทยาทางวัฒนธรรมมาใช้ เราอาจเก็บความคิดล่วงหน้าและอคติทางวัฒนธรรมของเราซ่อนเก็บไว้ ซึ่งจะทำให้งานวิจัยวิทยาศาสตร์ของเรามีความเที่ยงตรง ไม่ดูถูกชาติพันธุ์อื่น
เมื่อย้อนกลับไป งานนี้เน้นย้ำถึงพลังของวัฒนธรรม มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่อยู่รอดได้ด้วยการสร้างและใช้ประโยชน์จากจารีตประเพณี แนวปฏิบัติ ค่านิยม และสถาบันทางสังคมต่างๆ วิวัฒนาการของสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเรียกโดยย่อว่า "วัฒนธรรม" ได้เร่งตัวเองขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วง 10,000 ปีที่ผ่านมา หล่อหลอมเขตวัฒนธรรมสำคัญหลายแห่งในปัจจุบัน
โซนวัฒนธรรมเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมาก และความแตกต่างทางวัฒนธรรมในภาพลวงบวกเป็นเพียงตัวอย่างเดียว แม้ว่าจะเป็นกระบวนการที่สำคัญ ของกระบวนการทั่วไปที่วัฒนธรรมของเราหล่อหลอมวิธีคิด หล่อหลอมความรู้สึก และหล่อหลอมการกระทำของเรา เรารู้ว่าวัฒนธรรมของเราคืออะไร ถึงกระนั้นเราก็ยังไม่ชื่นชมพลังของการกำหนดความคิดของวัฒนธรรมมากพอ
ผู้เขียน: Prof Shinobu Kitayama (psychologist)
แปลไทยโดย: Wichai Purisa (senior scientist)
อ้างอิง:
https://www.scientificamerican.com/article/people-in-the-u-s-think-they-are-better-than-they-actually-are-people-in-asia-dont/
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย