2 มิ.ย. 2023 เวลา 05:58 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
ผมชอบคำว่า
Wake up Calls
คือผมมองว่า
1) เมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในชีวิต ที่มันได้ “ปลุก” ให้เราได้ “ตระหนักรู้” ถึง
1
วัฎจักรแห่งความไม่เที่ยง
สิ่งเหล่านั้นคือ
“Wake up Calls”
ที่มาปลุกให้เราได้ “ตื่นรู้”
2) ผมเองไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนธรรมมะธัมโมแต่อย่างใด
เราเกิดมาใน “กามาวจรภูมิ” คือภพภูมิที่ผู้คนยังหลงใหลในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่ผมเองก็ยังชื่นชอบที่จะศึกษาพระพุทธศาสนาตามเวลาและโอกาสที่เอื้ออำนวย
1
มีคำกล่าวที่ว่า
“If there is any religion that would cope with modern scientific needs, it would be Buddhism.”
Albert Einstein,
และเท่าที่ผมค้นพบมา
“สติ” ที่ฝึกดีแล้ว จะเปรียบเหมือนผิวใบบัวที่ถูกเคลือบด้วยสารธรรมชาติช่วยป้องกันจิตไม่ให้ “แปดเปื้อน โลภ โกรธ หลง” ที่ถาโถมเข้ามาสู่จิต คล้าย น้ำโคลนตมที่มาแปดเปื้อนใบบัว
เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตจะเกิด “ความว่าง” และ “ผ่องใส” ด้วย “สติรู้” นำไปสู่ การเห็นวัฏจักรของความไม่เที่ยงแห่งจิตที่ถูก โลภ โกรธ หลง เข้ามาทำจิตให้มัวหมอง
จนเมื่อใดที่จิต เห็นการ “เกิดดับ” บ่อยๆเข้า จิตนั้นก็จะเป็นจิตของ “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน”
ครับ
“ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน”
คือ
ผู้รู้ : อ่านเกมส์ออกถึงความไม่เที่ยง
ผู้ตื่น : ตื่นจากความไม่รู้ว่า แท้จริงแล้ว โลภ, โกรธ, หลง ที่มาพอกจิตนั้น ทำให้เกิดทุกข์ และไม่สามารถเข้าถึงปัญญาอันเป็นเครื่องมือใช้บริหารจัดการทุกข์ได้
ผู้เบิกบาน : เมื่อเรามีปัญญา มองเห็นทั้งสุขและทุกข์ที่ต่างก็ไม่เที่ยง เราก็ค้นพบความจริงนี้ที่ทำให้เราเบิกบานได้!
คือตื่นมาแบบสดชื่นนั่นเอง!
3) ระดับแห่งการตื่นรู้
“อริยบุคคล หมายถึง บุคคลผู้ประเสริฐ ทางพุทธศาสนาถือว่าความเป็นพระอริยบุคคลนั้น กำหนดได้ด้วยการละสังโยชน์ (กิเลสที่ผูกมัดสัตว์) ไว้ในภพ ใครละได้น้อยก็เป็นอริยบุคคลชั้นต่ำ เมื่อละได้มากก็เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงขึ้น ใครละได้หมดก็เป็นพระอรหันต์ สังโยชน์มี 10 อย่าง เทียบตามส่วนที่พระอริยบุคคล ละได้เป็นลำดับดังนี้
1. พระโสดาบัน ละสิ่งดังต่อไปนี้
1) สักกายทิฏฐิ – ความเห็นว่าร่างกายเป็นของตน
2) วิจิกิจฉา – ความสงสัยว่าพระรัตนตรัยดีจริงหรือ
3) ศีลพตปรามาส – การเชื่อพิธีกรรมทางไสยศาสตร์
เมื่อบรรลุเป็นพระโสดาบัน ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ แล้วจะบรรลุนิพพาน คือพระอรหันต์
2. พระสกทาคามี ละขั้นพระโสดาบัน แต่จิตคลายจากราคะ โทสะ และโมหะมากขึ้น เมื่อบรรลุเป็นพระสกทาคามี จะเกิดอีกครั้งเดียว
3. พระอนาคามี ละขั้นพระโสดาบัน พระสกทาคามี และรวมอีก 2 คือ
4) กามราคะ – ความติดใจในกามารมณ์
5) ปฏิฆะ – ความขัดเคืองใจ
เมื่อบรรลุเป็นพระอนาคามี จะเลิกครองเรือน ประพฤติพรหมจรรย์ ตายแล้วจะไปเกิดในพรหมโลก
4. พระอรหันต์ ละขั้นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และรวมอีก 5 คือพระอริยบุคคล
6) รูปราคะ – ความติดใจในรูป เช่นชอบของสวยงาม
7) อรูปราคะ – ติดใจในของไม่มีรูป เช่นความสรรเสริญ
8) มานะ – ความยึดถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ เช่นติดในสมณศักดิ์
9) อุทธัจจะ – ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ไม่สงบใจ
10) อวิชชา – ความไม่รู้อริยสัจสี่
เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์ หากสิ้นชีวิตแล้วจะไม่เกิดอีก”
ที่มา:
โฆษณา