13 มิ.ย. 2023 เวลา 15:14 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

2.กงลี่ รักที่ลวงตา

หลังจากจางอี้โหมวเข้าเรียนในสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งได้ครึ่งปี เสี่ยวฮัวไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในชนบท และเมื่อเขาสำเร็จการศึกษาจากสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่ง จางไปทำงานในฐานะตากล้องให้กับ Guangxi Film Studio ในเวลานั้นเสี่ยวฮัวกำลังตั้งครรภ์ ยิ่งสร้างความทรมานเมื่อทั้งสองอยู่ห่างกันครึ่งประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดระหว่างตั้งครรภ์ไม่สามารถเดินทางไปหาสามีได้ ความสุขเพียงอย่างเดียวของเสี่ยวฮัวคือการเขียนจดหมายถึงจางอี้โหมว และรอคอยการตอบกลับของเขา
ด้านจางอี้โหมวได้รับการยกย่องว่าเป็นตากล้องคลื่นลูกใหม่ที่มาแรงที่สุดในจีน และได้รับการชื่นชมอย่างมากจากหวูเทียนหมิงผู้กำกับจีนรุ่น 4 ที่โด่งดังไปทั่วโลก (งานของเขาที่ดังในหมู่คนดูหนังจีนคือเรื่อง The King of Masks ปี 1996 นำเสนอโดยชอว์ บราเดอร์ส ผมไม่แน่ใจว่าเคยเข้าฉายในบ้านเราหรือเปล่า แต่คิดว่าน่าจะเข้าฉายนะ เพราะมีแผ่นออกมา อีกทั้งผมยังได้ดูพากย์ไทยหลายรอบ ใครสนใจลองไปค้นใน bilibili พิมพ์ The King of Masks (Bian Lian) จอมมายาพันหน้า )
หวูเทียนหมิงให้จางไปรายงานตัวทำงานที่ Xiying Studio ที่เขาบริหารอยู่ จางอี้โหมวทำงานในตำแหน่งผู้กำกับภาพ แม้ว่าเดิมทีตั้งใจจะทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ แต่การขาดแคลนผู้กำกับหนังเนื่องจากผลกระทบของการปฏิวัติวัฒนธรรมทำให้ผู้กำกับหนังจีนขาดตอน ผลงานเรื่องแรกของผู้กำกับรุนที่ 5 เริ่มจาก One and Eight ของจางชุนจ้าว และเรื่อง Yellow Earth ของเฉินข่ายเก๋อในปี 1984 ซึ่งจางอี้โหมวทำงานเป็นผู้กำกับภาพ ทั้งสองเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในระดับโลกมาก สร้างกระแสหนังจีนแนวใหม่
ปี 1983 จางอี้โหมวกลายเป็นพ่อคน เมื่อลูกสาวของเขาคือจางโมได้ลืมตาดูโลก ทั้งสองเฝ้าถนอมเด็กน้อยเป็นอย่างดี สอง-สามปีผ่านไปเมื่อจางโมถึงวัยไปโรงเรียนอนุบาลแล้ว เสี่ยวฮัวก็คิดจะไปเรียนอีกครั้ง จางอี้โหมว ยังคงไม่เห็นด้วย เพราะงานถ่ายหนังที่เขาทำอยู่ทำให้ต้องจากบ้านไปทีละนานหลายสัปดาห์หรืออาจจะเป็นเดือน เขาให้เหตุผลว่า
"เวลาผมไปทำงาน ผมไม่ได้อยู่บ้านเป็นเวลานาน แล้วคุณก็ไปโรงเรียน เราจะมั่นใจได้ไหมว่าจะให้พี่เลี้ยงที่เราไม่รู้จักมาดูแลบ้านและลูกเรา”
เมื่อจางอี้โหมวไปทำงานที่ Guangxi Film เสี่ยวฮัวเคยถามเขาว่าเขาเคยคิดที่จะหางานให้เธอเป็นเพื่อนร่วมงานหรือไม่ การทำงานร่วมกันสองคนจะเป็นผลดีต่ออาชีพของเขา จางอี้โหมวให้ความมั่นใจกับเธอว่า “ถ้าดูเผินๆ มันอาจจะดี แต่ผมไม่ต้องการชีวิตที่สามีและภรรยาคุยกันแต่เรื่องอาชีพการงานทั้งวัน ออกไปทำงานข้างนอกก็เหนื่อยพอแล้ว สิ่งที่ผมต้องการที่บ้านคือความอ่อนโยนของภรรยา ครอบครัวที่สะดวกสบาย”
