8 ก.ค. 2023 เวลา 05:33 • บันเทิง

Past Lives ครั้งหนึ่ง ซึ่งคิดถึง ตลอดไป

หนังเล่าเรื่องราวของ นอร่า หญิงสาวชาวเกาหลีใต้ที่ย้ายประเทศมาอยู่แคนาดาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก กับ แฮซอง เพื่อนในวัยเด็กของเธอที่ผูกพันและชอบพอกัน ทั้งคู่ขาดการติดต่อกันไปหลายปี จนกระทั่งได้กลับมาติดต่อกันอีกครั้งในช่วงที่ทั้งคู่เข้าสู่วัยหนุ่มสาว
ไม่ผิดหวังเลยจริงๆกับการนับวันรอให้หนังเรื่องนี้เข้าฉายในบ้านหรอก หนังถ่ายทอดความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ขาดหายไปและกลับมาติดต่อกันอีกครั้งได้อย่างสมจริง  เชื่อว่าเราทุกคนล้วนเคยมีคนรู้จักที่ขาดการติดต่อและสูญหายไปจากชีวิตของกันและกัน อาจจะไม่ต้องถึงกับเป็นคนรักก็ได้ เคยใช่ไหมครับที่อยู่ๆก็คิดถึงเพื่อนเก่าในวัยเด็กขึ้นมา แล้วลุกขึ้นมาตามหาด้วยเทคโนโลยีและหนทางทุกอย่างที่พอจะทำได้
*** บทวิเคราะห์นี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ ***
แฮซอง ตกหลุมรักเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อ 24 ปีที่แล้ว ตัวตนของเธอติดค้างอยู่ในหัวใจและในความทรงจำของเค้ามาตลอด และเค้าใช้เวลาหลายปีในการตามหาเธอจนพบ หากแต่เรื่องความรักในวัยผู้ใหญ่มันก็ไม่ได้ง่ายเหมือนความรักในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคในเรื่องของความห่างไกล เวลาที่ต่างกัน ไปจนถึงความเป็นจริงของชีวิต ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้ แฮซอง ต้องมองความรักผ่านสายตาของความเป็นจริงไม่ใช่ความเพ้อฝัน
ในขณะที่ นอร่า เอง เธอก็ดีใจที่ได้กลับมาติดต่อกันกับ แฮซอง อีกครั้ง เธอเป็นคนที่มีความฝันและอยากจะทำให้ความฝันของเธอนั้นเป็นจริง ฉะนั้นเธอจึงมองความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับคนเดิมในสายตาที่ต่างกันกับที่เธอเคยมองมันในวัยเด็ก
การที่เธอลงทุนย้ายประเทศมาเพื่อทำตามความฝันมันก็เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากพออยู่แล้ว ถ้าเธอตัดสินใจคบหากับ แฮซอง ทุกอย่างที่เธอสร้างมาตั้งแต่ย้ายประเทศมาก็เท่ากับศูนย์เปล่าเพราะเธออาจจะต้องกลับไปเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ในประเทศที่เธอทิ้งมา เธอจึงตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ระยะไกลและใช้ชีวิตทำตามความฝันที่เธออยากจะทำให้มันเป็นจริง
หนังใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการเล่าเรื่องใน 2 ย่อหน้าข้างบนนั้น ซึ่งก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่ารักและมีความโรแมนติกในช่วงแรก แต่โทนของการเล่าเรื่องจะเปลี่ยนไปเป็นอึดอัดในช่วงหลัง คือถ้าเปรียบแล้วมันก็เหมือนความรักในโลกของความเป็นจริงนั่นแหละครับ ทุกความรักระหว่างหนุ่มสาวหรือจะเพศไหนก็ตาม มันก็จะเริ่มต้นจากความหวังและความฝัน ก่อนที่ความเป็นจริงของชีวิตจะเข้ามาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ความรักนั้นต้องอยู่กับความเป็นจริง ความฝันและความหวังก็จะถูกลดบทบาทลง 
วันคืนผันผ่าน กาลเวลาเปลี่ยนแปลง ทั้งคู่มีโอกาสได้เจอกลับมาคุยกันอีกครั้งในวัย 30 ต้นๆ ครั้งนี้ แฮซอง ลงทุนเดินทางมาหาเธอถึงนิวยอร์ก และนี่คือครั้งแรกในรอบ 24 ปีที่ทั้งคู่มีโอกาสได้เจอกัน หากแต่ นอร่า นั้นได้แต่งงานกับ อาร์เธอร์ ไปแล้ว
คือถ้ามองความสัมพันธ์ระหว่าง นอร่า กับ แฮซอง และ นอร่า กับ อาร์เธอร์ นี่เราจะเห็นถึงความแตกต่างของเส้นเรื่องได้อย่างชัดเจน กับ แฮซอง นั้น เซ็ตติ้งมันมีความโรแมนติก ที่ว่าด้วยเรื่องของเพื่อนในวัยเด็กที่ชอบพอกัน แต่ขาดการติดต่อกันไป แล้วได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง และรู้สึกราวกับว่าอาจจะคู่แล้วไม่แคล้วกัน โรแมนติกสุดๆไปเลย
