2 ก.ค. 2023 เวลา 01:46 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

เรื่องราวของแร่ไพไรต์ ทองคนโง่ที่ทำชีวิตบางคนพลิกผัน

(เรียบเรียงโดย ณัฐนันท์ รัตนชื่อสกุล)
ตำนานของทองคนโง่นั้น เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 15 นักสำรวจชาวอังกฤษนาม มาร์ติน โฟรบิสเชอร์ได้ล่องเรือสำรวจอ่าวแห่งหนึ่งในแคนาดา โดยในภายหลัง อ่าวแห่งนี้ได้รับชื่อตามชื่อของเขาคือ อ่าวโฟรบิสเชอร์
1
เขาได้พบกับก้อนแร่ที่ดูเหมือนมีทองคำปะปนอยู่ด้วยบนเกาะแบฟฟิน จึงระดมทุน และได้กลับมาขนพวกมันกลับไปกว่า 1000 ตัน วินาทีนั้น เขาคงรู้สึกเหมือนถูกหวยรางวัลที่ 1 เลยทีเดียว แต่เมื่อเขานำกลับมาให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบพบว่าเกือบทั้งหมดนั้นไร้ค่า เพราะแร่ทีเขาขนมามีทองคำจริงๆอยู่เพียงราวๆ 0.0000005% เท่านั้น และนั่นทำให้ชีวิตของเขาพลิกผันตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว แร่ดังกล่าวจึงถูกตั้งฉายาว่า “ทองคนโง่”
ทองคนโง่นั้น มีชื่อเรียกจริงๆว่า แร่ไพไรต์ เป็นสารประกอบของเหล็กกับกำมะถันจึงแตกต่างจากทองคำที่เป็นธาตุบริสุทธิ์เป็นคนละเรื่อง การบอกความแตกต่างระหว่างทองคำแท้กับทองคนโง่นั้นไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก แม้แต่นักกีฬาโอลิมปิกก็สามารถบอกได้ นั่นเพราะนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกทั้งหลายมักจะกัดเหรียญรางวัลของตัวเองโชว์หน้ากล้อง โดยทองคำนั้นมีระดับความแข็งไม่สูงมากนัก ทำให้การกัดก็เพียงพอทำให้เกิดรอยฟันขึ้นบนเหรียญทองแล้ว (*เหรียญทองโอลิมปิกทองคำผสมอยู่ในสัดส่วนไม่มาก แต่ก็มี
1
ที่มา : https://scitechdaily.com/scientists-discover-fools-gold-is-not-so-foolish-after-all/
หากเปรียบเทียบความแข็งแล้ว มาตรวัดความแข็งของโมห์ส(Mohs' scale) มักจะถูกนิยมใช้เปรียบเทียบเป็นอย่างมาก โดยระดับความแข็งมีตั้งแต่ 1 ถึง 10 ที่ระดับ 10 นั้นคือความแข็งของเพชร โดยความแข็งของทองคำนั้นอยู่ในระดับ 2.5-3 ในขณะที่ แร่ไพไรต์นั้นมีระดับความแข็งสูงถึง 6-6.5 เลยทีเดียว การจะทำให้แร่ไพไรต์แตกออกเป็นเสี่ยงๆคงต้องพึ่งค้อนเหล็กเท่านั้น
2
นอกจากนี้ แร่ไพไรต์มักจะเกิดผลึกเป็นรูปลูกบาศก์ ในขณะที่ทองคำมักจะเป็นเกล็ดหรือก้อนกลม อีกทั้งหากนำวัสดุทั้งสองมาถูกับเครื่องปั้นดินเผาหรือกระเบื้องเซรามิก ทองคำแท้จะทิ้งรอยริ้วสีเหลืองไว้ ในขณะที่ แร่ไพไรต์จะทิ้งรอยสีเขียวเข้ม นอกจากนั้น ทองคำจะไม่มีกลิ่นใดๆ แต่แร่ไพไรต์มีองค์ประกอบของกำมะถันอยู่ ส่งผลให้มันมีกลิ่นคล้ายไข่เน่า
1
อย่างไรก็ตาม ทองคนโง่นั้นอาจไม่ได้ไร้ค่าเสียทีเดียว จริงๆแล้วคำว่า "ไพไรต์" นั้นมาจากรากศัพท์ภาษากรีกที่แปลว่า "fire stone" เนื่องจากมันสามารถนำมาทำให้เกิดประกายไฟ และก่อไฟได้ทำให้แร่ไพไรต์กลายเป็นสินค้าที่มีค่าในสังคมโบราณและยุคก่อนประวัติศาสตร์ และในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์สามารถนำแร่ราคาถูกชนิดนี้มาประยุกต์ใช้เป็นวัสดุแม่เหล็ก อีกทั้งเป็นส่วนประกอบของโซล่าเซลล์ได้อีกด้วย
โฆษณา