ในปี 1985 หลังจากย้ายกลับมายังเมืองซีอานบ้านเกิดของเขา จางได้ทำงานเป็นตากล้องและนักแสดงนำในหนังเรื่อง Old Well ของผู้กำกับหวูเทียนหมิง ซึ่งออกฉายในปี 1987 ทำให้เขารับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว
โอกาสเป็นผู้กำกับหนังเรื่องแรกมาถึงจางอี้โหมวในปี 1986 เขาตกหลุมรักนวนิยายเรื่อง Red Sorghum ของมั่วเหยียน(ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเป็นคนแรกของจีนในปี 2012 มีการแปล Red Sorghum ออกมาในชื่อว่า ตำนานรักทุ่งสีเพลิง) และในช่วงเวลาดังกล่าวผู้ช่วยผู้กำกับของเขาคือหยางเฟิงเหลียง(ต่อมาได้ร่วมกับจางอี้โหมวกำกับ Ju Dou) ได้ไปเฟ้นหานักแสดงที่ Central Academy of Drama สำหรับนางเอก
ซึ่งในตอนนั้นทีมงานเล็งเป้าหมายเอาไว้ที่นักศึกษาของสถาบันที่มีชื่อว่า Shi Ke(ต่อมาก็เป็นดาราดังอีกคนของจัน) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นของกงลี่ ในเวลานั้นมีหลายคนแนะนำกงลี่ แต่เธอกำลังติดถ่ายทำละครทีวีเรื่อง "Stories in Summer Vacation" ในกวางโจว
หยางเฟิงเหลียงโทรหาจางอี้โหมวเพื่อให้เขาตัดสินใจ จางอี้โหมวมาที่สถาบันเขามองดูรูปถ่ายในชั้นเรียนและรู้สึกว่า "กงลี่มีหัวเหมือนเมล็ดข้าว" และไม่ได้คิดทื่จะรอเธอกลับมาแต่อย่างใด ทว่า หนึ่งวันก่อนที่ทีมงานจะจากไป กงลี่บังเอิญกลับมา เมื่อทั้งสองฝ่ายพบกันจางอี้โหมวรู้สึกว่าคิ้วของกงลี่ชัดเจนและสวยงามมาก และเธอไม่เหมือนกับจิ่วเอ๋อที่เซ็กซี่และมีหน้าอกใหญ่และบั้นท้ายอ้วนในนวนิยายอย่างสิ้นเชิง
จางให้ทีมงานบันทึกวิดีโอกงลี่เอาไว้ เมื่อทุกคนกลับมาดูวิดีโอและพูดคุยกัน ในที่สุดทุกคนก็รู้ว่าตัวเอกนั่นคือ กงลี่
ทีมงานของ “Red Sorghum” เกือบจะเป็นมือใหม่ทั้งหมด จางอี้โหมวจัดให้ทุกคนมีเวลา "พูดคุยเกี่ยวกับการถ่ายทำ" ทุกวัน ทุกคนแลกเปลี่ยนความเห็น ปรับเปลี่ยนบทสนทนา หรือรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันมากที่สุด ความเห็นใครดีก็จะนำมาใช้ การพูดคุยกินเวลาถึงตีสามหรือตีสี่ แล้วทุกคนแยกกันไปพักเพื่อถ่ายทำต่อในวันรุ่งขึ้น
ผู้กำกับจางอี้โหมวทำงานหนักเหมือนทีมงานอื่นๆ ที่ช่วยกันแบบหนังทุนไม่มาก เขาเดินเตร่ไปทั่วฉาก ช่วย แบกน้ำ ขุดคูน้ำ และทำงานหนักร่วมกับทุกคน ในขณะที่กงลี่ต้องสวมแจ็กเก็ตบุนวมขนาดใหญ่เพื่อฝึกการแบกน้ำ ขี่ลา และนั่งเก้าอี้เสลี่ยง
หลังจากการถ่ายทำวันสุดท้ายเสร็จสิ้นลง จางอี้โหมวได้ฝังรองเท้าผ้าใบที่สวมใส่ตลอดการทำงานในกองถ่ายลงในดิน โดยสาบานว่าหากหนังเรื่องนี้มีปัญหา ไม่ได้ออกฉาย เขาจะไม่มีวันเข้าสู่เส้นทางสายคนทำหนังอีกเลยตลอดชีวิต จางอี้โหมวมีเหตุผลที่จะกลัวกรรไกรเซ็นเซอร์จีน เพราะมั่วเหยียนถือเป็นนักเขียนที่ชอบเขียนเรื่องในสิ่งที่สังคมจีนห้ามพูดออกมาดังๆ บางทีหนังสือเรื่องของเขาถูกแบนในจีน เพราะไปกระทบถึงนโยบายที่ผิดพลาดของพรรคคอมมิวนิสต์ )