ในขณะที่กับ อาร์เธอร์นั้น ทั้งคู่ได้มาเจอกันในบ้านพักศิลปินในช่วงเวลาที่ต่างคนต่างก็โสด เธอเลือกที่จะแต่งงานกับเค้าก็ด้วยเพราะอยากได้ Green Card ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไรเพราะนี่คือการมองชีวิตมองความรักด้วยสายตาแห่งความเป็นจริง ใช้เหตุและผลเป็นที่ตั้ง ความรักเป็นเรื่องรอง ทั้งคู่รักกันแหละ เพียงแต่มันไม่ได้โรแมนติกเท่ากับของอีกคนนึง
ตรงนี้แหละครับที่หนังมันปล่อยของ คือรอให้ถึงประมาณเกือบจะครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเรื่อง ถึงจะได้เข้าใจว่าทำไมที่ผ่านมาฉันถึงรู้สึกว่าหนังมันไม่ค่อยเอาใจคนดูที่มีความโรแมนติกอยู่ในหัวใจสักเท่าไหร่นัก เพราะเนื้อแท้แล้วหนังเรื่องนี้มองความรักและความสัมพันธ์ด้วยสายตาแห่งความเป็นจริง
อาจจะมีบางช่วงที่เส้นเรื่องขยับและขยี้ประเด็นเรื่อง what if และ what might have been อยู่บ้างว่า ถ้าเธอไม่ย้ายประเทศ ฉันกับเธอจะได้คบกันไหม ถ้าฉันไม่ยุติความสัมพันธ์ วันนี้เราจะอยู่ในสถานะไหน และอีก ฯลฯ ความเป็นไปได้และความเป็นไปไม่ได้
หนังไม่ได้ละเมียดละไมในการเดินเรื่องที่ดูแล้วลื่นไหลและใจฟู และมีชะตากรรมของตัวละครที่พลิกไปพลิกมาเหมือนใน Comrads, Almost A Love Story หรือ เถียนมีมี่ งานเก่าของ Peter Chan ที่ส่วนหนึ่งของเรื่องดำเนินอยู่ในนิวยอร์กเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้นึกถึงและต้องพูดถึงเรื่องนี้ก็เพราะงานภาพของ Past Lives นั้น โทนของแสงและสีที่ออกมามันชวนให้คิดถึงงานเก่าชิ้นนี้จริงๆครับ
หนังใช้ตัวละครเดินเรื่องหลักๆอยู่แค่ 2 ตัว คือคู่พระเอกและนางเอก ตัวละครที่เหลือทั้งหมดคือตัวประกอบที่แทบไม่มีบทบาทหรือสร้างผลกระทบอะไรให้กับเส้นเรื่อง เรียกว่าก็ค่อนข้างมีความเป็น indy ผสม art house อยู่หน่อยๆนะเนี่ย
ส่วนประเด็นเรื่อง past lives ของหนังก็คือความเชื่อแบบพุทธที่ว่าด้วยการเวียนว่ายตายเกิดนั่นแหละครับ เราคนไทยสามารถเข้าใจประเด็นนี้ได้ทันที แต่หนังก็คิดเผื่อผู้ชมในระดับสากลไว้แล้วด้วยการให้ตัวละครมีบทสนทนาถึงสิ่งนี้ว่า การที่เราได้มารู้จักกับใครสักคนในชีวิตนี้ ก็เพราะเราเคยทำบุญทำกรรมร่วมกันมาแต่ชาติก่อนนั่นเอง
แต่โดยส่วนตัวมองคำว่า past lives ว่าจริงๆแล้วหนังพูดไปถึงเรื่องราวในอดีตของ นอรา และ แฮซอง ที่เคยรู้จัก คุ้นเคย ชอบพอกันมาในวัยเด็ก และความสัมพันธ์ระหว่าง นอร่า และ อาร์เธอร์ ซึ่งก็คืออดีต แต่ปัจจุบัน present lives ของทั้งหมดที่กล่าวมาได้กลับมาบรรจบกันอีกครั้ง เป็นสิ่งที่หนังต้องการเล่าแบบคู่ขนานกันไประหว่างเส้นเวลาทั้ง 2 เส้นและความสัมพันธ์ของ 1 หญิง 2 ชาย ที่เกิดขึ้นในต่างช่วงเวลาที่มาบรรจบกันในปัจจุบันครับผม
หมัดเด็ดที่อยู่ตอนท้ายสุดของเรื่องนั้นมีความรุนแรงต่อความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับตอนจบของ La La Land ถ้าหนังเพลงเรื่องนั้นปิดเรื่องด้วยการเห็นอดีตคนรักมีความสุขกับปัจจุบัน โดยที่ไม่มีตัวฉันอยู่ในปัจจุบันของเธอ ฉันก็มีความสุขกับเธอจากใจจริง
Past Lives ปิดเส้นเรื่องด้วยความรู้สึกของ แฮซอง ที่เดินทางกลับเกาหลีใต้โดยไม่มีอะไรติดค้างอยู่ในใจอีกต่อไป ในขณะที่ นอร่า เดินร้องไห้กลับไปหาสามีด้วยความหนักอึ้งของความรู้สึกในหัวใจที่ไม่อาจแบกรับมันได้อีกต่อไปและพังทลายลงมาในรูปแบบของน้ำตาและเสียงสะอื้น ในขณะที่ อาร์เธอร์ เองก็พูดอะไรไม่ออก ได้แต่กอดและประคองภรรยาให้กลับเข้าบ้านอันเป็นสถานที่ที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาและจะอยู่ด้วยกันเช่นนี้ต่อไป
ความรักมันก็เป็นแบบนี้แหละ มีทั้งสุข ทุกข์ เศร้า สมหวัง และผิดหวัง อยู่ที่ว่าใครจะประสบพบเจอกับรูปแบบไหนของความรักเท่านั้นแหล่ะ
โฆษณา