ในปี 1986 นั้น กงลี่เพิ่งอยู่ปีที่สองและได้แสดงหนังใหญ่เป็นครั้งแรกและเป็นบทนำทันที เธอรู้สึกโชคดีมาก เธอเคยกล่าวว่า “ทีมงานหนังแต่ละคนมีการศึกษา และหนังประสบความสำเร็จด้านศิลปะ มีความทะเยอทะยานทางศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจางอี้โหมว สไตล์ของผู้กำกับนั้นไม่มีรูปแบบและง่าย และเขาก็ใจกว้างจริงๆ ฉันคิดว่าเขาฉลาดมากและมีทริคในการจัดการให้ทีมงานคิด เขามีคำตอบให้ทีมเสมอ”
จางอี้โหมวได้เปิดตัวนำเอา Red Sorghum เข้าฉายให้นักศึกษาดูที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประกฏว่านักศึกษามากมายเบียดเสียดกันจนแน่นหอประชุม หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัล Golden Rooster Award, รางวัล Hundred Flower Award และรางวัล Golden Bear Award จากเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์
...........................................
เรื่องราวในหนัง Red Sorghum หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวที่ถูกบิดาขายไปแต่งงานกับชายชราเจ้าของโรงเหล้าที่เป็นโรคเรื้อน แต่ชายแบกเกี๊ยวดันมาหลงรักนางจึงดักฉุดเธอไปโดยเธอสมยอม แล้วเขาก็ไปจัดการฆ่าสามีเฒ่าของเธอไปเสีย หญิงสาวรับภาระกิจการดูแลโรงเหล้าต่อ เธอลุกขึ้นมารวบรวมลูกน้องเก่า ซื้อใจคนจนโรงเหล้าเจริญรุ่งเรือง แล้วไปจบลงที่ช่วงสงครามจีนกับญี่ปุ่น ชาวบ้านถูกทารุณกรรมต่างๆนานา เธอและพวกโรงเหล้าจึงออกไปแก้แค้นทหารญี่ปุ่น
ความสัมพันธ์ของตัวละครในหนังที่เป็นไปในแบบรักต้องห้ามทำให้โลกตะลึง แต่นอกจอ นอกโรงหนัง ความสัมพันธ์ของจางอี้โหมวกับกงลี่ก็ทำให้เกิดพายุกระหน่ำเช่นกัน เพราะตลอดเวลาของการอยู่ในกองถ่าย จางพบว่าเขาเริ่มตกหบลุมรักนักแสดงสาวคนนี้อย่างลึกซึ้ง ในขณะที่ตนเองมีลูกมีเมียแล้ว
ในทางกลับกันกงลี่ชื่นชมในตัวผู้กำกับ และเริ่มมีใจให้เขา ขณะที่เธอเองก็มีแฟนหนุ่มอยู่เช่นกัน แต่สังคมสื่อเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ไม่มีโซเซียล ไม่มีนักสืบไซเบอร์ เรื่องเราวของคนทั้งคู่จึงรับรู้กันอย่างจำกัดวง อาจจะเป็นข่าวใหญ่ แต่ก็เพียงจำกัดในเมืองจีน
ความรักระหว่างกงลี่และจางอี้โหมวถูกเปิดเผย ในวันที่ Red Sorghum ออกฉาย
เสี่ยวหยางแฟนของกงลี่รู้ว่าเธอปันใจไปให้ผู้กำกับ เขาโกรธเธอมาก กล่าวคำด่าทอ และบุกเข้าไปในห้องพักของกงลี่ และทุบประตูห้องนอนของเธอ นนเกิดเป็นรูใหญ่ สิ่งที่เธอทำได้คือเขียนจดหมายไปหาจางอี้โหมวเพื่อเล่าเรื่องให้เขาได้ทราบ
เสี่ยวฮัวภรรยาของจางอี้โหมวก็รู้เรื่องทั้งสองคนเช่นกัน เธอพบจดหมายที่เขียนโดยกงลี่ในกระเป๋าของจางอี้โหมวขณะที่เธอกำลังซักผ้าให้เขา เนื้อความในจดหมายบอกว่า “เสี่ยวหยางตีฉันที่โรงเรียน หลังจากมีปัญหานี้ขึ้นมาทางวิทยาลัยกำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ ฉันได้ยินมาว่าทางภาควิชาต้องการคุยกับฉัน แต่ฉันพร้อมแล้ว เมื่อพวกเขามาหาฉัน ฉันจะบอกพวกเขาให้ชัดเจน ฉันคิดว่าตราบใดที่เรื่องนี้ชัดเจนไม่มีใครกล้าแตะต้องฉัน ”
เสี่ยวฮัวนำจดหมายไปให้จางอี้โหมว ทั้งสองก็โต้เถียงกันสองสามคำ จางอี้โหมวออกไปข้างนอกและกลับบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาสูบบุหรี่และเล่าเรื่องราวให้ภรรยาฟังพร้อมบอกว่า “ในประเทศจีน เรื่องแบบนี้สามารถทำลายคนได้ เธอบอกว่าแฟนของเธอขู่จะมาซีอาน เพื่อสะสางบัญชีกับผม และผมบอกเธอว่าอย่ามาที่ซีอาน แต่ผมจะไปปักกิ่งเพื่อพบเขา สำหรับผมไม่ต้องการให้เป้นแบบนี้ต่อไป…”
เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของจาง อี้โหมวหดหู่มาก เสี่ยวฮัวรู้สึกสมเพชปนสงสารในใจ และแนะนำให้เขาอย่าเหนื่อย จางอี้โหมวนอนอยู่บนเตียงและพึมพำ “เธอบอกว่าเธอไม่อยากไปโรงเรียนอีกแล้วและอยากจะมีลูกให้ฉัน”
คราวนี้ เสี่ยวฮัวน้ำตาตกจริงๆ
จางอี้โหมวยังคงเห็นอกเห็นใจกงลี่และพูดคุยเกี่ยวกับการหย่าร้างกับเสี่ยวฮัว เขาพูดว่า: "ความรู้สึกของผมไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีกแล้ว"
เมื่อเผชิญกับความรู้สึกที่ไม่สามารถหวนคืนมาได้ จางสับสนในตนเองรุนแรง เขาถามตนเองว่าหมดรักเสี่ยวฮัวหรือไม่ เขาบอกตนเองว่าตลอดเวลาที่เขาคิดว่าเขารักเสี่ยวฮัวมันเป็นเพียงความหลง ความกลัวที่จะสูญเสีย กลัวที่จะอ้างว้างคนเดียว แต่พอมีกงลี่ก้าวเขามาเขาคิดว่ามันคือความรัก
ทั้งกงลี่และเสี่ยวฮัวคือผู้หญิงที่ต่างกัน คนหนึ่งกลายเป็นนักแสดงที่ดี และอีกคนกลายเป็นแม่ที่ดี
เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ระหว่างจากอี้โหมวและกงลี่ถูก "ลงโทษ" โดยสื่อหลายแห่งออกมาประนาม และแสดงความเห็นใจเสี่ยวฮัว ขณะที่กงหลี่ซือและจ้าวหยิงสองสามาภรรยาก็ไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้อย่างภูมิใจ แม้ลูกสาวของตนเองจะโด่งดังเป็นนักแสดงระดับนานาชาติ
สำหรับเสี่ยวหัวเธอยอมจากจางอี้โหมว พร้อมทั้งเห็นใจเขาแม้ตนเองจะเจ็บซ้ำ ของขวัญที่จางอี้โหมวเคยเก็บเงินมอบให้เธอทั้งเสื้อขนสัตว์และนาฬิกาปลุก เสี่ยวหัวยังเก็บไว้อย่างดี มันยังคงอยู่ที่หัวเตียง และตลอดเวลาหลังจากนั้น เธอไม่คิดแต่งงานใหม่อีกเลย
ส่วนจางโม ในวัยเพียง 5 ขวบ ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงจากเธอไป แต่จางอี้โหมวทุ่มเททุกสิ่งอย่างให้ลูกคนนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับเธอ ในอีกหลายปีต่อมา เมื่อจางโมโตขึ้นและตอนนั้นจางอี้โหมวก็ไม่มีใคร เธอถึงกับขอให้พ่อกลับไปแต่งงานกับแม่อีกที แต่สำหรับจางอี้โหมวแล้วความรู้สึกมันเปลี่ยนไปแล้ว
โฆษณา